posttoday
ติดกับดัก "ประชานิยม" ยิ่งลักษณ์อยู่ไม่ครบเทอม

ติดกับดัก "ประชานิยม" ยิ่งลักษณ์อยู่ไม่ครบเทอม

04 มกราคม 2556

โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย ชุษณ์วัฏ ตันวานิช

โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย ชุษณ์วัฏ ตันวานิช

การเมืองเข้าสู่ศักราชใหม่ 2556 อย่างเป็นทางการแล้ว แน่นอนว่ามีหลายฝ่ายต่างวิเคราะห์ไปต่างๆ นานา ว่าการเมืองไทยในปีนี้จะออกมาไปในทางโน้นบ้างทางนี้บ้าง โดยส่วนใหญ่ล้วนแล้วมีความเห็นว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นปัจจัยที่นำไปสู่ความรุนแรงและเป็นภัยต่อรัฐบาล

ทว่า มีมุมมองอีกมุมมองหนึ่งที่เห็นแบบแตกต่างว่า การรื้อกฎหมายสูงสุดของประเทศไม่ใช่ตัวชี้วัดทิศทางการเมือง แต่อยู่ที่ตัวนโยบายและยุทธศาสตร์ของรัฐบาลเองต่างหากที่เป็นตัวบอกว่ารัฐบาลจะอยู่หรือไม่ ซึ่ง “คำนูณ สิทธิสมาน” สว.สรรหา ได้อธิบายถึงสมมติฐานนี้กับ “โพสต์ทูเดย์” เอาไว้อย่างน่าสนใจ

“ความขัดแย้งที่ดำรงอยู่มา 67 ปี ก็จะยังดำรงอยู่และดำเนินต่อไป แต่หลังจากที่รัฐบาลตัดสินใจไม่เดินหน้าลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 ที่ค้างอยู่ โดยหันมาใช้การทำประชามติก่อน แนวโน้มที่อาจเกิดวิกฤตความรุนแรงก็ลดลงไป...

...กว่าจะทำประชามติได้ก็ต้องอีก 4 เดือนประมาณเดือน เม.ย. สมมติว่าประชามติผ่านก็ต้องใช้เวลาเลือกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) อีก 4 เดือน และให้สมาชิก ส.ส.ร.ทำงานอีก 8 เดือน เบ็ดเสร็จปลายปี 2557 ถึงจะเห็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรูปเป็นร่าง ซึ่งมันมีโอกาสพลิกผันได้อีกมาก ส่วนร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง ดูเหมือนว่ารัฐบาลจะยังไม่เดินหน้า” คำนูณ ประเดิมให้ทัศนะ

สว.สรรหารายนี้คิดว่า สถานการณ์ขณะนี้แรงกดดันอยู่ที่ฝ่ายรัฐบาลเอง ด้านหนึ่งดูเหมือนรัฐบาลคุมเสียงข้างมากเด็ดขาด แต่เอาเข้าจริงๆ กลับทำอะไรไม่ได้มากนัก กลับมีปัญหาความเป็นเอกภาพในหมู่รัฐบาลอยู่ตามสมควร คือ การแบ่งเป็นกลุ่มย่อยต่างๆ ระหว่างกลุ่มคุณทักษิณ คุณยิ่งลักษณ์ และคุณเยาวภา วงศ์สวัสดิ์

“ที่เห็นได้ชัด คือ ที่คุณทักษิณบอกว่าจะกำหนดได้ทั้งหมดก็ไม่ใช่ อย่างน้อยคุณยิ่งลักษณ์ก็มีความเป็นตัวของตัวเองขึ้นมาในระดับสูง ท่านก็สามารถรักษาทีมงานของท่านไว้ เช่น รองนายกฯ กิตติรัตน์ หรือคุณสุรนันทน์ เวชชาชีวะ ก็มีบทบาทสูงขึ้น ทำให้การจัดคณะรัฐมนตรีเป็นแบบแบ่งตามกลุ่มตามก๊วน แทนที่จะเป็นเอกภาพกันและแสวงหาคนที่ดีที่สุดเข้ามาในตำแหน่งมันก็ไม่ใช่ แล้วสิ่งหนึ่งที่เริ่มเป็นปัญหาชัดเจน คือ ทิศทางยุทธศาสตร์ในเรื่องเศรษฐกิจ”

จากปัญหาการเมืองภายในรัฐบาลได้นำมาสู่ปัญหาการบริหารยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยคำนูณมีความคิดเห็นต่อประเด็นนี้ว่า กำลังมีปัญหาอย่างรุนแรง ด้านหนึ่งรัฐบาลกำลังวางแผนจะยกระดับและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศด้วยการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อลงทุนก่อสร้างสาธารณูปโภคครั้งใหญ่ เพื่อสร้างจีดีพีขึ้นมาทดแทนรายได้จากการส่งออกที่หดหายจากวิกฤตเศรษฐกิจในยุโรปและสหรัฐ แต่รัฐบาลก็ต้องมาติดกับดักตัวเองจากนโยบายประชานิยมที่กำลังมีปัญหา

“ในขณะที่เรากำลังจะกู้เงินก้อนใหญ่ 2 ล้านล้านบาท เรากลับต้องมามีกับดักในเรื่องจำนำข้าวอยู่ เพราะโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดในราคาสูงกว่าตลาดโลก 40% ทำให้ภาระงบประมาณที่ต้องมาใช้ให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในปี 2556 ก็มีปัญหา กระทรวงพาณิชย์เองก็ไม่รู้ว่าจะขายข้าวได้หรือไม่ และถ้าส่งเงินให้ ธ.ก.ส.ไม่ได้แล้ว ธ.ก.ส.ไม่มีเงินไปรับจำนำต่อหรือเงินถึงมือชาวนาช้าจะเกิดอะไรขึ้น ทั้งหมดมันเป็นปัญหาทั้งนั้น...

นี่เฉพาะนโยบายเดียว ยังไม่รวมถึงนโยบายอื่นอย่าง 300 บาท ที่จะประกาศใช้เต็มพื้นที่ในปี 2556 มันจะกระทบกระเทือนแค่ไหน รถคันแรกเป็นเพียงดีมานด์เทียม บริษัทรถก็แฮปปี้ ตัวเลขก็ดีหมด จีดีพีก็ขึ้นสูง แต่ถ้าปี 2556 พอส่งมอบหมดแล้วอะไรจะเกิดขึ้น หากคนที่รับไปเกิดเป็นหนี้เสียขึ้นมา หรือหากเกิดการทำประชามติไม่ผ่านขึ้นมามันมีปัญหาตามมาอีกเยอะ เพราะฉะนั้นที่เคยคิดกันว่ารัฐบาลอยู่ครบวาระแน่นอนมันอาจจะไม่เกิดขึ้นก็ได้ก็เลยมีคนวิเคราะห์ว่า ช่วงเดือน มิ.ย .2556 โอกาสจะยุบสภาก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มี”

คำนูณ ทิ้งท้ายถึงปัญหาการเมืองที่เป็นปัญหาใหญ่ไม่แพ้กันว่า บ้านเมืองในเวลานี้ไม่มีคนที่ยิ่งใหญ่และทุกฝ่ายเกรงใจที่จะทุบโต๊ะ และเรียกทุกฝ่ายมานั่งคุยกันว่าคุณยอมเสียตรงนี้ได้หรือไม่ แล้วเราเดินหน้าไปด้วยกันและหันมายอมรับความผิดพลาด ถ้ายอมรับด้วยกันทั้งสองฝ่ายแล้วหาทางแก้ไขปัญหา พูดคุยกัน เอากลุ่มพลังทั้งหมดมาตกลงกันก่อนให้ได้ในระดับหนึ่งแล้วรัฐธรรมนูญถึงมาทีหลังก็พอช่วยให้ปัญหาคลี่คลายได้บ้าง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท