posttoday
ราคากล้ายางร่วงหนักเหลือ10บาท

ราคากล้ายางร่วงหนักเหลือ10บาท

09 มกราคม 2556

เกษตรกรโวยผลกระทบรัฐจ่อล้มโครงการขยายพื้นที่เพาะปลูก8แสนไร่ทั่วประเทศ

เกษตรกรโวยผลกระทบรัฐจ่อล้มโครงการขยายพื้นที่เพาะปลูก8แสนไร่ทั่วประเทศ

ราคากล้ายางร่วง หลังรัฐล้มโครงการยาง 8 แสนไร่

นายขำ นุชิตศิริภัทรา อุปนายกสมาคมชาวสวนยางพาราแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาวะราคาต้นกล้ายางตั้งแต่ต้นปี 2555 ได้ทยอยตกต่ำมาอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ขณะนี้บางเกรดและบางขนาดราคาต้นละประมาณ 20 บาท ไม่เกินต้นละ 30 บาท และบางพื้นที่ 35 บาท จากเดิมปีที่ผ่านมา ราคาต้นกล้าหน้าฟาร์มและในพื้นที่ภาคใต้ ราคาอยู่ที่ต้นละ 40–50 บาท ส่วนพันธุ์ เคที311 ก็ราคาตกลงมาเช่นกัน เหลือประมาณต้นละ 40 บาท จากเดิมอยู่ที่ 50–60 บาท

“ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อราคากล้ายาง คือ โครงการเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกยาง 8 แสนไร่ ของรัฐบาลที่ผ่านมาล้มเหลว อีกประการหนึ่งมาจากปัญหาราคายางพาราตกต่ำลงมามาก ขณะนี้ต้นกล้ายางในบางพื้นที่เหลือเป็นจำนวนมาก และพื้นที่ก็ขายหมด กลุ่มที่ลงทุนก็ต้องขาดทุนกันไปเป็นจำนวนมาก และแนวโน้มในปี 2556 คาดว่าภาวะต้นกล้ายางยังคงทรงตัวอยู่” นายขำ กล่าว

ด้านนายเพิก เลิศวังพง อดีตประธานชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย (ชสยท.) กล่าวว่า ภาวะต้นกล้า ยางทยอยปรับลงตามลำดับ ซึ่งขณะนี้ราคาตกลงมาเหลือเพียงต้นละประมาณ 10 บาท

“โครงการปลูกยาง 8 แสนไร่ ประสบความล้มเหลว จนส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อเกษตรกรผู้ลงทุนผลิตต้นกล้ายาง และเกษตรกรผู้ปลูกยางที่ทำสวนไว้รองรับ โดยเฉพาะเกษตรกรในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ” นายเพิก กล่าว

นายเพิก กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ความล้มเหลวโครงการยางต่างๆ หลายโครงการของไทย ส่งผลต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นภายในประเทศและต่างประเทศเป็นอย่างมาก จนส่งผลกระทบตลาดยางในปี 2555 ทำให้ราคายางได้ตกต่ำลงมากตลอดทั้งปีที่ผ่านมา โดยเฉลี่ยราคาไม่ถึงกิโลกรัมละ 100 บาท

นายเพิก กล่าวว่า อนาคตยางไทยขณะนี้ยังไร้ทิศทาง ตลาดต่างประเทศจึงกดราคาจนตกต่ำลงในขณะนี้ และที่ผ่านมา 3 ปี ยางไทยประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ทั้งโครงการปลูกยาง 8 แสนไร่ และโครงการรักษาเสถียรภาพราคายาง 1.5 หมื่นล้านบาท ต่างก็ประสบความล้มเหลว โดยในส่วนของโครงการรักษาเสถียรภาพราคายาง 1.5 หมื่นล้านบาท ก็ยังคงติดค้างเงินสถาบันเกษตรกรทั่วประเทศ และยังมียางค้างสต๊อกส่งออกไม่ได้อยู่ประมาณ 1.5 แสนล้านตัน

นายเพิก วิเคราะห์ว่าความล้มเหลวโครงการยางพาราต่างๆ ของไทย ส่งผลต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นภายในประเทศและต่างประเทศอย่างสูงมาก จนส่งผลกระทบตลาดยาง ความเสียหายที่เกิดขึ้นเพราะขาดมืออาชีพที่มีความรู้ความเข้าใจนโยบายบริหารยางพารา ทั้งในส่วนของสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) องค์การสวนยาง (อ.ส.ย.) และกรมวิชาการเกษตร

แหล่งข่าวจากโรงงานอุตสาหกรรมยางพารา และผู้ส่งออกรายใหญ่ในพื้นที่ จ.พัทลุง เปิเผยว่า สำหรับตลาดยางพาราในต่างประเทศยังคงมีคำสั่งซื้อตามปกติ ไม่ได้ชะลอตัวแต่อย่างใด และพนักงานก็ยังทำงานตามปกติ โดยมีงานทำล่วงเวลามาแล้วถึง 3 ปี

ก่อนหน้านี้ นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร รมช.เกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์ว่า โครงการปลูกยางเพื่อยกระดับรายได้และความมั่นคงให้กับเกษตรกรในแหล่งปลูกยางใหม่ระยะที่ 1 หรือโครงการขยายพื้นที่เพาะปลูกยางพารา 8 แสนไร่นั้น เป็นโครงการของรัฐบาลเก่าตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา แต่พบว่าไม่สอดคล้องกับการที่จะต้องลดปริมาณยางพาราในตลาด หรือลดดีมานด์ลง

นายยุทธพงศ์ ระบุว่า ผลการเจรจากับกับ 3 ประเทศ ผู้ส่งออกยางพารารายใหญ่ประกอบด้วย ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ทั้ง 3 ประเทศมีมติร่วมกันให้แต่ละประเทศลดการส่งออกยางพาราลง 10% ของปริมาณส่งออก จึงได้มอบหมายให้ สกย.วางแผนการผลิตยางพาราในประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท