
กู้เงินบริหารน้ำล่มฟ้องรัฐบริหารล้มเหลว
ติดเครื่องไม่ติดจริงๆ สำหรับ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน
ติดเครื่องไม่ติดจริงๆ สำหรับ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
เพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 วงเงิน 3.5 แสนล้านบาท ที่ดีเดย์มาตั้งแต่ต้นปี 2555
รัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงินดังกล่าวหลังน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2554 โดยยืนยันว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนต้องออกกฎหมายพิเศษกู้เงินฟื้นฟูความเสียหายหลังน้ำท่วม
ขณะที่ฝ่ายค้านไม่เห็นด้วย เพราะเห็นว่ารัฐบาลสามารถใช้งบประมาณปกติได้ เพื่อให้ง่ายต่อการตรวจสอบ เกิดความโปร่งใสไม่เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน จนต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งสุดท้าย พ.ร.ก.กู้เงินก็ผ่านมาได้ชนิดที่รัฐบาลต้องลุ้นเหนื่อย
อย่างไรก็ตาม ผลงานการกู้เงินวันนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า การออก พ.ร.ก.ของรัฐบาลมีความจำเป็นเร่งด่วนจริงหรือไม่
หากนับถึงวันนี้ พ.ร.ก.มีผลบังคับใช้มาแล้วเป็นเวลา 1 ปี มีการเบิกจ่ายเงินกู้ไปแล้ว 4,000ล้านบาท หรือประมาณ 1% ของเงินกู้ทั้งหมดเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่น้อยเมื่อเทียบกับวงเงินกู้รวม หรือเวลาที่ผ่านล่วงเลยมาถึง 1 ปี
ขณะที่การอนุมัติจัดสรรงบเงินกู้ลงทุนระบบน้ำ โดยคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) และเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบทั้งสิ้น 3 หมื่นล้านบาท สำนักงบประมาณจัดสรรงบให้แล้ว 2.2 หมื่นล้านบาท โดยกระทรวงการคลังที่รับผิดชอบกู้เงินได้สำรองเงินก้อนแรกไว้ 1 หมื่นล้านบาท
จะเห็นว่า การบริหารเงินกู้ พ.ร.ก. 3.5 แสนล้านบาท ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะหากเป็นการเร่งด่วนตามเจตนารมณ์ของกฎหมายจริง การกู้เงินและการดำเนินก่อสร้างโครงการต่างๆ คงไปได้ไกลกว่านี้
ผลงานกู้เงินที่ออกมา จึงเป็นตราประทับว่า การดำเนินการทุกส่วนฟ้องว่าไม่มีความพร้อม โดยเฉพาะโครงการที่จะมาใช้เงินกู้ที่วันนี้มีโครงการไม่ถึง 10% ของวงเงินที่ต้องใช้ ขณะที่การเบิกจ่ายเงินก็เป็นการตอกย้ำการใช้เงินกู้ไม่เร่งด่วนและยังดำเนินการล่าช้าอีกต่างหาก ส่งผลให้ภาพรวมการกู้เงินของกระทรวงการคลังเกยตื้น เพราะไม่กล้ากู้เงินมากองไว้ก็เสียดอกเบี้ยไปเปล่าๆ
จากข้อมูลของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ระบุว่าการกู้เงินก้อนแรกจำนวน 1 หมื่นล้านบาท เสียอัตราดอกเบี้ย 3.4944% ต่อปี ซึ่งเงินกู้ก่อนนี้เพิ่งมีการเบิกจ่ายไป 4,000 ล้านบาท นั้นหมายความว่ามีเงินอีก 6,000 ล้านบาท ที่นอนกองเสียดอกเบี้ยไปเปล่าๆ ทุกวัน
ปัญหาที่ตามมาจากนี้ของ พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท คือ เงินกู้ที่เหลืออีก 3.4 แสนล้านบาท จะต้องกู้ทั้งหมดภายในเดือน มิ.ย. 2556 ซึ่งตามความเข้าใจเบื้องต้นก็คือเวลาที่เหลืออีก 6 เดือน รัฐบาลต้องใช้เงินกู้ดังกล่าวให้หมด
อย่างไรก็ตาม พ.ร.ก.กู้เงินดังกล่าวมีช่องโหว่อย่างมาก เพราะกำหนดว่าต้องกู้เงินภายในเดือน มิ.ย. 2556 เท่านั้น ไม่ได้กำหนดว่าต้องไปลงทุนหรือเบิกจ่ายให้เสร็จเมื่อไร
เมื่อเป็นเช่นนี้ การออก พ.ร.ก.กู้เงินครั้งนี้ จึงเป็นเหมือนการเซ็นเช็คเปล่า ให้รัฐบาลใช้จ่ายได้ตามใจชอบอย่างที่นักวิชาการและฝ่ายค้านพยายามท้วงติงไว้ตั้งแต่ตอนแรกที่รัฐบาลเดินหน้าออก พ.ร.ก.
เป็นที่แน่นอนเวลาที่เหลือ 6 เดือน รัฐบาลไม่สามารถจะอนุมัติเห็นชอบโครงการ 3.4 แสนล้านบาท มาลงทุนเบิกจ่ายได้หมด แต่รัฐบาลก็จะใช้ช่องว่างของกฎหมายให้กระทรวงการคลังเซ็นสัญญากู้เงินทั้งหมดไว้ก่อนที่จะถึงกำหนดเส้นตาย ซึ่งเท่ากับว่ารัฐบาลกู้เงินกองไว้เป็นภูเขาทั้งๆ ที่ยังไม่รู้จะไปทำโครงการอะไร ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่เสียวินัยการเงินการคลัง
ประเด็นเรื่องการใช้เงินตามนโยบายของรัฐบาลเป็นที่ถูกจับตาของสถาบันการจัดอันดับอย่างมาก ทั้งประเด็นการกู้เงินจำนวนมหาศาลไปใช้ในโครงการประชานิยม ขณะที่การกู้เงินเพื่อการลงทุนก็ไม่ขยับเดินหน้าเป็นอุปสรรคกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
แม้แต่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ยังต้องปรับลดการขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 2555 เหลือ 5.5% จากเดิม 6.5% เพราะการเบิกจ่ายเงินกู้ พ.ร.ก. 3.5 แสนล้านบาท หยุดชะงักเดินหน้าไม่ได้
ความล้มเหลวของการกู้เงิน มาจากรัฐบาลไม่มีความพร้อมที่จะบริหารโครงการมาลงทุน แม้ว่าจะมีการคัดเลือกผู้รับเหมาโครงการลงทุนระบบน้ำ 10 แผนงาน กรอบวงเงิน 3 แสนล้านบาท ในพื้นที่ 8 ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา และ 17 ลุ่มน้ำอื่นทั่วประเทศ แต่การดำเนินการให้ได้จริงเป็นเรื่องที่ไม่ได้ง่ายและต้องใช้เวลา เพราะยังต้องมีกระบวนการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และการเวนคืนที่ดินจากประชาชนคืนเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นด่านหินที่รัฐบาลผ่านไปยาก
ที่น่าเป็นห่วงคือ เมื่อโครงการที่ควรทำแต่ทำไม่ได้ ก็จะกลายเป็นช่องให้รัฐบาลยัดโครงการเบี้ยหัวแตกมาใช้เงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท เหมือนกับหลายโครงการที่ใช้เงินกู้เร่งด่วน 1.2 แสนล้านบาท และพบว่ามีการทุจริตคอร์รัปชันจำนวนมาก และมีบางโครงการที่ถูกฝ่ายค้านหยิบขึ้นมาอภิปรายจนทำให้รัฐมนตรีที่รับผิดชอบต้องชี้แจงแบบขอไปทีก็เห็นมาแล้วเมื่อปลายปีที่ผ่านมา
การกู้เงินบริหารน้ำที่เข็นไม่ขึ้น ยังชี้ให้เห็นว่า การบริหารของรัฐบาลมีความคลาดเคลื่อนสูง ตั้งเป้าไกลไปไม่ถึง เป็นการส่งสัญญาณที่ผิดให้กับนักลงทุน ตั้งแต่เป้าการส่งออกที่ว่าจะโต 15% แต่ทำได้ 5% มาวันนี้การกู้เงินที่บอกว่าจำเป็นเร่งด่วนแต่กลับทำไปได้แค่คืบ ส่งผลให้เศรษฐกิจที่รัฐบาลตีฆ้องร้องป่าวจะให้โต 78% ในปีที่ผ่านมา โตได้จริงที่ 5% เท่านั้น
การกู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท ที่ไม่เห็นอนาคต ยังอาจกลายเป็นต้นแบบไปถึงการออก พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาท เพื่อไปลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ที่อาจจะมีการเปิดช่องโหว่กู้เงินเหมือนกับการออก พ.ร.ก. ที่ผ่านมา โดยในการออก พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท รัฐบาลจะดำเนินการภายใน 7 ปี ซึ่งหากประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ก็จะเป็นการกู้เงินทั้งหมดภายใน 7 ปี แต่โครงการจะสร้างเมื่อไรไม่มีใครบอกได้ เพราะไม่มีการกำหนดไว้ในกฎหมาย
การทำดังกล่าวเป็นการเสียวินัยการเงินการคลัง เพราะรัฐบาลมีข้อจำกัดจากการใช้เงินในงบประมาณ เพราะไปใช้ในโครงการประชานิยมจำนวนมาก ทำให้มีงบลงทุนเหลือน้อย ทำให้ต้องมาออกกฎหมายเซ็นเช็คเปล่ากู้เงินไปลงทุน เป็นความเสี่ยงวินัยการเงินการคลังของประเทศ และยังเป็นแหล่งเพราะเชื้อโรคคอร์รัปชันให้เพิ่มมากขึ้นไปอีก ทั้งหมดจึงเป็นประจักษ์พยานฟ้องการบริหารงานประเทศที่ล้มเหลวของรัฐบาล
เพราะอย่างที่รู้กันว่าเศรษฐกิจปี 2556 จะขยายตัวได้น้อยกว่าปี 2555 ที่ผ่านมา และเศรษฐกิจในปีนี้ต้องการเงินลงทุนมากระตุ้นเศรษฐกิจจำนวนมาก ทำแทนการส่งออกที่หดตัวรุนแรง แต่เมื่อการลงทุนของรัฐบาลยังทำได้เหมือนเต่าคลานไม่รวดเร็วเหมือนโครงการประชานิยมรถคันแรกที่ยอดทะลุใช้เงินคืนผู้ซื้อรถถึง 9.1 หมื่นล้านบาท เห็นทีเศรษฐกิจไทยจะเป็นเหมือนเศรษฐกิจในยุโรปในไม่ช้า







