posttoday
ควรแก้ไขกติกาบริหารเศรษฐกิจ

ควรแก้ไขกติกาบริหารเศรษฐกิจ

08 มกราคม 2556

ผมนั่งอ่านบทความที่คุณธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.คลัง และเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้เขียนลงในเฟซบุ๊ก (Thirachai Phuvanatnaranubala) เห็นว่ามีเนื้อหาสาระน่าสนใจ เข้ากับบรรยากาศในช่วงที่เขากำลังถกกันว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญกันอย่างไร จึงขอนำมาเล่าสู่กันฟัง และขออนุญาตแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม

ผมนั่งอ่านบทความที่คุณธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.คลัง และเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้เขียนลงในเฟซบุ๊ก (Thirachai Phuvanatnaranubala) เห็นว่ามีเนื้อหาสาระน่าสนใจ เข้ากับบรรยากาศในช่วงที่เขากำลังถกกันว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญกันอย่างไร จึงขอนำมาเล่าสู่กันฟัง และขออนุญาตแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม

ผู้เขียนเห็นว่า ประเด็นที่อยากให้มีการนำมาพิจารณาเพิ่มเติมหากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คือ การบริหารเศรษฐกิจ เพราะท่านเห็นว่า กติกาด้านการบริหารเศรษฐกิจของประเทศยังไม่รัดกุม หากไม่รีบแก้ไขเสียขณะนี้ในอนาคตประเทศอาจประสบความหายนะ

คุณธีระชัยเสนอให้ดำเนินการแก้ไขกติกาการบริหารเศรษฐกิจ 3 เรื่องด้วยกัน คือ (ก) เรื่องนโยบายประชานิยม (ข) เรื่องป้องปรามคอร์รัปชัน และ (ค) เรื่องคุ้มครองข้าราชการ

โดยสรุป ท่านไม่ได้ปฏิเสธนโยบายประชานิยมทั้งหมด แต่รัฐบาลควรเลือกใช้นโยบายประชานิยมเท่าที่จำเป็น หรือการช่วยเหลือผู้ที่ด้อยโอกาสทางสังคม และรัฐบาลจะต้องมีแหล่งเงิน มีจำนวนเงินที่จะต้องใช้ชัดเจนและเปิดเผย

นอกจากนั้น ก็เสนอกติกาเรื่องการแทรกแซงราคาสินค้าเกษตร เช่น ห้ามรับจำนำเกินราคาตลาด กำหนดนิยามการขายแบบจีทูจีให้ชัดเจน และมีการปิดบัญชีรับรู้ผลการดำเนินงานว่าขาดทุนหรือกำไรเท่าใดในแต่ละปี และรัฐบาลต้องชดเชยความเสียหายให้ทุกปี

ผมเห็นด้วยกับท่าน ว่านโยบายประชานิยมยังมีความจำเป็นต้องใช้เพื่อวัตถุประสงค์ตามที่ท่านเสนอ แต่ผมเชื่อว่า คงยากที่จะให้แมวตัวไหนยอมเอาลูกกระพรวนไปผูกคอ เพราะนโยบายประชานิยมเท่าที่ผ่านมาถูกนำไปใช้เพื่อแย่งชิงคะแนนเสียง และบางทีก็ถูกนำไปเพื่อ “กระตุ้น” เศรษฐกิจ ทุกนโยบายจะถูกโยงให้ไปพันกับชีวิตความเป็นอยู่ และการกินดีอยู่ดีของประชาชนอยู่ เช่น นโยบายการแจกแท็บเล็ตเพื่อส่งเสริมการศึกษา นโยบายรถคันแรก บ้านหลังแรก เพื่อให้คนที่มีรายได้น้อยมีโอกาสมีที่อยู่อาศัยและมีรถใช้ นโยบายรับจำนำข้าวเพื่อช่วยเหลือชาวนาให้ลืมตาอ้าปากได้ นโยบายค่าจ้าง 300 บาท เพื่อช่วยผู้ใช้แรงงานให้มีรายได้พอเพียงเมื่อค่าครองชีพสูงขึ้น เท่าที่ผ่านมาผมนึกออกเพียงโครงการเดียวเท่านั้นที่หาเหตุผลไม่ได้ว่าทำไปทำไม คือ นโยบายแจกเงิน 1,000 บาท หรือ 2,000 บาท เพราะเงินแค่นี้คงไม่พอที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ

สรุปคือ ถ้ามีการตั้งกติกาใหม่ออกมา รัฐบาลก็สามารถที่จะโยงนโยบายทุกนโยบายให้เข้าสเปกได้เสมอ กติกาที่ตั้งขึ้นมาฟังดูดีก็จะมีผลบังคับใช้แค่บนกระดาษและคนสุจริตที่ตั้งใจทำงานด้านเดียว เหมือนอีกสารพัดกติกา ระเบียบข้อบังคับ และกฎหมายที่ออกมาก่อนหน้านี้

ส่วนเรื่องเวลาหาเสียงให้ระบุแหล่งที่มาของเงินและจำนวนเงินที่จะใช้ แต่ตราบใดที่ยังมีการใช้เงินใน “งบกลาง” หรือการออกพระราชกำหนดได้ง่ายๆ เพราะทุกรัฐบาลมีเสียงข้างมากในสภา โอกาสที่จะโยกย้ายเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมงบประมาณภายหลังทำไม่ยาก โดยเฉพาะถ้าโครงการไหนประชาเกิดนิยมจริงๆ ใครจะกล้าค้านไม่ให้รัฐบาลขยายโครงการ เช่น โครงการรถคันแรก เป็นต้น สมมติว่ารัฐบาลบอกว่าจะใช้เงินประมาณ 5 หมื่นล้านบาท เพื่อคืนภาษีให้ผู้ซื้อรถ 5 แสนคัน แต่เผอิญมีคนแห่กันไปจะซื้อรถ 1 ล้านคัน ใครจะกล้าคัดค้านรัฐบาลไม่ให้ขยายโครงการเพิ่มงบประมาณเป็น 1 แสนล้านบาท สำหรับเรื่องการรับจำนำข้าวผมเห็นด้วยอย่างยิ่งว่า รัฐบาลไม่ควรใช้คำว่าจำนำข้าวแล้วรับจำนำในราคาสูงกว่าตลาด เพราะรับจำนำในราคาสูงกว่าตลาด เพราะรับจำนำมาแล้ว คงไม่มีใครมา... ก็สู้ทำให้ตรงไปตรงมา คือ รับซื้อข้าวจากชาวนาในราคาที่รัฐบาลอยากจะจ่ายและชาวนายอมรับได้ แล้วบริหารจัดการข้าวที่ซื้อมาให้ดีเพื่อให้เสียหายน้อยที่สุด แล้วปิดบัญชีประเมินผลขาดทุนกำไรกับทุกปีเหมือนธุรกิจทั่วไป ขาดทุนเท่าไร รัฐบาลชดเชยให้ ทำอย่างนี้ได้จะเกิดความโปร่งใส ส่วนคำนิยมคำว่า จีทูจี นั้น ผมว่าต่อให้นิยมให้เข้มข้นอย่างไร ก็ไม่มีผลภาคปฏิบัติ ยกเว้นกำหนดว่า ผู้ที่ลงนามแทนรัฐบาลทั้งสองฝ่าย ในสัญญาซื้อขายจะต้องเป็นรัฐมนตรีกระทรวงการค้าหรือกระทรวงพาณิชย์ด้วย

สำหรับกติกาอีกข้อที่คุณธีระชัยเสนอ คือ กติกาว่าด้วยเรื่องรายได้และหนี้สาธารณะ หลักการใหญ่ท่านเสนอให้รัฐสภากำกับดูแลเรื่องรายได้และหนี้สาธารณะให้เข้มข้นขึ้น

ผมเข้าใจว่าท่านมีทัศนะต่อรัฐสภาไทยคล้ายๆ กับรัฐสภาอเมริกา ซึ่งได้รับเลือกตั้งทางตรงจากประชาชนเหมือนประธานาธิบดี แต่แยกอำนาจจากกันชัดเลย และอำนาจรัฐสภาอเมริกาที่สำคัญ คือ การอนุมัติเงินงบประมาณให้รัฐบาลใช้ และมีการควบคุมการใช้จ่ายอย่างเข้มงวด ความจริงในกฎหมาย พ.ร.บ.งบประมาณของไทยระบุชัดเจนให้รัฐสภาพิจารณาอนุมัติงบประมาณทั้งด้านรายได้และรายจ่ายของรัฐบาลอยู่แล้ว แต่รัฐบาลไทยมักจะให้ความสำคัญต่อการพิจารณารายจ่าย ผมว่าถ้าชั่งน้ำหนักอย่างน้อยก็สูงกว่า 95% เมื่อเปรียบเทียบกับการหารายได้

ผู้อ่านที่เคยฟังเขาพิจารณา พ.ร.บ.งบประมาณในสภาแล้วบอกว่ามีการตัดงบประมาณนั้น ความจริงไม่มีการตัดออกไปหรอกครับ แม้แต่บาทเดียว เพียงแต่ตัดจากงบประมาณหลายๆ ก้อนไปรวมกันไว้เพื่อจัดสรรไปเพิ่มให้งบประมาณส่วนอื่นเท่านั้นเอง

สำหรับประเด็นนี้ รัฐสภาไทยไม่เหมือนรัฐสภาอเมริกา คือ ไม่มีโอกาสที่สมาชิกรัฐสภาไทยจะบล็อกกันเองไม่ให้มีการใช้จ่ายเงินงบประมาณอย่างแน่นอน Fiscal Cliff มีแต่ที่อเมริกาเท่านั้นแหละครับ เพราะทั้งสภาไทยและรัฐบาลไทยต่างต้องการใช้เงินงบประมาณด้วยกันทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะรัฐบาลเป็นผู้คุมเสียงข้างมากในสภา ภาคปฏิบัติคือ รัฐบาลเอาอย่างไร สภาย่อมเอาอย่างนั้น ไม่มีการออกเสียงอย่างเสรีอย่างสภาอเมริกา

ส่วนกติกาหนี้สาธารณะว่าไปแล้วค่อนข้างรัดกุมอยู่แล้ว อยู่ที่การประเมินความเสี่ยงของการมีหนี้กับการหารายได้ในอนาคต ว่ารัฐบาลจะมีรายได้ที่จะชำระหนี้ได้หรือไม่ ซึ่งถกกันให้ตายก็หาข้อสรุปไม่ได้ แต่ที่แน่ๆ ใครเป็นนักก่อหนี้ และก็จะก่อหนี้เพิ่มขึ้นเพื่อเข้ามาเป็นรัฐบาลผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป

กติกาข้อสามที่คุณธีระชัยเห็นว่าควรเปลี่ยนแปลง ได้แก่ บทบาทของประชาชนและหน่วยราชการ ให้เข้มงวดกับการตรวจสอบและการบังคับใช้กฎหมายเพื่อป้องกันการคอร์รัปชัน ความจริงหลายเรื่องที่ท่านพูดถึงเป็นหน้าที่ตามกฎหมายของหน่วยราชการอยู่แล้ว และประเทศนี้มีองค์กรอิสระที่ถูกออกแบบมาเพื่อป้องปรามการทุจริตอยู่แล้วมากมาย ไม่ใช่เฉพาะประชาชน เช่น ถ้าสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สามารถป้องกันไม่ให้มีการซื้อขายเสียงได้จริง มีแต่นักการเมืองที่มือสะอาดเข้าสภา ผมว่าสิ่งนี้จะเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องปรามคอร์รัปชัน เพราะนักการเมืองท้ายสุดจะเป็นผู้กำหนดนโยบายและเป็นผู้บังคับบัญชาของข้าราชการประจำที่เป็นผู้ปฏิบัติ ถ้าหัวไม่ส่ายหางก็ไม่กระดิกหรอกครับ

ส่วนเรื่องสุดท้าย คือ ท่านแนะนำให้เพิ่มมาตรการคุ้มครองข้าราชการ เช่น ให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นแต่งตั้งข้าราชการ แทนที่จะให้นักการเมืองแต่งตั้ง ฟังดูก็ดีครับ แต่กลัวว่าจะมีการวิ่งเข้าหากรรมการ และมีการแบ่งโควตาการแต่งตั้งข้าราชการขึ้นมา จะยุ่งกันใหญ่

ผมเขียนเชิงวิจารณ์บทความของท่าน เพราะท่านเสนอให้มีการศึกษาและ Discuss หรือถกแถลงกันในประเด็นที่ท่านเสนอขึ้น ความจริงหลักการใหญ่เห็นด้วยกับท่าน และอยากให้สถาบันการศึกษาหรือหน่วยราชการโดยเฉพาะรัฐสภาหยิบขึ้นมาศึกษาจริงๆ จังๆ ตามความประสงค์ของท่านน่าจะเป็นประโยชน์กับประเทศชาติ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท