posttoday
สารพัดวิชานักสืบ ล่าโจ๋พัทยาข่มขืน 2 แหม่ม

สารพัดวิชานักสืบ ล่าโจ๋พัทยาข่มขืน 2 แหม่ม

07 มกราคม 2556

กลายเป็นคดีดังส่งท้ายปีที่ผ่านมา เมื่อ 3 คนร้าย ก่อคดีสะท้านการท่องเที่ยวของเมืองไทย

กลายเป็นคดีดังส่งท้ายปีที่ผ่านมา เมื่อ 3 คนร้าย ก่อคดีสะท้านการท่องเที่ยวของเมืองไทย

โดย...วัสยศ งามขำ

ด้วยการฉุดคร่าข่มขืนและชิงทรัพย์สองสาวนักท่องเที่ยวรัสเซียในเมืองพัทยา เป็นแรงกดดันตำรวจแดนตะวันออกให้เร่งล่าตัวคนร้าย ในที่สุดการแกะรอยจากกล้องวงจรปิด บวกกับการสืบสวนแบบโบราณด้วยการเดินทางเท้าส่องพื้นที่ทุกตารางนิ้ว และวิวัฒนาการทางนิติวิทยาศาสตร์ เพียงสัปดาห์เดียวตำรวจภูธรภาค 2 ก็คว้าตัวคนร้ายมาได้แบบยกแก๊ง

คืนวันคริสต์มาสต่อเนื่องวันถัดมา แม้ว่าตำรวจจะทุ่มกำลังดูแลรักษาความปลอดภัย คล้ายตาข่ายขึงเมือง แต่ในที่สุดตำรวจเมืองพัทยาก็ถูกลูบคม หลังจากนักท่องเที่ยวสองสาวชาวรัสเซียขึ้นโรงพักแจ้งความด้วยร่างบอบช้ำ หลังจากพวกเธอถูก 3 คนร้ายชาวไทยก่อเหตุใช้อาวุธปืน และมีดดักจี้ชิงทรัพย์ที่บริเวณพัทยาใต้ แล้วพาไปบังคับข่มขืนทำร้ายร่างกายที่ตู้ยามร้าง บริเวณอ่างเก็บน้ำชากนอก อ.บางละมุง จ.ชลบุรี แน่นอนว่าเหตุการณ์ครั้งนี้กระทบต่อการท่องเที่ยวของไทยทั้งประเทศ

หลังเกิดเหตุนักสืบอย่าง พล.ต.ท.วินัย ทองสอง ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (ผบช.ภ.2) โดดมานั่งเป็นผู้ควบคุมการสืบสวนด้วยตัวเอง โดยกำชับให้ตำรวจเมืองพัทยาออกเร่งตั้งด่านตรวจค้นแบบปิดเมืองไล่ล่า ไม่เว้นแม้แต่เมืองข้างเคียงอย่าง สภ.สัตหีบ สภ.เมืองระยอง สภ.ศรีราชา สภ.บางละมุง และอีกหลายโรงพัก เพื่อป้องกันเส้นทางคนร้ายหลบหนี แต่กระทั่งถึงช่วงก็ไม่พบวี่แวว

นั่นทำให้สมมติฐานประการหนึ่งผุดขึ้นในใจว่า คนร้ายน่าจะเป็นคนในพื้นที่ และไม่น่าจะกบดานไกลจากจุดเกิดเหตุ ไม่เช่นนั้นด่านสกัดต่างๆ น่าจะกางดักรถยนต์โตโยต้า ไมตี้เอ็กซ์ ที่คนร้ายใช้ไว้ได้ ซึ่งเรื่องรถยนต์นี้ตำรวจรู้จากปากคำของสองเหยื่อที่ให้การไว้อย่างละเอียดยิบ

ต่อเนื่องเช้าวันที่ 26 ธ.ค. เขาสั่งการอีกครั้งไปยังฝ่ายสืบสวนทั้งของ จ.ชลบุรี และกองบังคับการสืบสวนตำรวจภูธรภาค 2 ให้ร่วมกับเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานออกเก็บรายละเอียดในที่เกิดเหตุแบบละเอียดยิบ ด้วยความเชื่อที่ว่าหลักฐานต่างๆ ย่อมสาวไปถึงตัวคนร้ายหากตีโจทย์ทางนิติวิทยาศาสตร์ให้แตก วินาทีนั้นชุดสืบสวนเข้ามารายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับการตรวจสอบกล้องวงจรปิดในบริเวณที่เกิดเหตุ ซึ่งสามารถจับภาพรถยนต์ปิกอัพของคนร้ายไว้ได้ พล.ต.ท.วินัย จึงสั่งไปยังชุดสืบสวนที่ระดมกันมาทุกหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นภูธรภาค 2 ตำรวจท่องเที่ยว และตำรวจกองปราบปรามให้แกะรอยวงจรปิดตามเส้นทางที่น่าเชื่อว่าเป็นเส้นทางหลบหนีของคนร้าย

การไล่ล่ากล้องวงจรปิดได้ผลดีอย่างคาดไม่ถึง เมื่อพบว่าทั้งกล้องของภาครัฐและของบริษัทห้างร้านต่างๆ กระจายอยู่เต็มพื้นที่เมืองพัทยา นั่นทำให้รถปิกอัพของคนร้ายไม่สามารถหลุดพ้นดวงตาคอมพิวเตอร์นับร้อยได้ ภาพการหลบหนีของคนร้ายปรากฏต่อเนื่อง หลังจากที่ลงมือก่อเหตุ รถของคนร้ายวิ่งไปทางหาดจอมเทียน เข้าซอยชัยพฤกษ์ จากนั้นกล้องวงจรปิดจับรถคันนี้ได้อีกครั้งเมื่อราวตีสามกว่า ทำให้พบว่าได้แล่นข้ามถนนสุขุมวิทไปยังฝั่งตรงข้าม และกล้องตัวสุดท้ายจับรถคันนี้ได้เมื่อเวลา 04.55 น. ซึ่งพบว่าวิ่งกลับไปทางพัทยาใต้ ก่อนที่จะอันตรธานหายไปจากระบบดวงตาอิเล็กทรอนิกส์

“เมื่อทีมสืบสวนพบเช่นนั้นก็ตั้งสมมติฐานได้ทันทีว่า รถคันนี้ต้องเป็นรถในพื้นที่และน่าจะมีที่อยู่ที่บริเวณหาดจอมเทียนกับพัทยาใต้อย่างแน่นอน รถจึงหายไปจากกล้องในบริเวณดังกล่าว” พล.ต.ท.วินัย กล่าว

เมื่อเป็นเช่นนั้นวิธีนักสืบโบราณจึงถูกหยิบนำมาใช้ก่อนวิธีอื่น มันก็คือการแกะรอยด้วยการเดินเท้าแบบปูพรม โดยนักสืบทั้งหมดถูกจับในลงพื้นที่ โดยเน้นไปที่บริเวณพัทยาใต้ ซึ่งเป็นจุดที่รถยนต์ปิกอัพหายไปจากกล้องวงจรปิด และแม้ว่าวิธีการนี้จะเหมือนกับงมเข็มในมหาสมุทร แต่ก็ไม่น่าเชื่อว่าทีมสืบสวนใช้เวลาราว 3 วันก็พบว่ารถต้องสงสัย 1 คัน จอดอยู่ในบ้านหลังหนึ่ง และเมื่อตรวจสอบแล้วก็พบว่าบ้านหลังนี้เป็นบ้านของภรรยา นายวิเชียร ใจจา วัย 35 ปี แต่ตัวหายออกไปจากบ้านแล้ว ทีมสืบสวนพุ่งเป้าไปที่นายวิเชียรทันที

เมื่อขบคิดกันแล้วว่า นายวิเชียรไม่น่าจะย้อนกลับมาที่บ้านอีก ในวันสิ้นปีทีมสืบสวนจึงตัดสินใจเข้าชาร์จที่บ้านดังกล่าว ก่อนที่จะนำตัวภรรยานายวิเชียรมาสอบปากคำ พร้อมกับอายัดรถยนต์ปิกอัพต้องสงสัยมาตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ และแล้วก็พบหลักฐานเด็ด เมื่อพบเส้นผมผู้หญิงสีทอง 2-3 เส้น และเส้นผมผู้หญิงสีดำอีก 2-3 เส้นเช่นเดียวกัน ซึ่งจากลักษณะสีตรงกับผู้เสียหายทั้งคู่ นอกจากนี้ยังพบคราบอ้วกในรถ ซึ่งผู้เสียหายยืนยันว่าเป็นอ้วกของเธอที่อ้วกไว้ เพราะเวียนศีรษะจากการนั่งรถนานและเกิดความเครียด สำคัญที่สุดทั้งคู่จำได้ว่ารถคันนี้เป็นรถที่คนร้ายใช้อย่างแน่นอน ขณะเดียวกันผู้เสียหายยังบอกด้วยว่าระหว่างทางคนร้ายได้แวะซื้อน้ำในร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่ง และจากภาพในกล้องวงจรปิดของร้านก็บันทึกภาพนายวิเชียรไว้ได้ โดยผู้เสียหายก็ชี้ยืนยันอีกสำทับหนึ่ง

จากการแกะรอยจากทรัพย์สินของผู้เสียหายและการเงิน นั่นทำให้รู้ว่านายวิเชียรหนีไปกบดานอยู่ในพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งจากการสอบปากคำพยานยังรู้ด้วยว่า นายวิเชียรมีเมียน้อยอยู่ที่นั่น ในที่สุดเย็นวันปีใหม่ชุดสืบสวนก็ชาร์จเข้าจับกุมตัวนายวิเชียร ได้ที่โรงแรมบลู อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา ขณะกำลังกบดานอยู่กับเมียน้อย ก่อนที่จะลากตัวมาสอบสวนที่พัทยา และในที่สุดเขาก็สารภาพว่าร่วมกับรุ่นน้องอีกสองคนที่ก่อเหตุ ในที่สุดตำรวจก็ตามไปอายัดตัวนายธงชัย จันทร์ดี วัย 20 ปี ไว้ได้หลังจากถูกจับคดียาเสพติดอยู่ที่ สภ.พัทยา ขณะที่นายอนุวัตร์ วัดอ่อน วัย 32 ปี ก็ถูกอายัดตัวจากสถานฟื้นฟูคดียาเสพติดเช่นเดียวกัน

พล.ต.ท.วินัย กล่าวว่า ผู้ต้องหาทั้งหมดยอมรับสารภาพ เพราะจำนนต่อหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และพยาน โดยผลการตรวจคราบอสุจิจากผู้เสียหายเทียบกับดีเอ็นเอของนายวิเชียรก็ตรงกัน และการตรวจสอบคราบอสุจิจากผู้เสียหายอีกคนก็ตรงกับดีเอ็นเอของนายธงชัย ขณะที่นายอนุวัฒน์ นั้นทำหน้าที่ดูต้นทางไม่ได้ข่มขืน แต่เขาก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ นั่นเป็นเพราะเราเก็บก้นบุหรี่ได้ในที่เกิดเหตุ และเมื่อตรวจสอบก้นบุหรี่กับดีเอ็นเอของนายอนุวัฒน์ แล้วก็พบว่าตรงกัน ดังนั้นทั้งหมดจึงถูกแจ้งข้อหาว่าร่วมกันกระทำความผิดทั้งหมดที่เกิดขึ้นอย่างปฏิเสธไม่ได้

พล.ต.ท.วินัย ยอมรับว่า มีเหตุร้ายเกิดขึ้นบ่อยครั้งในเมืองพัทยาและกำลังแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว ล่าสุดจากการตรวจสอบสถิติอาชญากรรมแล้วพบว่าเหตุร้ายส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นหลังเที่ยงคืนของทุกวัน จึงได้ให้สายตรวจปรับเวลาการตรวจ โดยเน้นหนักไปที่การตรวจหลังเวลาเที่ยงคืนเป็นต้นไป

เมืองพัทยาจะดีขึ้นหรือไม่นั้น เวลาน่าจะเป็นคำตอบได้ดีที่สุด ก่อนที่จะมีเหยื่อเพิ่มมากขึ้นจนนักท่องเที่ยวค่อยๆ ลดน้อยถอยลง และกลายเป็นเมืองมาเฟียเต็มรูปแบบ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท