
เศรษฐกิจจีน ปัจจัยกำหนดราคายางปี 2556
โดย...ส่วนเศรษฐกิจภาค สำนักงานสาขาภาคใต้
โดย...ส่วนเศรษฐกิจภาค สำนักงานสาขาภาคใต้
ธนาคารแห่งประเทศไทย
จีนเป็นผู้บริโภคยางอันดับ 1 ของโลก จากข้อมูลของ International Rubber Study Group (IRSG) พบว่า ในปี 2555 จีนมีการบริโภคยางมากถึง 3.79 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 34 ของการบริโภคยางโลก ในขณะที่จีนมีผลผลิตภายในประเทศเพียง 7.64 แสนตัน ความต้องการใช้อีก 3,024,000 ตัน หรือร้อยละ 74.7 ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ
โดยในปี 2554 จีนมีการนำเข้ายางจาก 4 ประเทศหลัก คือ ไทย ร้อยละ 43.6 มาเลเซีย ร้อยละ 24.9 อินโดนีเซีย ร้อยละ 16.2 และเวียดนาม ร้อยละ 4.1 ของการนำเข้ายางของจีนตามลำดับ
เมื่อพิจารณาตลาดส่งออกยางของไทย พบว่าจีนเป็นตลาดส่งออกยางหลักที่สำคัญที่สุดของไทย ช่วงเวลา 10 เดือนแรกของปี 2555 ไทยส่งออกยางแปรรูปรวมยางคอมพาวด์ 2,973,800 ตัน เป็นการส่งออกไปจีนถึง 1,414,000 ตัน คิดเป็นร้อยละ 47.6 ของปริมาณการส่งออกยางแปรรูปรวมยางคอมพาวด์
ดังนั้น เศรษฐกิจจีนจึงมีความสำคัญต่อไทยมาก ทั้งด้านการส่งออกและราคายาง
ทว่า ตั้งแต่กลางเดือน ก.พ. 2554 ราคายางได้ลดลงอย่างต่อเนื่องจากหลายปัจจัย อาทิ ปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา และปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะของสหภาพยุโรป ซึ่งทั้งสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของจีน จึงทำให้เศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงมากในปี 2555 ส่งผลให้ราคายางลดลงจากกิโลกรัมละ 180 บาท มาอยู่ที่กิโลกรัมละ 90 บาทในช่วงสิ้นปี
ช่วงต้นปี 2555 จึงมีกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางจำนวนมากออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือ
อย่างไรก็ตาม มาตรการต่างๆ ของรัฐบาลดูเหมือนจะไม่ประสบผลสำเร็จ ราคายางไม่สูงขึ้นตามที่รัฐบาลได้ประกาศไว้ที่ 120 บาท/กก. โดยช่วงต้นเดือน ธ.ค. 2555 ราคายังคงทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 80 บาท/กก.
จากที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนและราคายางเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
ทั้งนี้ ธนาคารโลกได้ประมาณการอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP’s Growth) ของจีน ปี 2556 ว่าจะเติบโตร้อยละ 8.1 สูงกว่าปี 2555 ที่ประมาณไว้ร้อยละ 7.7 จากปัจจัยบวกหลายประการ อาทิ เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2555 ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (เฟด) ได้ออกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบที่ 4 (Quantitative Easing 4 : QE 4) แสดงให้เห็นว่าเฟดไม่ต้องการให้สหรัฐอเมริกาเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ จึงมีการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง จนกว่าจะมั่นใจว่าเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาจะสามารถฟื้นตัวได้จริง
ปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะของสหภาพยุโรปคาดว่าจะคลี่คลายดีขึ้น และที่สำคัญในเดือน มี.ค. 2556 จีนจะมีประธานาธิบดีคนใหม่ คือ สีจิ้นผิง คาดว่าจีนจะมีความชัดเจนด้านนโยบายเศรษฐกิจ และจะมีมาตรการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ เพื่อกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจภายในประเทศ
ฉะนั้น ยางพารามีทิศทางราคาปรับตัวสูงขึ้น หลังจากปรากฏสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน น่าจะเป็นแรงหนุนให้ตลาดยางพาราโลกกลับมาขยายตัวดีขึ้น ทั้งในด้านปริมาณและราคา
นอกจากนี้ ยังมีแรงหนุนเสริมจากการอ่อนค่าของเงินเยน ประกอบกับอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตยางรายใหญ่อันดับ 2 รองจากไทย คาดการณ์ว่าผลผลิตยางพาราในปี 2556 อาจลดลงร้อยละ 8.9 ซึ่งความร่วมมือของประเทศผู้ผลิตยางรายสำคัญ คือ ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ในการรักษาเสถียรภาพยาง น่าจะช่วยดึงราคายางให้สูงขึ้น
โดยราคายางพาราในตลาดล่วงหน้าโตเกียวล่าสุด เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2555 ปรับตัวแตะระดับสูงสุดในรอบ 7 เดือน และสูงขึ้นกว่าร้อยละ 40 หากเทียบกับจุดที่เคยลงไปต่ำสุดเมื่อกลางเดือน ส.ค. 2555
ทั้งนี้ จากปัจจัยดังที่กล่าวมาข้างต้น น่าจะเป็นผลทำให้การส่งออกยางพาราของไทยกลับมาขยายตัวดีขึ้น จากปัจจัยด้านราคาเป็นสำคัญ
ดังนั้น การส่งออกยางพาราในปี 2556 อาจมีมูลค่าเพิ่มขึ้นมาที่ระดับ 11.05 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 1520 จากมูลค่า 8,740 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือหดตัวกว่าร้อยละ 31 ในปี 2555
กระนั้น ก็ยังคงเป็นระดับที่น้อยกว่าในปี 2554 ที่ไทยเคยทำสถิติส่งออกยางพาราสูงสุดเป็นประวัติการณ์ด้วยปริมาณ 3.4 ล้านตัน มูลค่า 12,698 ล้านเหรียญสหรัฐ
เมื่อเป็นเช่นนี้ ราคายางในปี 2556 จึงน่าจะมีทิศทางที่ดีกว่าปี 2555







