posttoday
รื้อสัญญาทวาย

รื้อสัญญาทวาย

04 มกราคม 2556

พม่าเสนอตั้งบริษัทร่วมทุนใหม่ถือสัญญาแทนอิตาเลียนไทยมีปัญหาระดมทุน

พม่าเสนอตั้งบริษัทร่วมทุนใหม่ถือสัญญาแทนอิตาเลียนไทยมีปัญหาระดมทุน

พม่าบีบไทยหนุนตั้ง “โฮลดิงคอมพานี” ถือสัญญาทวายแทน อิตาเลียนไทยฯ

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า รัฐบาลเมียนมาร์ต้องการปรับเปลี่ยน Framework Agree ment โครงการพัฒนานิคมอุตสาห กรรมและท่าเรือน้ำลึก โดยเปลี่ยนคู่สัญญาจากบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ หรือ ITD เป็นบริษัทโฮลดิงคอมพานีใหม่

“เวลานี้พม่าเขาอยากให้เขียน Framework หรือข้อตกลงใหม่ ที่เดิมเขาทำกับบริษัท อิตาเลียนไทยฯ เขาอยากแก้ตรงนั้น เพื่อหาตัวผู้ลงทุนใหม่ ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนที่ตั้งขึ้นมาใหม่ หรือโฮลดิงคอมพานี เพราะเขาเห็นว่าอิตาเลียนไทยฯ ทำงานช้า เนื่องจากไม่สามารถระดมทุนได้ เขาก็อยากแก้ไขสัญญาตรงนี้ และเป็นที่สิทธิรัฐบาลพม่าทำได้” นายอาคม กล่าว

ก่อนหน้านี้ บริษัท อิตาเลียนไทยฯ ได้ร่วมลงนาม Framework Agreement กับ Myanma Port Authority, Ministry of Transport ของเมียนมาร์ เมื่อวันที่ 2 พ.ย. 2553 เพื่อดำเนินการพัฒนาโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย นิคมอุตสาหกรรม และเส้นทางคมนาคมเชื่อมระหว่างประเทศไทยกับสหภาพพม่า

นายอาคม ระบุว่า การจัดตั้งบริษัทร่วมทุนใหม่ถือสัญญาแทนบริษัท อิตาเลียนไทยฯ นั้น ขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป และยังไม่มีการกำหนดสัดส่วนการถือหุ้นว่า บริษัท อิตาเลียนไทยฯ จะถือหุ้นกี่เปอร์เซ็นต์

อย่างไรก็ดี รัฐบาลไทยยืนยันว่าจะไม่เข้าไปถือหุ้นในบริษัทนี้ แต่ให้เป็นการลงทุนของรัฐวิสาหกิจไทยและเอกชน ขณะที่รัฐบาลมีหน้าที่สร้างกลไกที่ทำให้โครงการนี้เกิดขึ้น

นายอาคม กล่าวว่า เพื่อให้โครงการทวายเป็นไปได้ และจูงใจให้นักลงทุนเข้ามาสร้างโรงงานในนิคมและใช้ท่าเรือ รัฐบาลเมียนมาร์ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ท่าเรือน้ำลึก และมอเตอร์เวย์ที่เชื่อมระหว่างชายแดนไทยไปยังนิคมอุตสาหกรรมทวาย หากให้เอกชนลงทุนและเก็บค่าบริการเอง ทำให้ต้นทุนค่าขนส่งสูงมาก เอกชนก็จะไม่มาใช้บริการ

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการสาขาโครงสร้างพื้นฐาน และการก่อสร้างโครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ระบุว่า การพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานระยะเริ่มต้นของทวาย คาดว่าต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 2.7 แสนล้านบาท เป็นการลงทุนในเขตประเทศเมียนมาร์ 1.9 แสนล้านบาท ซึ่งเมียนมาร์จะลงทุนประมาณ 9.6 หมื่นล้านบาท ส่วนอิตาเลียนไทยฯ ลงทุน 1 แสนล้านบาท ซึ่งแน่นอนว่าต้องหานักลงทุนมาช่วย

ส่วนรูปแบบการลงทุนกำหนดไว้ 2 รูปแบบที่เป็นไปได้ คือ 1.ตั้งโฮลดิงถือหุ้นในบริษัทย่อยด้านถนน ท่าเรือ นิคมอุตสาหกรรม ฯลฯ มีข้อดีเพราะจะนำรายได้จากบริษัทย่อยที่มีกำไรมาสนับสนุนบริษัทที่ไม่มีกำไร และ 2.ตั้งบริษัทแยกดำเนินการในแต่ละธุรกิจ ซึ่งจะต้องแล้วเสร็จโดยเร็ว

“โครงการนี้หากยิ่งดำเนินการช้า ต้นทุนก็จะยิ่งสูงขึ้น ตอนนี้ส่วนที่ต้องใช้เงินมากคือการเวนคืนย้ายหมู่บ้านที่มีประมาณ 4,000 หลังคาเรือน โดยรื้อย้ายไปได้เพียง 400-500 หลังคาเรือนเท่านั้น คาดว่าจะใช้ประมาณ 7,500 ล้านบาท และหากดำเนินการล่าช้าก็จะยิ่งใช้งบประมาณสูงขึ้นเพราะราคาที่ดินในพื้นที่ได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับแผนดำเนินโครงการต่างๆ ในฝั่งไทยนั้น จะมีการลงทุนประมาณ 7.6 หมื่นล้านบาท รองรับการขนส่งสินค้าในช่วงแรก” นายชัชชาติ กล่าวประกอบด้วย โครงการทางพิเศษระหว่างเมือง(มอเตอร์เวย์) สายบางใหญ่บ้านโป่งกาญจนบุรี ระยะทาง 96 กม. งบประมาณ 4.5 หมื่นล้านบาท โดยอยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะเชื่อมต่อไปยังด่านชายแดนบ้านพุน้ำร้อนอีกประมาณ 70 กม. วงเงินประมาณ 1 หมื่นล้านบาท และการเชื่อมต่อทางรถไฟที่ให้ปรับแผนโดยเร่งรัดการลงทุนทางรถไฟจากเดิมที่อยู่ในเฟสสุดท้ายปี 2563 มาดำเนินการในเฟสแรกก่อนเพื่อให้พร้อมรองรับการขนส่งสินค้าที่สามารถผลิตได้ในช่วงแรก"

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง