posttoday
เขาพระวิหารสะท้านรัฐบาล

เขาพระวิหารสะท้านรัฐบาล

06 มกราคม 2556

ประเด็นร้อนทางการเมืองตลอดสัปดาห์นี้ขึ้นต้นด้วยข้อพิพาทระหว่างไทยกัมพูชา เกี่ยวกับปราสาทพระวิหารกลับมาเป็นปมร้อนอีกครั้ง

ประเด็นร้อนทางการเมืองตลอดสัปดาห์นี้ขึ้นต้นด้วยข้อพิพาทระหว่างไทยกัมพูชา เกี่ยวกับปราสาทพระวิหารกลับมาเป็นปมร้อนอีกครั้ง

เนื่องจากในช่วงเดือน เม.ย.ปีนี้ รัฐบาลไทยต้องขึ้นชี้แจงต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) ด้วยวาจาครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะมีคำพิพากษาในช่วงปลายปี 2556

โดยประเด็นการพิจารณาของศาลโลก คือ ที่ดินภายใต้ปราสาทพระวิหารเป็นของใคร ระหว่างไทย หรือกัมพูชา หลังจากที่ในปี 2505 ศาลโลกเพียงตัดสินว่าตัวปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา

ชนวนปมร้อนการเมืองเริ่มตั้งแต่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ออกมาถล่ม สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ ว่าแสดงท่าทีอ่อนแอเกินไปเหมือนกับยอมรับความพ่ายแพ้ต่อคำสั่งศาลโลก เพราะไปแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างการยอมให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนมรดกโลก กับผลประโยชน์ทางพลังงานในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล รวมถึงความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับกองทัพ เริ่มปะทุขึ้นตามมาเช่นกัน เนื่องจากก่อนหน้านี้กองทัพย้ำจุดยืนมาโดยตลอดว่าจะไม่ถอนทหารออกจากพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตร.กม. แม้ทางกัมพูชาจะกดดันมากเพียงใด

อุณหภูมิการเมืองยิ่งร้อนเมื่อกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) แถลงการณ์ 7 ข้อ เตรียมยื่นให้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ภายในวันที่ 8 ม.ค.นี้ พร้อมกับขู่ชุมนุมใหญ่หากปฏิเสธข้อเสนอ สาระสำคัญของแถลงการณ์ คือ ต้องการให้รัฐบาลไม่ยอมรับอำนาจศาลโลก และต้องปกป้องอธิปไตยเหนือพื้นที่ทับซ้อน รวมถึงต้องเร่งช่วยเหลือวีระ สมความคิด และราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ โดยเร่งรัดดำเนินการให้ทั้ง 2 คนถูกปล่อยตัวออกจากเรือนจำกัมพูชาโดยเร็วที่สุด

ในขณะที่ฝ่ายรัฐบาล โดยสุรพงษ์ ประกาศเตรียมนำทีมเดินทางสู้คดีปราสาทพระวิหารรอบสุดท้าย 15 19 เม.ย.นี้ ด้วยตัวเอง เพราะเผชิญหน้าฮอร์นัมฮง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา และมั่นใจโอกาสชนะมีมากแต่ก็ต้องเผื่อใจไว้ด้วย

เขาพระวิหารสะท้านรัฐบาล

 

ทั้งนี้ ไม่อยากให้ฝ่ายใดนำประเด็นนี้ไปหาผลประโยชน์ทางการเมือง ชุมนุมขับไล่รัฐบาลอย่างที่เคยทำสำเร็จมาแล้ว และที่ผ่านมาพยายามขอฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ถอนฟ้องคดีนี้แล้วแต่ไม่สำเร็จ เพราะต้องแยกเรื่องความสัมพันธ์ทางการเมืองกับเรื่องส่วนตัวออกจากกัน

อย่างไรก็ตาม ไทยอยู่ภายใต้กฎบัตรสหประชา ชาติต้องเคารพคำสั่งศาลโลก ขอวอนคนไทยอย่าใช้อารมณ์ เนื่องจากหวั่นโดนคว่ำบาตรจากสหประชาชาติ ทั้งนี้ การทำประชามติหาข้อสรุปเรื่องนี้เป็นเรื่องยากแต่ต้องให้ความรู้ประชาชน ในข้อมูลที่ถูกต้องเป็นทางออกที่ดีที่สุด

แบนเหนือเมฆ 2 ภาพลักษณ์รัฐบาลอ่วม

ไม่น่าเชื่อกระแสจะตีกลับมาถล่มภาพลักษณ์รัฐบาลจนเสียหาย เพราะเกิดข้อกังขาว่าการเมืองแทรกแซงการออกอากาศละครหลังข่าว ทันทีที่ช่อง 3 สั่งตัดละคร “เหนือเมฆ 2 ตอนมือปราบจอมขมังเวทย์” โดยทุกฝ่ายต่างพุ่งเป้าตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลอยู่เบื้องหลังถอดละครดังกล่าวออก เพราะมีเนื้อหาพาดพิงการเมือง ยิ่งก่อนหน้านี้จะด้วยความบังเอิญ หรือจงใจ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ หยิบแฟ้ม กรณีที่ธนเดช พ่วงพูล ประธานชมรมนักกฎหมายพิทักษ์ผลประโยชน์รัฐ ให้ตรวจสอบกรณีบริษัท อสมท ต่อสัญญาร่วมดำเนินกิจการส่งโทรทัศน์สีกับบริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด (ช่อง 3) ทำให้ช่อง 3 ได้รับการขยายอายุสัมปทานออกไปเป็นระยะเวลา 10 ปี พร้อมกับทำหนังสือด่วนเชิญผู้บริหารช่อง 3 และช่อง 9 ผู้ที่ถูกกล่าวหาทั้ง 2 ฝ่าย นำข้อมูลและหลักฐานเข้าให้ปากคำ โดยมีหนังสือเชิญวิชัย มาลีนนท์ กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ เข้าให้ถ้อยคำในวันที่ 16 ม.ค. เวลา 09.30 น. และสุรพล นิติไกรพจน์ อดีตประธานกรรมการ บริษัท อสมท มาให้ถ้อยคำวันเดียวกัน เวลา 13.30 น.

จากวันนั้นไม่กี่วัน ละครเหนือเมฆ ก็ต้องลาโรงช่อง 3 ไป กระแสยิ่งแรง เมื่อ นกฉัตรชัย เปล่งพานิช ผู้จัดละครเรื่อง “เหนือเมฆ 2” และยังรับบทจอมมารในเรื่อง และนกสินจัย เปล่งพานิช นักแสดงมากฝีมือ ที่รับบท “นภา” ภรรยาของนายกรัฐมนตรี “เมฆา” ในเรื่อง ที่รับบทโดย “นพพล โกมารชุน” ออกมาไว้อาลัยการหยุดออกอากาศแบบฟ้าผ่า ด้วยการโพสต์ข้อความต่างๆ ผ่านทั้งทวิตเตอร์ และอินสตาแกรม ระบุว่า “ฉันเชื่อและศรัทธาในความดี...อย่ากลัวที่จะเป็นคนดี อย่าอายที่จะทำดี #นภา#เหนือเมฆ 2” ทันใดนั้นแฟนคลับในสังคมออนไลน์ต่างพากันโพสต์ข้อมูลให้กำลังใจ ต่างกับรัฐบาลถูกวิพากษ์วิจารณ์จนอ่วมเพราะถูกกล่าวหาว่าสั่งแบนละครดังกล่าว

ในขณะที่ฝ่ายค้านเตรียมนำเรื่องดังกล่าวไปยื่นเรื่องให้สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน และคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เข้ามาตรวจสอบเพื่อสร้างบรรทัดฐานไม่ให้มีการดำเนินการลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก

ถอดยศทหาร ‘มาร์ค’

สมชื่อกับฉายาที่นักข่าวสายทำเนียบรัฐบาลตั้งให้ “ตามล่าหน้าหล่อ” ของ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม ล่าสุดเซ็นคำสั่ง “ถอดยศ” ว่าที่ร้อยตรีทหารสัญญาบัตร ฐานทำผิดวินัยร้ายแรง เมื่อ 2 มิ.ย. 2531 ของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมกับประกาศอย่างมั่นใจว่าเป็นเรื่องภายในกองทัพ กระทรวงกลาโหม และมั่นใจว่าทางศาลปกครองไม่มีอำนาจในการรับฟ้องคดี หรือคุ้มครองคำสั่งชั่วคราว และ พล.อ.อ.สุกำพล เตรียมเดินหน้าต่อด้วยการนำเสนอเรื่องถอดยศ ส่งให้โรงเรียนนายร้อย จปร. เดินเรื่องขอถอดยศมายังกองทัพบกอีกครั้ง เพื่อเสนอมายังกระทรวงกลาโหม เพื่อเสนอต่อไปยังสำนักราชเลขาธิการ สำนักพระราชวัง ตามขั้นตอนต่อไป

แต่เรื่องคงไม่จบลงง่ายๆ เพราะอภิสิทธิ์ ยังประกาศสู้และเตรียมเอาคืน โดยแนวทางการต่อสู้ทางกฎหมายของนายอภิสิทธิ์ จะยื่นเรื่องต่อศาลปกครองเพื่อให้ระงับคำสั่งชั่วคราว โดยเฉพาะประเด็นความไม่ชัดเจนของคำสั่งและคำให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.อ.สุกำพล ที่สับสนในตัวเองว่าอภิสิทธิ์ เป็นทหาร หรือถูกปลดแล้ว ดังนั้นการออกคำสั่งดังกล่าว นับว่าเป็นการออกคำสั่งที่ขัดแย้งภายในตัวเอง

ปิดท้ายด้วยสถิติอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2556 ว่า ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน (ศปถ.) ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2556 รวบรวมสถิติอุบัติเหตุทางถนน ภายใต้โครงการ “ก้าวสู่ปีใหม่อย่างปลอดภัย ร่วมใจลดอุบัติเหตุ” พบว่าเกิดอุบัติเหตุ 293 ครั้ง (ปี 2555 เกิด 237 ครั้ง) เพิ่มขึ้น 56 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 34 คน (ปี 2555 ผู้เสียชีวิต 21 คน) เพิ่มขึ้น 13 คน ผู้บาดเจ็บ 293 คน (ปี 2555 ผู้บาดเจ็บ 259 คน) เพิ่มขึ้น 34 คน จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ เชียงใหม่ 18 ครั้ง จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ นครราชสีมา 4 คน จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด ได้แก่ เชียงใหม่ 19 คน

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท