posttoday
บาทแข็ง-เย็นอ่อน

บาทแข็ง-เย็นอ่อน

03 มกราคม 2556

ก่อนหน้านี้ เป็นที่เข้าใจกันว่าสกุลเงินตราต่างประเทศที่มีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทมากที่สุด รองจากเงินเหรียญสหรัฐ ก็คือเงินเยนของญี่ปุ่น

ก่อนหน้านี้ เป็นที่เข้าใจกันว่าสกุลเงินตราต่างประเทศที่มีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทมากที่สุด รองจากเงินเหรียญสหรัฐ ก็คือเงินเยนของญี่ปุ่น

แต่ใน 2 เดือนที่ผ่านมา ในขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทค่อนข้างคงที่ที่ระดับประมาณ 30.70 บาทต่อเหรียญสหรัฐ อัตราแลกเปลี่ยนเงินเยนกลับอ่อนลงประมาณ 10% คือจากระดับ 78 เป็น 86 เยนต่อเหรียญสหรัฐ

คนที่ไม่ได้ติดตามตลาดแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิดอาจไม่รู้สึกผิดสังเกต แต่สำหรับผม ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมีความไม่ปกติอยู่หลายประการ ดังนี้

หนึ่ง กลุ่มอุตสาหกรรมในประเทศโดยปกติจะอยากเห็นดอกเบี้ยต่ำและค่าเงินอ่อน เพื่อลดต้นทุนของการกู้ยืม และเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ

ไม่ทราบเป็นเพราะปัญหาขัดแย้งภายในสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยหรือไม่ ที่ทำให้บทบาทหน้าที่การงานต่างๆ หยุดชะงักไปหมด ทั้งด้านวิชาการ ด้านนโยบาย ด้านประชาสัมพันธ์ ตลอดจนด้านการเป็นกระบอกเสียงให้กับธุรกิจส่งออกของสมาชิก จึงทำให้ไม่มีเสียงเรียกร้องเหมือนเช่นเคยให้ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ดูแลค่าเงินบาทให้สอดคล้องกับค่าเงินเยนที่อ่อนลง

สอง รัฐบาลโดยปกติจะต้องการให้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนด้านอัตราแลกเปลี่ยน แม้ในช่วงหาเสียงพรรคเพื่อไทยจะประกาศนโยบายบาทแข็ง แต่หลังจากการบริหารเศรษฐกิจไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ก็กลับลำเรียกร้องให้ ธปท. ทำค่าเงินให้อ่อนเพื่อช่วยการส่งออก

อาจเป็นเพราะเรื่องโกหกสีขาวที่ทำให้กระทรวงการคลังกับทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลอ่อนแอปวกเปียกลง ไม่เป็นที่น่าเชื่อถือของสาธารณชนมากพอที่จะไปโต้แย้งหรือต่อรองกับ ธปท. ทำให้ในครั้งนี้เราไม่ได้เห็นความพยายามจากฝ่ายรัฐบาลในการเรียกร้องให้ ธปท. ดูแลเรื่องค่าเงินให้ดี

สาม อาจเป็นเพราะภาพลักษณ์ของญี่ปุ่นเองเสื่อมลงในฐานะที่เป็น 1 ใน 3 เสาหลักเศรษฐกิจและการเงินของโลก โดยคนหันไปให้ความสำคัญกับจีนและเกาหลีมากขึ้นแทน ทำให้การปรับค่าเงินเยนที่ค่อนข้างเร็วและแรงในครั้งนี้ ไม่ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมในตลาดแลกเปลี่ยนเท่าที่ควร

ผมสังเกตดูกลุ่มประเทศในเอเชียที่เป็นคู่แข่งหลักของญี่ปุ่นในตลาดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ อย่างเกาหลีกับไต้หวัน ในครั้งนี้ค่าเงินก็ไม่ได้ปรับตัวตามญี่ปุ่น นอกจากนี้ ประเทศในอาเซียนที่ใกล้ชิดกับเราอย่างมาเลเซีย ก็แทบจะไม่เห็นการปรับตัวของค่าเงินเช่นกัน

อาจจะด้วยทั้ง 3 เหตุผลข้างต้นที่ทำให้ ธปท. นิ่งนอนใจ ปล่อยให้ค่าเงินบาทลอยตัวอยู่ในระดับที่คิดว่าเป็นธรรมชาติโดยไม่ต้องดูแล

ผลที่ตามมาคือ ค่าเงินบาท (เฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก) แข็งขึ้น และความสามารถในการแข่งขันของเราลดลง โดยที่เราไม่รู้ตัว

ผมอยากแนะนำให้ ธปท. ยึดมั่นในหลักการเดิม และดูแลค่าเงินบาทให้สอดคล้องกับค่าเงินเยนด้วย อย่าเพิ่งด่วนมองข้ามญี่ปุ่น ซึ่งยังคงมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก ตลอดจนยังมีความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนกับประเทศไทยอย่างมหาศาล

หากจะหยิบเอาเงินเยนออกจากสมการอัตราแลกเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นการชั่วคราวหรือถาวร ก็ควรผ่านการวิเคราะห์และพิจารณาทบทวนอย่างรอบคอบเสียก่อน

ผมไม่แปลกใจที่หากปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ค่าเงินบาทจะมีแนวโน้มแข็งกว่าพื้นฐานที่ควรจะเป็น เหตุผลง่ายๆ ก็คือ อัตราดอกเบี้ยในกลุ่มประเทศหลัก คือ สหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ในปัจจุบันนอกจากจะใกล้ศูนย์กันถ้วนหน้าแล้ว ยังมีการนำมาตรการอัดฉีดเชิงปริมาณมาใช้อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้นเป็นลำดับ ทำให้กระแสเงินทุนโลกไหลไปหากลุ่มประเทศที่ยังให้ส่วนต่างดอกเบี้ย ซึ่งรวมถึงประเทศไทยของเราด้วย

ผมไม่รู้สึกแปลกใจเช่นกันที่ทุกครั้งที่มีเรื่องทะเลาะกันระหว่าง ธปท. กับกระทรวงการคลัง หรือกับคนที่ฝ่ายการเมืองส่งเข้ามานั่งในคณะกรรมการของ ธปท. ผู้บริหารของ ธปท. จะเป็นฝ่ายที่ฟังดูมีเหตุมีผลมากกว่า ที่เป็นเช่นนี้เพราะคนนอกมักจะไม่ใคร่รอบรู้เรื่องทฤษฎีการเงิน ประกอบกับสังคมก็ระแวงว่าฝ่ายการเมืองจะมีวาระซ่อนเร้นแอบแฝง

แต่ถึงกระนั้น ผมก็ไม่อยากให้ ธปท. หลงระเริงกับชัยชนะในอดีต หรือโล่งใจกับการปลอดแรงกดดันในปัจจุบัน จนมองข้ามการดูแลเรื่องค่าเงินให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

หากการรักษาค่าเงินให้สมดุลจะทำให้เงินบาทอ่อนค่าไปบ้างเมื่อเปรียบกับเพื่อนบ้านบางประเทศ เช่น มาเลเซีย ก็ไม่น่าจะต้องเป็นกังวล เพราะเศรษฐกิจของมาเลเซียแข็งแกร่งกว่าเรา รวมทั้งมีทรัพยากรธรรมชาติมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำมัน

มองเรื่องทุนสำรองเงินตราต่างประเทศดูบ้าง ระดับทุนสำรองของเราหยุดเติบโตมาเกือบ 2 ปีแล้ว ในขณะที่ของประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้นเกือบทุกประเทศ ผมคิดว่าน่าจะถึงเวลาแล้วที่ ธปท. จะถือโอกาสทยอยสะสมเพิ่มขึ้นไปพร้อมกัน เช่น ในอัตรา 510% ต่อปี

ก่อนจบ ผมอยากเห็นนโยบายการเงินกับนโยบายการคลังมีการสอดประสานกันมากขึ้น แทนที่จะต่างคนต่างทำ และไปกันคนละทิศละทาง เช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ข้อเท็จจริงในวันนี้ คือ รัฐบาลและฝ่ายการเมืองใช้นโยบายการคลังเป็นเครื่องมือในการอัดฉีดและพยุงเศรษฐกิจอย่างสุดความสามารถ ซึ่งเป็นปริมาณที่เกินความพอดีสำหรับสถานการณ์ปกติ ในขณะที่ ธปท. ก็พยายามลดผลกระทบของนโยบายการคลังที่จะเกิดกับเงินเฟ้อ โดยการใช้นโยบายการเงินเป็นตัวหน่วง หรือตัวถ่วงดุล ซึ่งก็ยิ่งทำให้กระทรวงการคลังต้องอัดฉีดหนักขึ้น เพื่อไม่ให้จีดีพีหลุดเป้า

สิ่งที่เกิดขึ้นไม่เป็นผลดีกับประเทศชาติในระยะยาว ทางที่ดีทั้ง 2 ฝ่ายควรหันหน้าเข้าหากัน ประชุมปรึกษาหารือร่วมกัน ตลอดจนอาจทำแบบจำลองเศรษฐกิจร่วมกัน จะเป็นประโยชน์มากกว่า

ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทยในวันนี้ น่าจะเป็นนโยบายการคลังที่มีวินัยมากขึ้น แลกเปลี่ยนกับนโยบายการเงินที่ผ่อนปรนลง

สวัสดีปีใหม่ครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท