
มาเลย์รุ่งไทยร่วงเสือเหลืองเปิดศักราชเศรษฐกิจใหม่
หากไทยยังจมปลักอยู่กับวงกตการเมืองที่ไร้ทางออก คงกลายเป็นเพียงผู้พ่ายแพ้เพียงลำพังอย่างไม่ต้องสงสัย
หากไทยยังจมปลักอยู่กับวงกตการเมืองที่ไร้ทางออก คงกลายเป็นเพียงผู้พ่ายแพ้เพียงลำพังอย่างไม่ต้องสงสัย
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ครั้งแรกที่มาเลเซียเสนอ “นโยบายเศรษฐกิจใหม่” หรือ New Economic Policy เกิดขึ้นในสมัยที่นายอับดุล ราซัค เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ภายหลังจากที่ประเทศผ่านพ้นความวุ่นวายของการจลาจลระหว่างเชื้อชาติหลักที่ประกอบขึ้นมาเป็นมาเลเซีย อันได้แก่ ชาวมาเลย์ ชาวจีน และชาวอินเดีย
ต่อมาในช่วงทศวรรษที่ 80|มหาเธร์ โมฮัมหมัด พยายามยกระดับนโยบายดังกล่าวเพื่อให้มาเลเซียให้ก้าวทันและทัดเทียมกับประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก และต่อมามหาเธร์ได้ต่อยอดนโยบายเศรษฐกิจใหม่สู่ “วิสัยทัศน์ 2020 (Vision 2020)” โดยตั้งเป้าที่จะพาประเทศให้ก้าวสู่ฐานะประเทศพัฒนาแล้วภายในปี 2020
จนกระทั่งทุกวันนี้มาเลเซียเฉียดใกล้กับการเป็นประเทศพัฒนาแล้วในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่ใกล้เคียงที่จะบรรลุเป้าหมายภายในอีก 10 ปีข้างหน้า
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนโยบายเศรษฐกิจใหม่ของมหาเธร์เจือไว้ด้วยอคติทางเชื้อชาติมากเกินไป จนบ่มเพาะรอยร้าวระหว่างชนชาติต่างๆ ภายในประเทศ ยังผลให้มาเลเซียมีฐานทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น แต่ความบาดหมางระหว่างเชื้อชาติไม่เคยลดราลง
ปัญหาดังกล่าวคือโจทย์สำคัญที่รัฐบาลมาเลเซียชุดนี้และชุดต่อไปต้องสะสางให้ได้ หากคิดจะสานเป้าหมายของวิสัยทัศน์ 2020 ให้กลายเป็นจริง
วันนี้ นายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัค บุตรชายของอดีตนายกรัฐมนตรี|อับดุล ราซัค พยายามปรับเปลี่ยนนโยบายเศรษฐกิจของมาเลเซียให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลก และพยายามอุดรอยรั่วที่นโยบายเศรษฐกิจเดิมได้ก่อไว้ ด้วยการประกาศ “โมเดลเศรษฐกิจใหม่” หรือ New Economic Model
นาจิบ ราซัค ผู้นี้แม้จะเคยรั้งตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมนานหลายปี แต่มีพื้นเพการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์จากอังกฤษ ทั้งยังดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีคลังในสมัยอดีตนายกรัฐมนตรี อับดุลเลาะห์ อาหมัด บาดาวี และยังคงรั้งตำแหน่งนี้จนถึงปัจจุบันพร้อมๆ กับตำแหน่งผู้นำรัฐบาล จึงรับประกันได้ว่าการปรับโฉมโมเดลเศรษฐกิจครั้งนี้จะสามารถหวังผลเป็นรูปธรรมได้อย่างแน่นอน
ที่สำคัญก็คือ นาจิบมีความตั้งใจจริงที่จะยกเครื่องนโยบายเศรษฐกิจของมาเลเซียมานานนับปี อีกทั้งยังมีทัศนะเอนเอียงไปในทางเศรษฐกิจเสรีนิยมกว่ามหาเธร์ ความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จึงอาจส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อทิศทางของมาเลเซียในอนาคต หลังจากที่ผ่านมาการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศดำเนินตามแนวทาง|ของมหาเธร์มานานหลายปี แต่ไม่มีความคืบหน้ามากนักในระยะหลัง
สูตรสำหรับความสำเร็จของนาจิบในการวางรากฐานความเป็นเอกภาพด้านเชื้อชาติ เพื่อความเป็นเอกภาพทางเศรษฐกิจ ดูเหมือนจะได้รับ|ฉันทานุมัติจากมหาเธร์ไม่มากก็น้อย พิจารณาจากการที่อดีตผู้นำกล่าวไว้เมื่อวันที่ 27 มี.ค. ว่า ความขัดแย้งด้านเชื้อชาติอาจบั่นทอนเสถียรภาพของประเทศ
การกล่าวเช่นนี้เท่ากับมหาเธร์|ยอมรับในนโยบาย 1Malaysia ของนาจิบ การยอมรับเช่นนี้มีนัยสำคัญอย่างมาก เนื่องจากเท่ากับเป็นการยอมรับโดยนัยว่า นโยบายเศรษฐกิจใหม่ที่เสนอไว้เมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้วมีช่องโหว่ที่ก่อให้เกิดความไม่ลงรอยระหว่างเชื้อชาติ จากการที่มหาเธร์เอนเอียงไปทางชนเชื้อสายมาเลย์ หรือภูมิบุตรมากเกินไป
อาจกล่าวได้ว่านโยบาย 1Malaysia คือการวางรากฐานสำหรับนโยบายเศรษฐกิจใหม่เวอร์ชันปี 2010 เพราะเป็นรอยรั่วฐานที่สำคัญที่สุด 1Malaysia คือการเรียกร้องให้เชื้อชาติต่างๆ สมัครสมานสามัคคีกัน พร้อมกันนั้น ภูมิบุตรจะต้องยอมรับว่านับแต่นี้อภิสิทธิ์ที่เคยได้รับจากรัฐบาลที่ผ่านมาจะลดน้อยลง เพื่อเกลี่ยความมั่งคั่งและโอกาสทางสังคมให้ชนชาติอื่นอย่างเท่าเทียมกัน
หัวใจหลักประการแรกของ New Economic Model หรือ NEM จึงเป็นการเฉลี่ยความมั่งคั่ง และลดช่องว่างทางเศรษฐกิจ เพื่อลดแรงเสียดทานทางสังคมและการเมืองอันจะกลายเป็นระเบิดเวลาที่ทำลายความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจเหมือนดังเช่นวิกฤตที่เพื่อนบ้านอย่างไทยกำลังประสบอยู่
รูปธรรมที่ชัดเจนก็คือ รัฐบาลเฉือนสัดส่วนการถือครองหุ้นขั้นต่ำของภูมิบุตรในบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ลดลงฮวบฮาบเหลือเพียง 12.5% จากเดิมที่เคยสูงถึง 30%
หัวใจหลักประการต่อมาคือการเปิดรับทุนต่างชาติ เพื่อร่วมเป็นพลวัตรขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการเงินของประเทศ
ในช่วงระหว่างปี 2533-2543 ในจำนวนเงินลงทุนต่างชาติที่ไหลเข้าสู่ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ครึ่งหนึ่งไหลเข้าสู่มาเลเซียเพียงประเทศเดียว ทว่าในขณะนี้มาเลเซียได้รับส่วนแบ่งเพียง 1 ใน 3 เท่านั้น ขณะที่ทุนในประเทศมีสัดส่วนการลงทุนเพียง 10% ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)
ปัญหานี้ส่วนหนึ่งสืบเนื่องมาจากการสนับสนุนการผูกขาดทุนให้กับเชื้อชาติมาเลย์ แทนที่จะกระจายโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมสำคัญให้กับชนชาติอื่นๆ เพื่อกระตุ้นการลงทุนภายในให้ขยายวงกว้างจนมีรากฐานที่แข็งแกร่ง
นอกจากนี้ นโยบายเศรษฐกิจใหม่ภายใต้การชี้นำของ “ลัทธิมหาเธร์” ยังจำกัดการเปิดเสรีเพื่อรับการลงทุนจากต่างชาติอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงระหว่างและหลังจากที่มาเลเซียต้องรับมือกับวิกฤตการเงินเอเชียปี 2540 ที่มาเลเซียปิดตัวเองจากทุนภายนอกและตรึงค่าเงินริงกิต เพื่อป้องกันไม่ให้ประสบชะตากรรมเดียวกับไทยที่ถูกโจมตีค่าเงินบาทจนสิ้นอธิปไตยทางการเงิน
มาเลเซียรอดพ้นจากวิกฤตการเงินในครั้งนั้น แต่มาตรการคุมเข้มภาคการเงิน บวกกับการบังคับให้ทุนต่างชาติมีสัดส่วนการถือครองหุ้นน้อยกว่าชนเชื้อสายมาเลย์ ยังผลให้ทุนโยกย้ายไปยังประเทศอื่นที่เปิดกว้างมากกว่า รวมถึงไทย
อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัค พยายามดึงคืนวันอันรุ่งโรจน์ของมาเลเซียให้คืนกลับมา ด้วยนโยบายเปิดเสรีภาคต่างๆ โดยเฉพาะภาคการเงินการธนาคาร พลังงาน และโทรคมนาคม ซึ่งก่อนหน้านี้จัดอยู่ในกลุ่มธุรกิจเชิงยุทธศาสตร์ ที่มาเลเซียพยายามกีดกันนักลงทุนต่างชาติไม่ให้เข้ามาครอบครองอย่างเต็มตัว
แต่ปรากฏว่า ขณะนี้สถาบันการเงินชั้นนำของโลก อย่าง โกลด์แมน แซคส์ และซิตี้กรุ๊ป สามารถขยายฐานธุรกิจในมาเลเซียได้อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน จนอาจเรียกได้ว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว
แม้ว่าการเปิดเสรีภาคการเงินและเศรษฐกิจของมาเลเซียจะล่าช้ากว่าไทย แต่อาจกล่าวได้ว่าเป็นการนำเสนอยุทธศาสตร์ใหม่ในช่วงเวลาประจวบเหมาะกับที่ไทยกำลังชะงักงันอยู่ระหว่างการเผชิญหน้าทางการเมือง
ไม่ยากที่จะมองว่ามาเลเซียกำลังดึงทุนที่เคยไหลเข้าไทย ให้ไหลวกกลับเข้ามายังมาเลเซีย ซึ่งไม่เพียงมีเสถียรภาพทางการเมืองมากกว่า (ในระดับหนึ่ง) แต่ยังมีนโยบายที่เอื้อต่อการลงทุนมากขึ้นหลังจากนิ่งสนิทมานานหลายปี
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ด้วยเงื่อนไขด้านบวกที่ใกล้เคียงกับไทยทุกประการ นักลงทุนต่างชาติจะเลือกประเทศใดเป็นจุดหมายปลายทาง
นับจากวันนี้ สงครามการแย่งชิงทุนต่างชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะยิ่งดุเดือดยิ่งขึ้น จากเดิมที่พื้นที่ในสมรภูมิแบ่งออกเป็นฝ่ายไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย แต่วันนี้จะมีมาเลเซียกระโจนเข้ามาร่วมตะลุมบอนด้วย
หากไทยยังจมปลักอยู่กับวงกตการเมืองที่ไร้ทางออก คงกลายเป็นเพียงผู้พ่ายแพ้เพียงลำพังอย่างไม่ต้องสงสัย







