
ลดปัจจัยรุมเร้าดองยาว แก้ รธน.
ปิดฉากสัมมนาพรรคเพื่อไทย ที่ เดอะ กรีนเนอรี่ รีสอร์ท เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา ไปแบบไร้ข้อสรุปว่าจะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญไปสู่เป้าหมายที่ตั้งใจต่อไปอย่างไร
ปิดฉากสัมมนาพรรคเพื่อไทย ที่ เดอะ กรีนเนอรี่ รีสอร์ท เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา ไปแบบไร้ข้อสรุปว่าจะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญไปสู่เป้าหมายที่ตั้งใจต่อไปอย่างไร
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
อีกทั้งดูท่าแล้ว อาจจะเป็นหนังยาวม้วนใหม่ เพราะนอกจากจะไม่สามารถกระชับความคิดขมวดตัวเลือกให้น้อยที่สุดแล้ว การประชุมระดมสมองสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กลับยิ่งทำให้ความคิดฟุ้งหนักขึ้นกว่าเดิม จากที่เคยมี 3 ทางเลือก เพิ่มขึ้นเป็น 6 ทางเลือก
บางส่วนต้องการลงมติ “เห็นชอบ” ในวาระ 3 บางส่วนเสนอให้ “ไม่เห็นชอบ” ในการลงมติวาระ 3 บางส่วนต้องการให้รอผลประชามติ บางส่วนเสนอให้ยื่นญัตติขอให้รัฐสภากลับไปทบทวนวาระ 2
จนถึงขั้นมีข้อเสนอ ให้ทำหนังสือสอบถามไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้ชัดเจนเลยว่า 1.คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้ทำประชามติก่อนโหวตวาระ 3 หรือไม่ และ 2.ศาลรัฐธรรมนูญได้สั่งห้ามไม่ให้โหวตวาระ 3 หรือไม่ ตามแนวคิด “จตุพร พรหมพันธุ์”
บางส่วนเห็นว่าควรเปลี่ยนทิศทางมาเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตรา อย่าง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ที่เสนอโมเดล แก้ไขรัฐธรรมนูญ 9 ประเด็น รวม 81 มาตรา อาทิ ยกเลิกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สว.ต้องมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด
รวมทั้งเสนอให้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มาจากการเลือกตั้งของรัฐสภา มีวาระดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี แก้ไขมาตรา 190 ไม่ต้องขออำนาจจากรัฐสภา แก้ไขมาตรา 237 ไม่ให้มีการยุบพรรรค
ทางออกเดิมที่เคยคิดว่า “ประชามติ” จะเป็นใบเบิกทางไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ สุดท้ายหลายคนใน “เพื่อไทย” คิดว่าอาจจะไปไม่ถึงฝั่งฝัน และจะทำให้ทุกอย่างพังครืนลงไป
สุดท้ายจบลงด้วยการ “ยื้อเวลา” พัก “เรื่องร้อน” ออกไป ด้วยการโยนไปให้คณะกรรมการที่คณะรัฐมนตรีตั้งขึ้นมา ซึ่งประกอบด้วย “วราเทพ รัตนากร” รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี “จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ” รมว.มหาดไทย “พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก” รมว.ยุติธรรม และเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ไปดำเนินการศึกษาให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
พร้อมดึงคณะนิติศาสตร์ และรัฐศาสตร์ จากสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศ 34 มหาวิทยาลัย มาร่วมกันช่วยหาทางออกรวมทั้งเปิดเผยต่อสาธารณะ และให้ประชาชนมีส่วนร่วม โดยใช้เวลา 4560 วัน
สาเหตุที่ทำให้การเดินหน้าผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปอย่างยากลำบาก ประการแรก อยู่ที่เงื่อนไขด้านกฎหมาย จน “จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ” หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ระบุในช่วงเปิดสัมมนาว่า “รัฐธรรมนูญได้วางกับดักทั้งกฎหมายรัฐธรรมนูญ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญในเรื่องการทำประชามติ จนทำให้กระบวนการแก้เป็นไปด้วยความยากลำบาก”
เดิมพันที่สุ่มเสี่ยงขั้นถูกถอดถอน หรืออาจรุนแรงไปถึงขั้นยุบพรรค ทำให้ไม่มีใครกล้าผลีผลามเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญที่อาจเป็นชนวนไปสู่ “อุบัติเหตุทางการเมือง”
ประการที่สอง คือเสียงค้านจากหลายฝ่ายในสังคมที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งถูกโจมตีว่าเป็นเพียงแค่การปลดล็อกเปิดประตูให้ “นายใหญ่” ได้กลับประเทศ มากกว่าการแก้ไขเพื่อให้เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง
หลายกลุ่มส่งสัญญาณคัดค้านเต็มขั้น พร้อมขู่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน ยิ่งทำให้รัฐบาลเพื่อไทยต้องรอบคอบและคิดหนักหากจะเดินหน้าฝ่าแรงเสียดทาน ในวันที่มรสุมกำลังรุมเร้า
ยิ่งส่องดูทิศทางวันข้างหน้าแล้ว ก้าวสู่ปีที่ 2 ของการบริหารประเทศ ของ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทุกย่างก้าวล้วนแต่เต็มไปด้วยขวากหนาม แถมยังต้องเผชิญกับเรื่องใหญ่ๆ ที่สั่นคลอนเสถียรภาพรัฐบาล ทั้งนั้น
เริ่มตั้งแต่คดี “ปราสาทพระวิหาร” ที่กัมพูชา ยื่นคำร้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ให้ตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร เมื่อปี 2505 และมีกำหนดชี้แจงด้วยวาจาต่อหน้าบัลลังก์คณะตุลาการศาลโลกอีกรอบในเดือน เม.ย.นี้
สถานการณ์เริ่มน่าเป็นห่วงมากขึ้นเมื่อ “สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล” รมว.ต่างประเทศ ออกตัวแรงประเมินทิศทางคดี ไม่ “แพ้” ก็ “เสมอตัว” ทำเอาชาวบ้านชาวช่องสิ้นหวังตั้งแต่เริ่ม
ท่าที ทิศทาง ความมุ่งมั่นในการต่อสู้คดีถูกกลบด้วยกระแสการโยนบาปไปให้รัฐบาลที่ผ่านมา จนกลายเป็นวิวาทะตอบโต้เพื่อมุ่งเอาชนะคะคานชิงความได้เปรียบทางการเมือง มากกว่าการนำเสนอข้อมูลข้อเท็จจริง
ยิ่งในประเด็น “อ่อนไหว” เช่นนี้ หากพลาดพลั้งแม้แต่เพียงเล็กน้อย ย่อมอาจลุกลามกลายเป็น น้ำผึ้งหยดเดียว ที่จะปลุกให้มวลชนออกมาเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาล ท่ามกลางบรรยากาศฮึ่มฮั่ม เตรียมความพร้อมรอแค่เสียงนกหวีด
ถัดมาที่ปัญหาปากท้อง ของแพง สินค้าราคาเกษตรตกต่ำ ที่ประเมินกันว่าจะเป็นชนวนกร่อนรัฐบาลต่อเนื่อง และจะหนักข้อมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ หากรัฐบาลยังไม่อาจคลี่คลายสถานการณ์หรือโชว์ฝีไม้ลายมือการแก้ปัญหาให้เห็นได้
เพราะอย่าลืมว่าตลอดช่วงปีที่ผ่านมา สารพัดนโยบายประชานิยมที่หว่านลงไป ไม่ว่าจะเป็นรถคันแรกกับงบประมาณก้อนโตที่จะย้อนกลับมาเป็นภาระการเงินการคลัง หรือค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ที่แม้แรงงานจะได้ประโยชน์แต่อีกด้านหนึ่งกลับทำให้โรงงานหลายแห่งเริ่มปิดตัว
รวมไปถึงภาพลักษณ์การทุจริตคอร์รัปชันที่ผลจากการดำเนินนโยบายรัฐบาล ดูจะสวนทางกับท่าทีเอาจริงเอาจังในการปราบปราม ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณในการฟื้นฟูเยียวยาน้ำท่วมหรือโครงการรับจำนำข้าว ที่นับวันจะส่งผลกระทบต่อรัฐบาลหนักขึ้นเรื่อยๆ
ปัญหารุมเร้าต่างๆ เหล่านี้ ยิ่งทำให้ “เพื่อไทย” ไม่อาจเร่งผลักดันเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญในขณะที่จะถอยหลังก็ไม่ได้ ทางออกเวลานี้จึงจำเป็นต้อง “ดองยาว” รอจังหวะเวลาที่สุกงอมก่อนจะมาลุยยกใหม่อีกครั้ง







