
ไม่อยากแพ้แต่ต้องยอมรับ
ข้อพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชา เกี่ยวกับปราสาทพระวิหารกลับมาเป็นปมร้อนอีกครั้ง เนื่องจากในช่วงเดือน เม.ย.ปีนี้
ข้อพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชา เกี่ยวกับปราสาทพระวิหารกลับมาเป็นปมร้อนอีกครั้ง เนื่องจากในช่วงเดือน เม.ย.ปีนี้
รัฐบาลไทยมีคิวต้องขึ้นชี้แจงต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) ด้วยวาจาครั้งสุดท้ายก่อนที่จะมีคำพิพากษาในช่วงปลายปี 2556 ตามการคาดการณ์ของรัฐบาลไทย
โดยประเด็นการพิจารณาของศาลโลก คือ ที่ดินภายใต้ปราสาทพระวิหารเป็นของใคร หลังจากที่ในปี 2505 ศาลโลกเพียงตัดสินว่าตัวปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา ซึ่งกัมพูชาได้เรื่องยื่นต่อศาลเพื่อขอให้มีความเห็นเอาไว้ก่อนหน้านี้
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าดูจากปฏิทินการพิจารณาคดีแล้วยังอีกนานกว่าที่ศาลจะมีความเห็นออกมา แต่เหตุผลหนึ่งที่ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ภายในประเทศไทยค่อนข้างมากก็มาจากท่าทีของ สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง กลับบอกต่อสาธารณะประหนึ่งดูเหมือนว่าจะยอมแพ้ตั้งแต่ไก่โห่
เลยเป็นจังหวะดีที่ “โพสต์ทูเดย์” ได้มีโอกาสสนทนากับรัฐมนตรีท่านนี้โดยตรง เพื่อสอบถามในทุกประเด็นให้หายข้องใจกันเสียที
“ไม่ได้บอกให้ทุกคนปล่อยวาง แต่อยากให้ทุกคนใช้สติแล้วคิดก่อน” หากฝ่ายการเมืองพูดก็จะหาว่าแก้ตัว ดังนั้น ต้องฟังจากข้าราชการ เพราะไม่ได้อยู่ฝ่ายใด ทำงานตรงไปตรงมาทุกคน เป็นข้าราชการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทุกคนพูดความจริง...
...พวกผมรักประเทศชาติและประชาชน ไม่ได้แตกต่างจากอีกพวก อย่ามากล่าวหาอย่างนั้น สังคมไทยก็หูเบา คนสมัยก่อนจึงให้ใส่ตุ้มหูจะได้หนัก” สุรพงษ์ ย้ำหนักแน่นถึงการทำงาน
เมื่อยืนยันว่ารักชาติไม่แพ้ใคร จึงได้เล่าถึงการทำงานในการต่อสู้คดีว่า การต่อสู้คดีในศาลกัมพูชาได้หยิบยกประเด็นเส้นเขตแดนขึ้นมาพูดถึงตามแผนที่ของเขา คือ สัดส่วน 1:2 แสนตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ แต่เรายึดถือคำพิพากษาปี 2505 ในเรื่องตัวปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา โดยไม่เกี่ยวข้องกับพื้นที่รอบตัวปราสาท
“ในส่วนของกระทรวงการต่างประเทศก็ได้มีทีมทนายตลอด เช่น ท่านวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะทีมกฎหมายไทย ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากหลายประเทศ โดยให้กระทรวงให้อิสระในการทำงานอย่างเต็มที่ เพราะเราเองก็ไม่อยากแพ้เช่นกัน...
“ทุกคนเชื่อมั่นในแนวทางการต่อสู้ของเรา ทำทุกรูปแบบ ช่วยกันระดมสมอง พูดง่ายๆ เราไม่อยากแพ้ ต้องการชนะเหมือนกัน ทีมทนายส่วนใหญ่เป็นศาสตราจารย์ เป็นผู้เชี่ยวชาญที่คัดเลือกมา ไม่ใช่รัฐบาลชุดนี้คัดเลือก แต่เป็นรัฐบาลที่แล้ว...”
ขณะที่ในฝ่ายความมั่นคง รมว.ต่างประเทศ สรุปแนวทางการทำงานว่า เป็นหน้าที่ของทหารด้วยการใช้เวทีคณะทำงานร่วมแก้ไขปัญหาข้อพิพาทเขาพระวิหาร ไทยกัมพูชา (Combodia-Thai Joint Working Group : JWG) หรือเจดับเบิลยูจี ดำเนินการมาแล้ว 3 รอบ ตั้งแต่การพูดคุย การเริ่มปรับกำลังทหารพร้อมๆ กัน เรื่องการจัดพื้นที่เก็บกู้วัตถุระเบิดก่อนให้ผู้สังเกตการณ์เข้าไป
สุรพงษ์ ย้ำว่า ทหารมีความตั้งใจว่าเดือน ก.พ.นี้ จะแบ่งเป็น 5 โซน ในพื้นที่ 17.4 ตารางกิโลเมตร พื้นที่ไหนเก็บกู้ก่อนจะได้ทำพร้อมกัน และเมื่อเก็บกู้เสร็จก็จะปรับกำลังทหารพร้อมกันอย่างไรบ้าง เหมือนเดือน ก.ค.ปีที่แล้ว ที่ได้มีการปรับกำลังและส่งตำรวจหรือตำรวจตระเวนชายแดนเข้าไป ซึ่งกัมพูชาก็ทำลักษณะเดียวกัน
“พอศาลโลกออกมาตรการชั่วคราว บังเอิญโชคดีที่รัฐบาลชุดปัจจุบันเข้ามา จึงได้เร่งเดินหน้าสร้างความสัมพันธ์ นายกฯ พร้อมผมเดินสายไปกัมพูชาเรื่องถึงสงบ ไม่เกิดการปะทะกันอีกเลย ฉะนั้น พูดในแง่ความเป็นจริง ศาลก็น่าจะแฮปปี้ที่ทั้งสองฝ่ายไม่ได้ปะทะ ซึ่งมาตรการชั่วคราวในมุมมองผมเองไม่จำเป็นอีกต่อไป เพราะทุกอย่างจบ...
...ที่สำคัญท่านนายกฯ ได้มีความเห็นว่าตั้งแต่นี้ไป เวลาให้ข่าวจะทำพร้อมๆ กัน และให้ข่าวลักษณะ Press Release ใช้วิธีเขียนแล้วแจก จะได้ตรงกัน และต่างคนก็ไม่ให้พูดแล้ว เพราะพูดไปจะกลายเป็นคนละเรื่อง ป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาด”
รมว.ต่างประเทศขมวดประเด็นทั้งหมดว่า สุดท้ายแล้วทั้งไทยและกัมพูชาต้องไปชี้แจงต่อศาลโลก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในวันที่ 1519 เม.ย. โดยวันที่ 15 เม.ย. ฝ่ายกัมพูชาจะเป็นผู้แถลงด้วยวาจาจำนวน 4.30 ชั่วโมง วันที่ 17 เม.ย. จะเป็นฝ่ายไทยแถลงโต้ด้วยวาจาในเวลาเท่านั้น ก่อนที่วัน 18 เม.ย. กัมพูชาจะแถลงปิดคดี ตามด้วยของไทยในวันที่ 19 เม.ย. ซึ่งศาลจะนัดฟังคำพิพากษาในช่วงปลายปีระหว่าง ต.ค.ธ.ค. แต่สิ่งที่เป็นห่วงอยู่ที่การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในกรณีที่ไทยต้องเป็นฝ่ายแพ้คดี
“แนวทางการตัดสินคดีพระวิหารมีอยู่ 2 ทาง ไม่เจ๊าก็เสมอตัว ถ้ากัมพูชาไม่สามารถเอาชนะคดีนี้ได้ คือ ศาลไม่ตีความ เราชนะ ก็อยู่อย่างนั้น อยู่แบบปี 2505 ถ้าศาลตัดสินอีกรูปแบบหนึ่ง คือ กัมพูชาชนะ หมายความว่าเขตแดนก็เป็นไปตามแผนที่ที่เขาออกไว้ ซึ่งเราไม่อยากเห็นกรณีนี้ วุ่นวายแน่นอน”
พวกรักชาติก็จะออกมาปลุกระดม ความไม่เข้าใจก็จะเกิดขึ้น และถ้าศาลตัดสินอย่างนั้น เราไม่รับก็ไม่ได้ เพราะเราอยู่ภายใต้องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ซึ่งยอมรับว่าหนักใจ ไม่ต้องการให้เกิดการสูญเสียชีวิต ปะทะ หรือสู้รบปรบมือกัน...
สิ่งที่กระทบตามมา คือ “ความรู้สึกของคนไทย เป็นสิ่งที่กระทรวงการต่างประเทศ กลาโหม ฝ่ายความมั่นคง และรัฐบาล เป็นห่วงอย่างยิ่ง ฉะนั้น ต้องพยายามสร้างความเข้าใจทั้งสองแนวทาง หากอยู่แบบเดิมง่ายที่สุดไม่ต้องสร้างความเข้าใจ และบริหารจัดการให้ดีขึ้นอย่างไรในอนาคต แต่เมื่อออกเป็นอีกทางก็ไม่อยากให้เกิดความวุ่นวาย ไม่อยากให้ปะทะจนเสียชีวิตเลือดเนื้อ”
ประเมินไว้หรือไม่ว่าถ้าไทยแพ้คดี รัฐบาลจะต้องเจออะไรบ้าง? สุรพงษ์ ตอบอย่างแสดงความกังวล ว่า “เขาก็ต้องใส่ทุกอย่าง ขนาดไม่ทันแพ้ เขาก็ต้องใส่อย่างโน้น อย่างนี้ หาว่ามีผลประโยชน์ ทำให้เสียดินแดน มันเป็นของเดิมๆ คาดการณ์กันได้ไม่ยากว่าจะพูดอะไร และคงจะพูดแต่ของเดิมๆ ที่เคยพูดเมื่อตอนประท้วงครั้งที่แล้ว ที่ยกทีมกันไปบริเวณพื้นที่พิพาท และคงไม่พ้นวิธีการเดิมๆ ปลุกระดมขึ้นมา เรียกร้องรัฐบาลลาออก ไม่หนีจากนี้
“เขาไม่คิดอะไรเพื่ออนาคต คิดใกล้ๆ เท่านั้น เอาให้ได้ชนะ โดยเฉพาะเขาต้องการทุกลมหายใจเข้าออกของชีวิตพวกเขา ต้องการล้มรัฐบาลและกลับมาเป็นรัฐบาล แต่กลับมาเป็นรัฐบาลก็ต้องดู ประชาชนก็ต้องดูว่าตอนเขาเป็นมีอะไรดีขึ้นบ้าง ไปตามทะเลาะเบาะแว้งกับเขาใคร จนไม่มีใครเชิญไปต่างประเทศ
ในความรู้สึกของผม ไม่ต้องการเห็นบางกลุ่มปลุกระดม ไม่อยากเห็นสิ่งเหล่านี้ อยากให้คนเหล่านั้นนั่งคิดไตร่ตรอง ถ้าเสียงส่วนใหญ่เห็นเอาอย่างไร รัฐบาลก็ต้องเอาตามนั้น ก็ต้องว่ากันเพราะเรามันประชาธิปไตย ไม่ใช่คนบางกลุ่มมาปลุกกระแส และสังคมส่วนหนึ่งคล้อยตาม ฉะนั้นเป็นหน้าที่ของหน่วยงานเกี่ยวข้อง ต้องนำเสนอข้อมูลข้อเท็จจริงทั้งหมด ให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจ”
ถ้าไทยแพ้ไทยไม่สามารถโต้แย้ง หรืออุทธรณ์ หรือไม่ยอมรับคำตัดสินได้หรือไม่? คำตอบได้จาก รมว.ต่างประเทศ เป็นคำพูดที่บอกออกมาหนักแน่นว่า “ไม่ได้”
“ศาลอยู่ในระบบยูเอ็น หากเราไม่ปฏิบัติตาม กัมพูชาอาจไปร้องต่อคณะมนตรีความมั่นคงให้บังคับ มันจะมีอะไรต่อเนื่องตามระบบของยูเอ็น เช่น แซงก์ชัน แซงก์ชันการค้าขาย เรื่อยไปจนกระทั่งถึงส่งกองกำลังเข้ามาบังคับคดี เอาแค่เฉพาะแซงก์ชันเราก็ตายแล้ว...
...เราเอาเลื่อยไปผ่าโลกแยกออกจากกันไม่ได้ มันต้องอยู่อย่างนี้ เช่น ประชาคมยุโรป บ้านหลังหนึ่งอยู่สองฝั่งได้ อย่าง ฝรั่งเศสกับเยอรมนี ไม่เห็นมีใครไปผ่าออกเลย ฉะนั้น มันต้องอยู่ด้วยกัน ไม่อยากเห็นกรณีนี้ แต่อยากเห็นกรณีที่เขาไม่ชนะ ศาลไม่รับฟังสิ่งที่เขาเรียกร้อง วันนี้เรายุติการรบพุ่งกัน มาตรการชั่วคราวก็จบแล้ว ต่างคนต่างอยู่ จากนั้นจะง่ายสำหรับไปบริหารจัดการร่วมกัน หาประโยชน์ร่วมกันให้คนมาเที่ยวเยอะๆ ฝั่งเราและเขาจะได้ขายของ อยู่กันแบบพี่แบบน้องจะเป็นประโยชน์กว่า นี่คือสิ่งที่ผมอยากเห็น”







