
5เรื่องร้อนปีนี้บทพิสูจน์กึ๋นยิ่งลักษณ์
สถานการณ์ทิศทางประเทศไทยปี 2556 ยังคงร้อนแรงต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา มีหลากประเด็นร้อนที่อาจเป็นปัจจัยนำไปสู่วิกฤตของความขัดแย้งเพิ่มขึ้น อันเนื่องมาจากนโยบายของรัฐบาลที่ยังไม่สะเด็ดน้ำ ทั้งด้านเศรษฐกิจและทางการเมือง
สถานการณ์ทิศทางประเทศไทยปี 2556 ยังคงร้อนแรงต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา มีหลากประเด็นร้อนที่อาจเป็นปัจจัยนำไปสู่วิกฤตของความขัดแย้งเพิ่มขึ้น อันเนื่องมาจากนโยบายของรัฐบาลที่ยังไม่สะเด็ดน้ำ ทั้งด้านเศรษฐกิจและทางการเมือง
5 เรื่องสำคัญ ที่ต้องจับตามองกันเป็นพิเศษ
1.การแก้ไขรัฐธรรมนูญ กรณีรัฐบาลจะทำประชามติถามความเห็นประชาชนว่า จะเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับเพื่อให้สภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มาร่างรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ ภายในกลางปีนี้จะได้รู้กัน
สิ่งสำคัญของการทำประชามติคราวนี้ คือ เป็นการเดิมพันอนาคตรัฐบาล และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพราะหากแพ้ขึ้นมาจะทำให้รัฐบาลอ่อนแอลงและสูญเสียความชอบธรรมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญอีก ในขณะเดียวกันหากประชามติผ่านรัฐบาลก็เดินหน้าโหวตวาระ 3 ที่ค้างอยู่ หากผ่านก็ตั้ง ส.ส.ร.มาจัดทำกฎหมายสูงสุดของประเทศฉบับใหม่ได้ ซึ่งอาจช่วยปูทางให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางกลับไทยได้สะดวกขึ้น
2.ลุ้นศาลโลกชี้ขาดคดีปราสาทพระวิหาร
ปีนี้ถึงกำหนดชี้ขาดกรณีพิพาทปราสาทพระวิหารระหว่างไทยกัมพูชา นับแต่คณะกรรมการมรดกโลกขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกตั้งแต่ปี 2551 การกระทบกระทั่งกันด้วยกำลังทหารของทั้งสองฝ่ายเกิดขึ้นเป็นระยะๆ และเมื่อวันที่ 28 เม.ย. 2554 กัมพูชาได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลโลกตีความคำตัดสินคดีปราสาทพระวิหารเกี่ยวกับพื้นที่รอบปราสาท และขอให้ศาลสั่งให้ไทยถอนทหารออกจากพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 30-31 พ.ค. 2554 ศาลโลกนัดคู่ความทั้งสองประเทศชี้แจงด้วยวาจารอบแรก จากนั้นให้ส่งเอกสารคำชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร และในวันที่ 15-19 เม.ย.ปีนี้ ศาลโลกจะนั่งบัลลังก์รับฟังการชี้แจงด้วยวาจาเป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นอีกไม่น้อยกว่า 6 เดือน ศาลน่าจะมีคำวินิจฉัยตีความออกมา
ไม่ว่าคำพิพากษาจะออกมาอย่างไร ล้วนแต่มีผลกระทบต่อรัฐบาล กรณีศาลไม่วินิจฉัยประเด็นพื้นที่ รัฐบาลไทยก็จะต้องหาทางผลักดันกองกำลังกัมพูชาให้ออกไปจากเขตแดน แต่หากตัดสินให้พื้นที่รอบปราสาทเป็นของกัมพูชา คลื่นความรู้สึกชาตินิยมอาจส่งผลสะเทือนอย่างหนักหน่วงต่อความมั่นคงของรัฐบาล
3.กู้เงิน 3 แสนล้าน ต่อลมหายใจ ศก.
ปี 2556 รัฐบาลจำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการลงทุนของรัฐบาล ซึ่งนอกจากหัวรถจักรในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแล้วยังมีผลในการยกระดับขีดความสามารถโครงสร้างพื้นฐานของประเทศครั้งใหญ่นับแต่วิกฤตเศรษฐกิจ 2540 ทั้งโครงการรถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง 4 ภาค รถไฟรางคู่ และการลงทุนโครงการน้ำมูลค่า 3.5 แสนล้านบาท
“กิตติรัตน์ ณ ระนอง” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ยืนยันว่า จะเร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.กู้เงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมและขนส่ง วงเงินไม่เกิน 2 ล้านล้านบาท ระยะ 7 ปี ให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบ โดยตั้งเป้าว่าในปี 2556 จะมีเม็ดเงินจาก พ.ร.บ.กู้เงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเข้าสู่ระบบ 1 แสนล้านบาท ก่อนที่ปีถัดไปจะเบิกจ่ายเงิน 3 แสนล้านบาทต่อปี
นอกจากนี้ จะยังลงทุนระบบบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย ที่มีการเบิกจ่ายเงินจาก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 เพียง 1 หมื่นล้านบาทเท่านั้น ซึ่งรัฐบาลตั้งเป้าหมายว่าปี 2556 จะเบิกจ่ายเงินให้ได้ไม่น้อยกว่า 6-9 หมื่นล้านบาท
ฉะนั้น การกู้เงินเพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมากที่สุดในประวัติศาสตร์ครั้งนี้ จะเป็นบทพิสูจน์การบริหารงานของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี จะประสบความสำเร็จหรือไม่ และที่สำคัญต้องฝ่าข้อครหาเรื่องทุจริตคอร์รัปชันไปให้ได้ ไม่เช่นนั้นรัฐบาลจะพังครืนทันที
4.เอสเอ็มอีอ่วมพิษค่าแรง 300 บาท
การปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวันทั่วประเทศ มีผลบังคับใช้แล้ว ซึ่งผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นบริษัทหรือนิติบุคคลที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท รายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท หรือลูกจ้างไม่เกิน 200 คน 2.9 ล้านราย กระอักไปตามกัน
เนื่องจากการปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำรอบแรกเมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2554 ที่เพิ่มขึ้น 40% เมื่อรวมกับการปรับเพิ่มค่าจ้างรอบสองเมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2556 อีก 20% ส่งผลให้ในห้วงเวลาไม่ถึง 1 ปี ธุรกิจมีต้นทุนค่าจ้างเพิ่มขึ้น 60% ซึ่งทำให้ต้นทุนการทำธุรกิจเพิ่มขึ้นในอัตรา 910% ไม่นับรวมต้นทุนวัตถุดิบ ต้นทุนขนส่ง และต้นทุนอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ต้นทุนการทำธุรกิจโดยรวมอยู่ที่ 23.4%
ทั้งนี้ มีข้อเสนอให้เยียวยาธุรกิจเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบ 27 มาตรการ แต่รัฐบาลเห็นพ้องกับข้อเสนอเอกชนเพียง 11 มาตรการเท่านั้น บางมาตรการมีถอนข้อเสนอไปก่อน และมี 67 มาตรการ ที่รัฐบาลเห็นต่างจากภาคเอกชนและทีท่าทีไม่สนองกับข้อเสนอเหล่านี้ โดยเฉพาะการจัดตั้งกองทุนชดเชยค่าจ้างให้กับนายจ้าง
อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลยืนยันว่ามีมาตรการเยียวยาเอสเอ็มอีและจะติดตามผลกระทบใกล้ชิด แต่มีศูนย์วิจัยและพยากรณ์เศรษฐกิจหลายแห่งประเมินว่า อาจมีเอสเอ็มอีที่ต้องปิดกิจการไม่น้อยกว่า 8 แสนราย มีแรงงานจะถูกเลิกจ้างนับล้านคน แต่แรงงานบางส่วนจะย้ายไปสู่ภาคเกษตรและเข้าสู่การจ้างงานในส่วนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนส่งและระบบน้ำ
ปีนี้จึงเป็นปีที่ท้าทายและยากลำบากของทั้งนายจ้างที่จะปรับตัวพยุงธุรกิจให้ผ่านพ้นปีนี้ไปให้ได้ ซึ่งไม่ง่ายเลย และต้องถามว่าเป็นธรรมกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีหรือไม่ที่ต้องแบกรับภาระจากนโยบายหาเสียงของรัฐบาล ในขณะที่รัฐบาลแทบไม่มีมาตรการใดๆ ที่มุ่งช่วยเหลือเอสเอ็มอีอย่างตรงจุด ปรากฏการณ์การปิดตัวธุรกิจน่าจะทยอยให้เห็นตั้งแต่กลางปีหน้า
5.จับตาแข่งเดือดทีวีดิจิตอล
ปีที่แล้วประเด็นร้อนของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. อยู่ที่การประมูล 3จี ซึ่งปีนี้ยังต้องติดตามต่อเนื่องถึงคดีความที่ยังคงค้างอยู่ในศาล รวมถึงการบังคับให้ผู้ประกอบการลดอัตราค่าบริการ ว่าจะทำได้มากน้อยเพียงใด
สำหรับปีนี้ประเด็นที่ต้องติดตาม คือ การประมูลโทรทัศน์ระบบดิจิตอลภาคพื้นดิน หรือทีวีดิจิตอล งานใหญ่ของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ซึ่งเดิมการให้ใบอนุญาตบริการโครงข่ายและสิ่งอำนวยความสะดวก จะเริ่มในช่วงปลายปีที่ผ่านมา แต่การออกกฎ ระเบียบ กติกาต่างๆ ยังไม่แล้วเสร็จ ทุกอย่างจึงต้องเริ่มต้นที่ปีนี้ ท่ามกลางภาพที่ยังไม่ชัดเจน
ทั้งนี้ กสท.นำร่องโครงการทีวีดิจิตอล ด้วยการลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกับสถานีโทรทัศน์ช่อง 5, 9 และ 11 เพื่อทดลอง ทดสอบ การออกอากาศระบบดิจิตอลบนโครงข่ายเดิม เพื่อให้ผู้ชมได้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น ก่อนที่จะเปิดประมูลช่องรายการจำนวน 24 ช่อง สำหรับภาคธุรกิจในช่วงกลางปีนี้ ซึ่งผู้ประกอบการต้องการเห็นความชัดเจนในเรื่องเม็ดเงินลงทุน ซึ่งตอนนี้กำหนดอย่างกว้างๆ ตั้งแต่หลักร้อยถึงพันล้านบาท คาดว่าได้ข้อสรุปราคาตั้งต้นการประมูลไม่เกินไตรมาสแรกของปีนี้
อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่ยังไม่ได้ข้อสรุป แต่ในที่ประชุมคณะกรรมการได้เสนอสูตรในการประมูลหลายรูปแบบ อาทิ ผู้ประกอบการ 1 ราย ประมูลได้ 3 ช่อง (ช่องทั่วไปเด็กข่าว) เพื่อจูงใจผู้ประกอบการให้คุ้มค่าในเชิงธุรกิจ
ทีวีดิจิตอลจึงเป็นประเด็นร้อนที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในปีนี้ รวมทั้งมีระเบิดเวลารออีกหลายลูกสำหรับ กสทช. ทั้งวิทยุชุมชน เคเบิลและทีวีดาวเทียม ซึ่งกฎ ระเบียบ มาตรการต่างจะทยอยประกาศใช้ในปีนี้ แต่จะสามารถจัดระเบียบได้มากน้อยเพียงใดต้องติดตาม







