posttoday
เปิดใจฮีโร่ตำรวจอาสาลงใต้'หน้าที่เพื่อชาติสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด

เปิดใจฮีโร่ตำรวจอาสาลงใต้'หน้าที่เพื่อชาติสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด

05 มกราคม 2556

ในขณะที่ตำรวจในระดับพนักงานสอบสวนอีกหลายนายทั่วประเทศ ปฏิเสธการลงไปปฏิบัติหน้าที่เสี่ยงชีวิตที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ด้วยการจับสลากคัดเลือก

ในขณะที่ตำรวจในระดับพนักงานสอบสวนอีกหลายนายทั่วประเทศ ปฏิเสธการลงไปปฏิบัติหน้าที่เสี่ยงชีวิตที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ด้วยการจับสลากคัดเลือก

โดย...กันติพิชญ์ ใจบุญ

ในขณะที่ตำรวจในระดับพนักงานสอบสวนอีกหลายนายทั่วประเทศ ปฏิเสธการลงไปปฏิบัติหน้าที่เสี่ยงชีวิตที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ด้วยการจับสลากคัดเลือก

แต่ยังมีตำรวจจากกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 (บช.ภ.5) ที่สมัครใจขออาสาลงไปทำราชการยังพื้นที่เสี่ยงโดยไม่มีอิดออดเป็นเวลา 2 ปี โดยจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ในวันที่ 10 ม.ค.นี้

การเสียสละของตำรวจกลุ่มนี้ สร้างแรงบวกให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) มากพอดู หลังมีข่าวตำรวจ 76 นายจากภาคอีสาน รวมตัวกันประท้วงนโยบายการจับสลากของ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. ที่อ้างว่าไม่มีความเป็นธรรมที่จะเลือกวิธีคัดตำรวจให้ลงไปเสี่ยงตาย

ต้องขอคารวะหัวจิตหัวใจผู้พิทักษ์สันติราษฎร์เหล่านี้ ที่อาสาไปแทนเพื่อนโดยไม่ต้องมาจับสลากให้เสียเวลา

พ.ต.ท.บุญรัตน์ ตันหยง พนักงานสอบสวนจาก สภ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ในวัย 49 ปี 1 ในตำรวจที่เต็มใจลงไปเสี่ยง กล่าวว่า ที่ตัดสินใจลงไป 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะถือเป็นการทำงานในพื้นที่เท่านั้น อีกทั้งงานตำรวจจะเกี่ยงกันไม่ได้ ที่สำคัญตั้งแต่รับราชการมาก็อยู่ในพื้นที่ภาคเหนือมาตลอด ส่วนตัวอยากจะลงไปหาประสบการณ์ทำงานในพื้นที่อื่นดูบ้าง และการลงไปที่ภาคใต้ก็เป็นจังหวะที่ดี ถือเป็นโอกาสในชีวิตการทำงาน

เปิดใจฮีโร่ตำรวจอาสาลงใต้'หน้าที่เพื่อชาติสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด

 

“ถามว่ากลัวมั้ย หากตอบว่าไม่กลัวคงไม่ได้ เพราะทุกคนรักตัวกลัวตายทั้งนั้น แต่นี่คือหน้าที่ ผมเป็นตำรวจมาทั้งชีวิต นายสั่งก็ต้องไป เสียสละก็ต้องทำ แม้งานนั้นจะอยู่ในที่อันตราย แต่เพื่อชาติ เพื่อประชาชน ผมยินดี อีกอย่างเราเสียสละไปด้วยใจ เพื่อเพื่อน เพื่อนาย และให้เป็นแบบอย่างกับตำรวจรุ่นน้องและคนอื่นๆ เพราะใช้ใจลุยก็จะได้ใจนายเหมือนกัน”

พ.ต.ท.บุญรัตน์ กล่าวอีกว่า เป็นพนักงานสอบสวนมาตลอด และรู้มาว่าที่ภาคใต้มีแต่พนักงานสอบสวนที่ยังเด็กอยู่ เลยตระเตรียมเอาความรู้ เอาประสบการณ์ไปสอนไปแนะนำรุ่นน้องในการทำหน้าที่

อีกนาย พ.ต.ท.ประสิทธิ์ กันกา จาก สภ.นาหมื่น จ.น่าน ในวัย 51 ปี เล่าถึงการตัดสินใจอาสาลงไปทำหน้าที่ว่า ไม่เคยกลัวที่จะลงไปทำงาน แผ่นดิน 3 จังหวัดชายแดนใต้ก็เป็นของประเทศไทยเหมือนกัน ใครจะมาแบ่งแยกไม่ได้ ปัญหาทั้งหมดเชื่อว่าหากทำงานและเสียสละเพื่อประเทศชาติร่วมกัน รับรองว่าความรุนแรงจะสงบได้แน่นอน

“ส่วนตัวไม่กลัว แต่เป็นห่วงครอบครัวที่อยู่ข้างหลังมากกว่า เพราะยังมีลูกอีก 2 คนที่ต้องเรียน ภรรยาที่คอยเป็นห่วง แต่กระนั้นหน้าที่เพื่อชาติก็สำคัญกว่าสิ่งอื่นใด” พ.ต.ท.ประสิทธิ์ กล่าว

พ.ต.ท.ประสิทธิ์ ยังให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องการปฏิเสธลงไปทำหน้าที่ของตำรวจอีกว่า เมื่อเป็นตำรวจวินัยเป็นเรื่องสำคัญ ไม่พอใจก็ต้องอดทน

“สำหรับเพื่อนตำรวจที่ร้องเรียนปฏิเสธการลงพื้นที่ เรื่องนี้ต่างมุมมองนะครับ ส่วนผมมองว่าการจับสลากก็ถือว่ายุติธรรมดี เพราะอันที่จริงผู้ใหญ่ก็สามารถบังคับเป็นคำสั่งได้ด้วย แต่นี่ให้สิทธิการเลือกลงไป แต่สำหรับผมหากเป็นหน้าที่ที่พอช่วยเหลือเพื่อนตำรวจด้วยกันได้ หรือได้ช่วยทำหน้าที่ราชการ ผมยินดีทำ” พ.ต.ท.ประสิทธิ์ ย้ำ

ขณะที่ พ.ต.ท.จรินทร์ นาคนาค พนักงานสอบสวน สภ.เด่นชัย จ.แพร่ อายุ 54 ปี ยอมรับตรงๆ ว่าทั้งชีวิตไม่เคยไปเหยียบแผ่นดินภาคใต้ และการไปครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรก และไปเพื่อชาติ เพื่อเพื่อนตำรวจด้วยกัน

“ผมคุยกับภรรยาและลูกว่าจะลงไปทำงานที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ก่อนหน้าตัดสินใจอาสา คุยกันนานกว่า 2 เดือน ปลอบประโลมต่างๆ จนพวกเขายอมให้ไป เพราะส่วนตัวอยากไปจริงๆ และไม่กลัวความอันตรายที่เกิดขึ้น ผมหมดห่วงแล้ว ลูกเรียนจบได้ทำงานดีๆ ที่เหลืออายุราชการช่วงท้ายของตัวเองก็อยากไปช่วยชาติในพื้นที่อันตราย เผื่อความรู้ความสามารถของตัวเองจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม และเพื่อนตำรวจด้วยกันบ้าง และหากรอดกลับมาก็ยังได้กลับมาทำงานที่เก่าที่ สภ.เด่นชัย” พ.ต.ท.จรินทร์ เล่า

พ.ต.ท.จรินทร์ เล่าอีกว่า สิ่งที่เตรียมไปเพื่อไปทำงานพื้นที่เสี่ยงเป็นเวลา 2 ปี คือ “ใจและกาย” เท่านั้น 2 สิ่งนี้ต้องเกินร้อย รวมถึงสิ่งที่ให้กำลังใจตัวเอง คือ ความคิดที่ว่าทุกที่ที่ประชาชนเดือดร้อนตำรวจต้องเข้าไปช่วย และช่วงท้ายของชีวิตราชการจะขออุทิศทุกอย่างเพื่อประเทศชาติและประชาชนให้ถึงที่สุด ส่วนผลตอบแทนกลับมาก็ถือเป็นผลพลอยได้เท่านั้น ทั้งเบี้ยเลี้ยง ค่าเสี่ยงภัย เป็นต้น

ตำรวจ 3 นาย เป็นตัวอย่างที่ยอมเสียสละเพื่อเพื่อนตำรวจในสังกัดเดียวกัน ที่ขอลงไปทำหน้าที่เสี่ยงอันตรายเอง แต่ยังมีตำรวจอีกจำนวนไม่น้อยจากทั่วประเทศที่อาสาสมัครเช่นกัน แต่เกินโควตาที่กำหนด ทำให้ตกขบวนไม่สามารถไปทำงานที่ภาคใต้ได้

พ.ต.ท.บุญเสริม สุริยา จาก สภ.ห้วยไร่ จ.แพร่ ที่บ่งบอกถึงความรู้สึกของตัวเองว่า เสียดายเป็นที่สุดที่ไม่ได้มีโอกาสลงไปทำงานที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ทั้งๆ ที่ตัวเองสมัครใจขอลงพื้นที่

“ผมหวังอย่างยิ่งว่าผู้บังคับบัญชาจะเสนอเรื่องของตำรวจที่ตั้งใจแต่ไม่ได้ไปทำงาน ส่งต่อไปยัง ผบ.ตร. เพื่อขออนุญาตเป็นกรณีพิเศษให้ลงไปทำงานที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ หรืออย่างน้อยติดชื่อไว้สำรองเพื่อเตรียมเป็นกำลังเสริมไว้”

สาเหตุที่อยากลงไปทำงานอย่างมาก พ.ต.ท.บุญเสริม ย้ำว่า เป็นเพราะอยากรู้ว่า 3 จังหวัดชายแดนใต้สถานการณ์รุนแรงจริงตามที่เคยเห็นในข่าวหรือไม่ ปัญหาเกิดจากสิ่งใดกันแน่และที่สำคัญมีส่วนใดที่ตัวเองยังไม่รู้

“หากผมรู้ถึงปัญหา ก็สามารถมาปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานเพื่อให้เข้าถึง และแก้ปัญหาตามที่ควรจะทำ แต่ความต้องการก็คงหยุดไว้ เพราะไม่ได้ไปแล้ว” พ.ต.ท.บุญเสริม กล่าว

ถือว่ากลุ่มตำรวจกลุ่มนี้กลายเป็น “ตำรวจโมเดล” ให้กับหน่วยอื่นๆ เกิดการยอมเสียสละตามกันมา ทั้งตำรวจจากกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 ตามติดมาด้วยกองบัญชาการตำรวจนครบาล และที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 ที่มีผู้เสียสละจนเกินโควตาที่ต้องการ จนต้องมีการจับสลากเพื่อคัดรายชื่อออก

บทบาทของตำรวจภูธรภาค 5 ถูกนำไปใช้ปฏิบัติตามในกรณีที่ต้องมี “ผู้กล้า” ยินยอมเสียสละไปทำงานที่เสี่ยงแทนเพื่อนๆ เพื่อประชาชน และเพื่อประเทศชาติ

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท