
"ผมก็รักชาติ"
พวกผมรักประเทศชาติและประชาชน ไม่ได้แตกต่างจากอีกพวก อย่ามากล่าวหาอย่างนั้น สังคมไทยก็หูเบา
โดย...ทีมข่าวการเมือง
ข้อพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชา เกี่ยวกับปราสาทพระวิหารกลับมาเป็นปมร้อนอีกครั้ง เนื่องจากในช่วงเดือน เม.ย.ปีนี้ รัฐบาลไทยมีคิวต้องขึ้นชี้แจงต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) ด้วยวาจาครั้งสุดท้ายก่อนที่จะมีคำพิพากษาในช่วงปลายปี 2556 ตามการคาดการณ์ของรัฐบาลไทย
โดยประเด็นการพิจารณาของศาลโลก คือ ที่ดินภายใต้ปราสาทพระวิหารเป็นของใคร หลังจากที่ในปี 2505 ศาลโลกเพียงตัดสินว่าตัวปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา ซึ่งกัมพูชาได้ยื่นเรื่องต่อศาลเพื่อขอให้มีความเห็นเอาไว้ก่อนหน้านี้
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าดูจากปฏิทินการพิจารณาคดีแล้วยังอีกนานกว่าที่ศาลจะมีความเห็นออกมา แต่เหตุผลหนึ่งที่ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ภายในประเทศไทยค่อนข้างมากก็มาจากท่าทีของ สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง กลับบอกต่อสาธารณะประหนึ่งดูเหมือนว่าจะยอมแพ้ตั้งแต่ไก่โห่
เลยเป็นจังหวะดีที่ “โพสต์ทูเดย์” ได้มีโอกาสสนทนากับรัฐมนตรีท่านนี้โดยตรง เพื่อสอบถามในทุกประเด็นให้หายข้องใจกันเสียที
ไม่อยากแพ้แต่ต้องยอมรับ
“ไม่ได้บอกให้ทุกคนปล่อยวาง แต่อยากให้ทุกคนใช้สติแล้วคิดก่อน” หากฝ่ายการเมืองพูดก็จะหาว่าแก้ตัว ดังนั้น ต้องฟังจากข้าราชการ เพราะไม่ได้อยู่ฝ่ายใด ทำงานตรงไปตรงมาทุกคน เป็นข้าราชการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทุกคนพูดความจริง...
...พวกผมรักประเทศชาติและประชาชน ไม่ได้แตกต่างจากอีกพวก อย่ามากล่าวหาอย่างนั้น สังคมไทยก็หูเบา คนสมัยก่อนจึงให้ใส่ตุ้มหูจะได้หนัก” สุรพงษ์ ย้ำหนักแน่นถึงการทำงาน
เมื่อยืนยันว่ารักชาติไม่แพ้ใคร จึงได้เล่าถึงการทำงานในการต่อสู้คดีว่า การต่อสู้คดีในศาลกัมพูชาได้หยิบยกประเด็นเส้นเขตแดนขึ้นมาพูดถึงตามแผนที่ของเขา คือ สัดส่วน 1:2 แสนตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ แต่เรายึดถือคำพิพากษาปี 2505 ในเรื่องตัวปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา โดยไม่เกี่ยวข้องกับพื้นที่รอบตัวปราสาท
“ในส่วนของกระทรวงการต่างประเทศก็ได้มีทีมทนายตลอด เช่น ท่านวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะทีมกฎหมายไทย ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากหลายประเทศ โดยให้กระทรวงให้อิสระในการทำงานอย่างเต็มที่ เพราะเราเองก็ไม่อยากแพ้เช่นกัน...
“ทุกคนเชื่อมั่นในแนวทางการต่อสู้ของเรา ทำทุกรูปแบบ ช่วยกันระดมสมอง พูดง่ายๆ เราไม่อยากแพ้ ต้องการชนะเหมือนกัน ทีมทนายส่วนใหญ่เป็นศาสตราจารย์ เป็นผู้เชี่ยวชาญที่คัดเลือกมา ไม่ใช่รัฐบาลชุดนี้คัดเลือก แต่เป็นรัฐบาลที่แล้ว...”
ขณะที่ในฝ่ายความมั่นคง รมว.ต่างประเทศ สรุปแนวทางการทำงานว่า เป็นหน้าที่ของทหารด้วยการใช้เวทีคณะทำงานร่วมแก้ไขปัญหาข้อพิพาทเขาพระวิหาร ไทย-กัมพูชา (Combodia-Thai Joint Working Group : JWG) หรือเจดับเบิลยูจี ดำเนินการมาแล้ว 3 รอบ ตั้งแต่การพูดคุย การเริ่มปรับกำลังทหารพร้อมๆ กัน เรื่องการจัดพื้นที่เก็บกู้วัตถุระเบิดก่อนให้ผู้สังเกตการณ์เข้าไป
สุรพงษ์ ย้ำว่า ทหารมีความตั้งใจว่าเดือน ก.พ.นี้ จะแบ่งเป็น 5 โซน ในพื้นที่ 17.4 ตารางกิโลเมตร พื้นที่ไหนเก็บกู้ก่อนจะได้ทำพร้อมกัน และเมื่อเก็บกู้เสร็จก็จะปรับกำลังทหารพร้อมกันอย่างไรบ้าง เหมือนเดือน ก.ค.ปีที่แล้ว ที่ได้มีการปรับกำลังและส่งตำรวจหรือตำรวจตระเวนชายแดนเข้าไป ซึ่งกัมพูชาก็ทำลักษณะเดียวกัน
“พอศาลโลกออกมาตรการชั่วคราว บังเอิญโชคดีที่รัฐบาลชุดปัจจุบันเข้ามา จึงได้เร่งเดินหน้าสร้างความสัมพันธ์ นายกฯ พร้อมผมเดินสายไปกัมพูชาเรื่องถึงสงบ ไม่เกิดการปะทะกันอีกเลย ฉะนั้น พูดในแง่ความเป็นจริง ศาลก็น่าจะแฮปปี้ที่ทั้งสองฝ่ายไม่ได้ปะทะ ซึ่งมาตรการชั่วคราวในมุมมองผมเองไม่จำเป็นอีกต่อไป เพราะทุกอย่างจบ...
...ที่สำคัญท่านนายกฯ ได้มีความเห็นว่าตั้งแต่นี้ไป เวลาให้ข่าวจะทำพร้อมๆ กัน และให้ข่าวลักษณะ Press Release ใช้วิธีเขียนแล้วแจก จะได้ตรงกัน และต่างคนก็ไม่ให้พูดแล้ว เพราะพูดไปจะกลายเป็นคนละเรื่อง ป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาด”
รมว.ต่างประเทศขมวดประเด็นทั้งหมดว่า สุดท้ายแล้วทั้งไทยและกัมพูชาต้องไปชี้แจงต่อศาลโลก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในวันที่ 15-19 เม.ย. โดยวันที่ 15 เม.ย. ฝ่ายกัมพูชาจะเป็นผู้แถลงด้วยวาจาจำนวน 4.30 ชั่วโมง วันที่ 17 เม.ย. จะเป็นฝ่ายไทยแถลงโต้ด้วยวาจาในเวลาเท่านั้น ก่อนที่วัน 18 เม.ย. กัมพูชาจะแถลงปิดคดี ตามด้วยของไทยในวันที่ 19 เม.ย. ซึ่งศาลจะนัดฟังคำพิพากษาในช่วงปลายปีระหว่าง ต.ค.-ธ.ค. แต่สิ่งที่เป็นห่วงอยู่ที่การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในกรณีที่ไทยต้องเป็นฝ่ายแพ้คดี
“แนวทางการตัดสินคดีพระวิหารมีอยู่ 2 ทาง ไม่เจ๊าก็เสมอตัว ถ้ากัมพูชาไม่สามารถเอาชนะคดีนี้ได้ คือ ศาลไม่ตีความ เราชนะ ก็อยู่อย่างนั้น อยู่แบบปี 2505 ถ้าศาลตัดสินอีกรูปแบบหนึ่ง คือ กัมพูชาชนะ หมายความว่าเขตแดนก็เป็นไปตามแผนที่ที่เขาออกไว้ ซึ่งเราไม่อยากเห็นกรณีนี้ วุ่นวายแน่นอน”
พวกรักชาติก็จะออกมาปลุกระดม ความไม่เข้าใจก็จะเกิดขึ้น และถ้าศาลตัดสินอย่างนั้น เราไม่รับก็ไม่ได้ เพราะเราอยู่ภายใต้องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ซึ่งยอมรับว่าหนักใจ ไม่ต้องการให้เกิดการสูญเสียชีวิต ปะทะ หรือสู้รบปรบมือกัน...
สิ่งที่กระทบตามมา คือ “ความรู้สึกของคนไทย เป็นสิ่งที่กระทรวงการต่างประเทศ กลาโหม ฝ่ายความมั่นคง และรัฐบาล เป็นห่วงอย่างยิ่ง ฉะนั้น ต้องพยายามสร้างความเข้าใจทั้งสองแนวทาง หากอยู่แบบเดิมง่ายที่สุดไม่ต้องสร้างความเข้าใจ และบริหารจัดการให้ดีขึ้นอย่างไรในอนาคต แต่เมื่อออกเป็นอีกทางก็ไม่อยากให้เกิดความวุ่นวาย ไม่อยากให้ปะทะจนเสียชีวิตเลือดเนื้อ”
ประเมินไว้หรือไม่ว่าถ้าไทยแพ้คดี รัฐบาลจะต้องเจออะไรบ้าง? สุรพงษ์ ตอบอย่างแสดงความกังวล ว่า “เขาก็ต้องใส่ทุกอย่าง ขนาดไม่ทันแพ้ เขาก็ต้องใส่อย่างโน้น อย่างนี้ หาว่ามีผลประโยชน์ ทำให้เสียดินแดน มันเป็นของเดิมๆ คาดการณ์กันได้ไม่ยากว่าจะพูดอะไร และคงจะพูดแต่ของเดิมๆ ที่เคยพูดเมื่อตอนประท้วงครั้งที่แล้ว ที่ยกทีมกันไปบริเวณพื้นที่พิพาท และคงไม่พ้นวิธีการเดิมๆ ปลุกระดมขึ้นมา เรียกร้องรัฐบาลลาออก ไม่หนีจากนี้
“เขาไม่คิดอะไรเพื่ออนาคต คิดใกล้ๆ เท่านั้น เอาให้ได้ชนะ โดยเฉพาะเขาต้องการทุกลมหายใจเข้าออกของชีวิตพวกเขา ต้องการล้มรัฐบาลและกลับมาเป็นรัฐบาล แต่กลับมาเป็นรัฐบาลก็ต้องดู ประชาชนก็ต้องดูว่าตอนเขาเป็นมีอะไรดีขึ้นบ้าง ไปตามทะเลาะเบาะแว้งกับเขาใคร จนไม่มีใครเชิญไปต่างประเทศ
ในความรู้สึกของผม ไม่ต้องการเห็นบางกลุ่มปลุกระดม ไม่อยากเห็นสิ่งเหล่านี้ อยากให้คนเหล่านั้นนั่งคิดไตร่ตรอง ถ้าเสียงส่วนใหญ่เห็นเอาอย่างไร รัฐบาลก็ต้องเอาตามนั้น ก็ต้องว่ากันเพราะเรามันประชาธิปไตย ไม่ใช่คนบางกลุ่มมาปลุกกระแส และสังคมส่วนหนึ่งคล้อยตาม ฉะนั้นเป็นหน้าที่ของหน่วยงานเกี่ยวข้อง ต้องนำเสนอข้อมูลข้อเท็จจริงทั้งหมด ให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจ”
ถ้าไทยแพ้ไทยไม่สามารถโต้แย้ง หรืออุทธรณ์ หรือไม่ยอมรับคำตัดสินได้หรือไม่? คำตอบได้จาก รมว.ต่างประเทศ เป็นคำพูดที่บอกออกมาหนักแน่นว่า “ไม่ได้”
“ศาลอยู่ในระบบยูเอ็น หากเราไม่ปฏิบัติตาม กัมพูชาอาจไปร้องต่อคณะมนตรีความมั่นคงให้บังคับ มันจะมีอะไรต่อเนื่องตามระบบของยูเอ็น เช่น แซงก์ชัน แซงก์ชันการค้าขาย เรื่อยไปจนกระทั่งถึงส่งกองกำลังเข้ามาบังคับคดี เอาแค่เฉพาะแซงก์ชันเราก็ตายแล้ว...
...เราเอาเลื่อยไปผ่าโลกแยกออกจากกันไม่ได้ มันต้องอยู่อย่างนี้ เช่น ประชาคมยุโรป บ้านหลังหนึ่งอยู่สองฝั่งได้ อย่าง ฝรั่งเศสกับเยอรมนี ไม่เห็นมีใครไปผ่าออกเลย ฉะนั้น มันต้องอยู่ด้วยกัน ไม่อยากเห็นกรณีนี้ แต่อยากเห็นกรณีที่เขาไม่ชนะ ศาลไม่รับฟังสิ่งที่เขาเรียกร้อง วันนี้เรายุติการรบพุ่งกัน มาตรการชั่วคราวก็จบแล้ว ต่างคนต่างอยู่ จากนั้นจะง่ายสำหรับไปบริหารจัดการร่วมกัน หาประโยชน์ร่วมกันให้คนมาเที่ยวเยอะๆ ฝั่งเราและเขาจะได้ขายของ อยู่กันแบบพี่แบบน้องจะเป็นประโยชน์กว่า นี่คือสิ่งที่ผมอยากเห็น”
หยุดรบเพื่อร่วมพัฒนา
รมว.ต่างประเทศ บอกถึงแนวทางการสร้างความสัมพันธ์กับกัมพูชาว่า สมมุติว่าศาลโลกไม่รับตีความคงต้องมีการพูดคุยกับกัมพูชาว่าจะร่วมมือกันบริหารจัดการตัวปราสาทพระวิหารและการท่องเที่ยวจะแบ่งความรับผิดชอบกันอย่างไร เพราะจะมีนักท่องเที่ยวขึ้นจากฝั่งไทยขึ้นไปชม ขณะที่ ฝั่งเขาจะขึ้นขึ้นอย่างไร รวมไปถึงการค้าขายต้องทำให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวบริหารร่วมกันเพื่อให้คนมาเที่ยวเยอะๆ
“ตอนนี้ไทย-กัมพูชาได้ประกาศ ACMECS Single Visa คือ คนต่างชาติเวลาไปสถานทูตกัมพูชาขอวีซ่ามากัมพูชาก็สามารถต่อมาไทยได้เลย โดยไม่ต้องขอวีซ่าซ้ำอีก เช่นกันเวลานักท่องเที่ยวมาสถานทูตไทยขอวีซ่ามาไทยก็สามารถเข้ากัมพูชาได้เลยไม่ต้องวีซ่าจากกัมพูชาอีก...
....ในปีที่เราก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอีก 3 ปี ทุกคนไม่มีพรหมแดน วันนี้ประเทศไทยพูดว่าโลกไร้พรหมแดน มันก็ต้องหัดอยู่แบบไร้พรหมแดนบ้าง แล้วทำไมเราจะอยู่กันไม่ได้ พี่น้องกันทั้งนั้นชายแดน วัฒนธรรมก็คล้ายคลึงกัน อยู่ด้วยกันได้ ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่ควรสามัคคี เราเป็นตลาดใหญ่ สังคมโลกมองที่จะมาค้าขายกับเรา เศรษฐกิจในกลุ่มอาเซียนเราดี อยากให้คนไทยคิดอย่างนั้นบ้าง คนที่คิดแตกต่างคิดได้ แต่ควรยึดเหตุผลข้อเท็จจริง ไม่ใช่มาปรุงสรรค์ปั้นแต่งเอาแต่ความรู้สึกอารมณ์ไปใส่”
ส่วนเรื่องความร่วมมือด้านทหาร รองนายกฯสุรพงษ์ บอกว่า กำลังทหารฝ่ายกัมพูชาที่เข้ามาตั้งบริเวณพื้นที่ปราสาทพระวิหาร จะใช้เวทีคณะกรรมาธิการร่วม(เจซี) ไทย-กัมพูชา ดำเนินการในหลายจุดเป็นปัญหาโดยต้องพยายามเคลียร์สิ่งเหล่านี้ให้เร็วที่สุด กำลังทหารมีไว้ปกป้องก็ว่ากันไป อีกหน่อยทหารคงน้อยลง หากเราอยู่ด้วยกันอย่างสันติ กำลังอาวุธไม่ต้องไปสะสมเพิ่มขึ้น เพราะในอนาคตคงไม่มีการรบพุ่งกัน มีแต่ภัยธรรมชาติมาทำลายชีวิตมนุษย์มากกว่าใช้กำลังทหารทำลายล้างกัน
ที่ผ่านมามักมีปัญหาว่ากัมพูชาต้องการบริหารพื้นที่แต่เพียงฝ่ายเดียว? รมว.ต่างประเทศ ตอบทันทีว่า “ต้องลองให้รัฐบาลผมพูดก่อน นี่ยังไม่ได้พูด ต้องให้พูดก่อน จะได้เล่าให้ฟังว่าพูดรู้เรื่องหรือไม่ แต่ที่ผ่านมาได้มีการประสานกันไว้ ทำให้วันนี้ชายแดนค้าขายคึกคัก สูงขึ้นมาก ส่วนแนวโน้มจะยินยอมหรือไม่ คงต้องรอให้เรื่องนี้จบก่อน ถ้าจบคดีนี้ คุยทันทีเลยแล้วกัน เพราะวันนี้เราคุยเรื่องการค้าและความร่วมมือระหว่างกันเยอะแยะ เราก็ต้องอยู่ด้วยกัน เพื่อนบ้านทะเลาะกันคงไปไม่ถึงไหน”
“เมื่อทุกอย่างสงบลงแล้วทหารไทยและกัมพูชาต้องตกลงกันให้ชัดเจน ว่าใครจะอยู่อย่างไร ผมคิดว่าผู้นำประเทศ
สมเด็จฮุนเซน และ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เจอกันบ่อย พูดกันหลายครั้ง จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะจัดการทุกสิ่งทุกอย่างให้จบลง แต่ให้คดีนี้จบก่อน ผมเชื่อว่าทุกอย่างทำได้ในหลายเรื่องที่เราจะพูดคุยกัน เราต้องยึดประโยชน์ร่วมกัน แต่อย่าไปใส่ร้ายว่าเราต้องไปสนับสนุนมันไม่ใช่” สุรพงษ์ ทิ้งท้าย
เซลแมนในใจ ‘ทักษิณ’
สำหรับ ‘สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล’ แล้วถือเป็นรัฐมนตรีคนหนึ่งที่ต้องเผชิญกับกระโจมตีอยู่พอสมควร โดยเฉพาะข้อครหาว่า “ทำงานเพื่อทักษิณ” หลังจากได้อดีตนายกฯทักษิณได้รับหนังสือเดินทางคืน ซึ่งก็ยืนยันปฎิเสธว่าการคืนหนังสือเดินทางไม่ได้เป็นเงื่อนไขในการเป็นรัฐมนตรี แต่ด้านหนึ่งก็ไม่ปฎิเสธว่าพ.ต.ท.ทักษิณมีส่วนสำคัญต่อการทำงานในตำแหน่งรมว.ต่างประเทศ
“ท่านนายกฯ ทักษิณ ท่านเป็นคนชี้แนะแนวทางการทำงานกระทรวงการต่างประเทศให้ผม ท่านนี่แหละ ด้วยประสบการณ์ของท่าน ท่านชี้แนะในสิ่งที่เป็นประโยชน์ของประเทศชาติทั้งสิ้น หลังสุดท่านบอกให้ผมหาแหล่งพลังงานเข้าประเทศไทยได้มากที่สุด เพราะในอนาคตเราจะใช้ไฟฟ้ามาก ราคาน้ำมันอีกหน่อยก็จะแพงขึ้น เราต้องหาแหล่งสำรอง ท่านเป็นคนชี้แนะผม
วันนี้ผมก็มีนโยบายให้กับกระทรวงในการติดต่อกับเขา เราเอาอาหาร สินค้าเกษตร ไปแลกกับพลังงานเขาให้ได้มากที่สุด ให้เขาซื้อสินค้าเกษตรเรา เราซื้อพลังงานเขา เพราะเรามองอนาคต เอาแผนที่โลกมากาง ประเทศไหนมีแหล่งพลังงานผมจะไปให้หมด อย่างเช่น ประเทศอิเควทอเรียลกินี (Equatorial Guinea) อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร เคยได้ยินไหม ผมก็เคยได้ยินเป็นครั้งแรก เพราะนายผมแนะนำให้ผมไป ? โมซัมบิกก็จะไป เซาธ์แอฟริกาก็จะไป”
แม้ สุรพงษ์ จะบอกว่าพ.ต.ท.ทักษิณมีอิทธิพลต่อการทำงานขนาดไหนแต่ก็ยังยืนยันว่าติดต่อกันแค่ทางโทรศัพท์หรือช่องทางการสื่อสารอื่นๆเท่านั้นตามแต่โอกาสจะเอื้ออำนวย แต่ไม่เคยเดินทางไปพบเป็นการส่วนตัว
“ถ้าเจอก็ร้องผมใหญ่เลยสิทำไมไม่ตามจับ แค่นี้ก็ปวดหัวแล้ว เจอให้ปวดหัวทำไม....
ท่านก็จะโทรศัพท์มา เฮ้ย ปึ้งอย่างนี้ดีไหม แนะนำผมตลอด ผมไม่ฟังท่านแล้วจะฟังใคร ท่านประสบการณ์เยอะ ท่านเพื่อนเยอะ ความสนิทสนมระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ กับผู้นำหลายประเทศทั่วโลกช่วยให้การทำงานง่ายขึ้น เวลาไปเข้าพบ ไปพูดคุย ความสัมพันธ์ก็ดี”
มีข้อสงสัยมานานแล้วว่าเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศได้เพราะเป็นสายตรงพ.ต.ท.ทักษิณ?
เจ้ากระทรวงบัวแก้ว ตอบไม่ลังเลว่า “สายตรงไหน ผมว่าผมทำงาน ถ้าดูผมทำงานเวลาอยู่ฝ่ายค้าน ผมก็เข้าถึงบทฝ่ายค้าน เวลาอยู่เป็นรัฐบาล ผมก็เข้าถึงบทรัฐบาล คนเราทำงานได้ดี ท่านก็เห็นไม่ต้องสายตรงหรอก ใครทำงานดีๆ ท่านเห็นทั้งนั้น ในพรรคแม้กระทั่งคนหาวนอนในที่ประชุมพรรคท่านยังเห็นเลย ทุกคนอยู่ในสายตาท่านหมด ท่านถือว่าทุกคนเหมือนลูกหลาน”
ตอนรับตำแหน่งก็ไม่มีสัญญาณมาก่อน รู้ตัวตอนไปเซ็นชื่อ ตอนแรกก็ตกใจ งงไปหมดเพราะ ไม่เคยสนใจการต่างประเทศ เพราะ อยู่ในสภา อยู่ กรรมาธิการการคลังฯกรรมาธิการการเกษตรฯ
...ท่านคงเห็นผมพูดภาษาอังกฤษพอได้ และท่านคงเคยเห็นผมเป็นอดีตเซลแมน มาก่อน ก่อนหน้าที่ท่านเคยเป็นรมต.ต่างประเทศ ท่านคงรู้ว่าการทำหน้าที่รมต.ต่างประเทศ ต้องทำหน้าที่เหมือนเซลแมนเอาประเทศไปขาย ขายประเทศยังให้คนไปซื้อ ไม่ใช่ขายยกประเทศนะ เดี๋ยวคนเข้าใจผิด แต่เอาสิ่งที่มีในประเทศไปขายอย่างการท่องเที่ยว ไปพูดเชิญชวนให้เขาทำมาค้าขายกัน มาตกลงร่วมทุนกัน ทำมาค้าขายกันมาตกลงร่วมทุนกัน มาลงทุนในประเทศเรา ท่านคงจะมองว่าผมเป็นเซลแมนเก่า แต่วันนี้ยังไม่ได้ทำหน้าที่เซลแมนเต็มที่นะ”
ส่วนที่ได้รับการเลื่อนชั้นให้ขึ้นทำเนียบรองนายกฯ นั้น เจ้าตัวคิดว่า น่าจะเป็นเพราะ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการต่างประเทศเทียบ กับ กัมพูชา ท่าน ฮอนัมฮง ก็เป็นรองนายกฯ ถ้าดูลาว ท่านทองลุน สีสุลิด ก็เป็นรองนายกฯ และ รมว. ต่างประเทศ เชื่อว่าท่านนายกฯ ไม่อยากให้น้อยหน้าเขา
ขณะเดียวกัน การได้ดิบดีในตำแหน่งรัฐมนตรีในนามพรรคเพื่อไทยทำให้สุรพงษ์ กลายเป็นศิษย์เก่าจากพรรคประชาธิปัตย์อีกคนหนึ่งที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีร่วมกับ ‘ยงยุทธ ติยะไพรัช’ ‘นพดล ปัทมะ’ ตามด้วย ‘ยุทธ์พงศ์ จรัสเสถียร’ ทำให้กำลังเกิดมุขตลกการเมืองว่าใครออกจากพรรคประชาธิปัตย์มาอยู่พรรคเพื่อไทยมักได้ดี
สุรพงษ์ กล่าวถึงมุขนั้นแบบติดตลกว่า “....ใครอยากเป็น รมต.ก็ลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ มาอยู่พรรคผมสิ”
“ประชาธิปัตย์ น่าจะเป็นโรงเรียนที่สอนให้นักการเมืองพูดเก่ง พูดเป็น แต่พวกผมที่ออกมานอกจากพูดเก่ง พูดเป็น มันทำเป็น เราทำงานได้ น่าจะเป็นเพราะอันนี้มากกว่า ท่านนพดล ปัทมะ ทุกคน ทำงานได้ นอกจากทำงานได้ ยังพูดเก่ง พูดเป็นเหมือนที่ประชาธิปัตย์เป็น ประชาธิปัตย์ก็เป็นโรงเรียนที่ดีโรงเรียนหนึ่ง
ทำไมถ้าอยู่ประชาธิปัตย์แล้วไม่ได้เป็นรัฐมนตรี สุรพงษ์ ตอบตบท้ายว่า “ก็ต้องเป็นฝ่ายค้านตลอด”







