
ชำแหละแผน ฟิสคัส คลิฟ หนี้พอก จ่ายภาษีหนัก ส่อฉุด ศก.ดิ่ง
หลังจากที่ทำเอานักลงทุนทั่วโลกลุ้นกันตัวโก่งจนถึงวินาทีสุดท้าย ในที่สุดสหรัฐก็คลอดแผนหลีกเลี่ยงหน้าผาการคลัง หรือ “ฟิสคัล คลิฟ” ได้สำเร็จ
หลังจากที่ทำเอานักลงทุนทั่วโลกลุ้นกันตัวโก่งจนถึงวินาทีสุดท้าย ในที่สุดสหรัฐก็คลอดแผนหลีกเลี่ยงหน้าผาการคลัง หรือ “ฟิสคัล คลิฟ” ได้สำเร็จ
โดย...ณัฐสุดา จิตตปาลพงศ์
หลังสภาผู้แทนราษฎรเมืองลุงแซมมีมติอนุมัติแผนฉบับดังกล่าว เมื่อวันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา
นับเป็นข่าวดีต้อนรับปีใหม่ที่นักลงทุนทั่วโลกต่างเฝ้ารอคอยมานาน เห็นได้จากตลาดหุ้นทั่วโลกทั้งในเอเชียและยุโรปที่ต่างทะยานขึ้นขานรับข่าวดีในช่วงเปิดตลาดวันที่ 2 ม.ค. หลังก่อนหน้านี้เกิดความวิตกกังวลว่า สหรัฐอาจล้มเหลวในการบรรลุข้อตกลงจนนำไปสู่การขึ้นภาษี และตัดลดรายจ่ายอัตโนมัติครั้งใหญ่ ที่อาจฉุดเศรษฐกิจของประเทศเข้าสู่ภาวะถดถอยทันที
แต่หลังจากที่มีการเผยรายละเอียดของแผนแก้ฟิสคัล คลิฟ ความยาวกว่า 157 หน้า ก็เริ่มมีเสียงเตือนหนาหูจากบรรดานักเศรษฐศาสตร์ ตลอดจนนักการเมืองสหรัฐ ทั้งจากพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน ว่า ในที่สุด แผนดังกล่าวก็อาจไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาขาดดุลงบประมาณอันมหาศาลของประเทศได้ แถมยังส่อเค้าฉุดให้ปัญหาขาดดุลย่ำแย่ลงอีกด้วยซ้ำ
ปัญหาข้อแรกของแผนเลี่ยงหน้าผาการคลังฉบับนี้ คือ มาตรการด้าน “ภาษี” โดยแม้ประธานาธิบดี บารัก โอบามา จะประสบความสำเร็จในการ “ขึ้นภาษีคนรวย” โดยต่อไปนี้ชาวอเมริกันที่มีรายได้เกิน 4 แสนเหรียญสหรัฐ (ราว 12.4 ล้านบาท) ต่อปี และครอบครัวที่มีรายได้เกิน 4.5 แสนเหรียญสหรัฐ (ราว 13.9 ล้านบาท) ต่อปี จะต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นที่ระดับ 39.6% จากเดิมที่ระดับ 35% ทว่าข้อตกลงเลี่ยง ฟิสคัล คลิฟ ครั้งนี้กลับไม่ครอบคลุมการยืดอายุมาตรการลดหย่อน “ภาษีเพย์โรล” (Payroll Pax)
ทั้งนี้ ในสหรัฐ ชาวอเมริกันทุกคนที่มีรายได้จะต้องเสียภาษีเพย์โรล ซึ่งก็คือเงินที่หักจากเงินเดือนหรือค่าจ้าง ทว่าต่างจากภาษีเงินได้ (Income Tax) ตรงที่รัฐจะจัดสรรเงินจำนวนดังกล่าวเข้ากองทุนสวัสดิการสังคมต่างๆ โดยตรง โดยที่ผ่านมารัฐบาลออกมาตรการลดหย่อนภาษีชนิดดังกล่าวเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของประชาชน รวมทั้งกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ
ดังนั้น การที่รัฐบาลปล่อยให้มาตรการลดหย่อนภาษีเพย์โรลหมดอายุลง ก็หมายความว่าในช่วงสิ้นเดือน ม.ค.นี้ ชาวอเมริกันที่มีรายได้ทุกคนจะต้องเสียภาษีเพย์โรลเพิ่มขึ้นที่ระดับ 6.2% จากเดิมที่ 4.2% ซึ่งเป็นระดับที่เคยเสียเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา
หรือถ้าจะพูดให้เข้าใจง่าย คือ รายได้ชาวอเมริกันลดน้อยลงนั่นเอง!
ยกตัวอย่างเช่น ชาวอเมริกันที่มีรายได้เฉลี่ย 5 หมื่นเหรียญสหรัฐ (ราว 1.5 ล้านบาท) ต่อปี จะถูกหักภาษีเพย์โรลราว 80 เหรียญสหรัฐ (ราว 2,480 บาท) ต่อเดือน หรือมากถึง 1,000 เหรียญสหรัฐ (ราว 3.1 หมื่นบาท) ต่อปี ซึ่งแน่นอนว่าจะบั่นทอน “กำลังซื้อ” ของชาวอเมริกันอย่างหนัก และกระทบการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่เพิ่งจะเริ่มโงหัวขึ้นได้ไม่นาน
“การขึ้นภาษีจะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อชาวอเมริกันทุกชนชั้น ไม่ว่าจะมีรายได้หลักหมื่นหรือหลักล้านก็ตาม เพราะยิ่งรายได้หด การใช้จ่ายก็ลดตาม” โจเอล นารอฟ ประธานบริษัทที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจนารอฟในสหรัฐ เตือน
สอดคล้องกับความเห็นของ มาร์ก แซนดี นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก มูดี้ส์ อนาไลติกส์ ที่เตือนว่าการใช้จ่ายที่ลดลงของชาวอเมริกันอาจฉุดการขยายตัวของจีดีพี 0.6% ในปีนี้ ขณะที่ แบรด เดอลอง นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ คาดว่าจะฉุดจีดีพีของประเทศมากถึง 2% พร้อมย้ำว่ารัฐบาลไม่ควรยกเลิกมาตรการลดหย่อนภาษีเพย์โรล จนกว่าอัตราว่างงานของประเทศลดเหลือระดับ 6.5%
เพราะต้องไม่ลืมว่าการบริโภคภายในประเทศนั้นเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสหรัฐ โดยคิดเป็นสัดส่วนมากถึง 70% ของระบบเศรษฐกิจของประเทศ
นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังเตือนว่า แผนดังกล่าวยังไร้ซึ่งการปฏิรูประบบภาษี ซึ่งจำเป็นต่อการลดช่องโหว่ในการเก็บภาษี
ยกตัวอย่างเช่น ในระหว่างการแถลงงบประมาณปี 2556 ประธานาธิบดี โอบามา ได้แสดงความต้องการที่จะยกเลิกมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับชาวอเมริกันที่เสียภาษีในอัตรา 28% เพื่อที่ภาครัฐจะได้มีเงินเข้ากระเป๋าเพิ่มขึ้น 5.84 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 18.1 ล้านล้านบาท) ในระยะเวลา 10 ปี ทว่าข้อเสนอดังกล่าวก็ไม่ได้ถูกบรรจุไว้ในแผนฟิสคัล คลิฟ ครั้งนี้
เช่นเดียวกับขึ้นภาษีเงินปันผลที่ 20% แทนการผูกอัตราภาษีไว้กับอัตราเงินเดือนของประชาชน ส่งผลให้ประชาชนทุกชนชั้นที่ถือหุ้นบริษัททางอ้อม เช่น ผ่านกองทุนรวม หรือกรมธรรม์ประกัน กว่า 10 ล้านคนทั่วประเทศ ได้รับผลกระทบกันอย่างถ้วนหน้า
“การขึ้นภาษีเงินปันผลจะส่งผลโดยตรงต่อบรรดาบริษัทที่จ่ายปันผลในอัตราสูง โดยจะทำให้บริษัทเหล่านี้จ่ายปันผลแก่ผู้ถือหุ้นน้อยลง ไม่ว่าผู้ถือหุ้นจะมีรายได้สูงต่ำเพียงใด” องค์กรด้านภาษีสหรัฐ เตือน
นอกจากปัญหาด้านภาษีแล้ว อีกหนึ่งปัญหาที่นักวิเคราะห์วิตกกังวลมากที่สุดก็คือ เรื่องการตัดลดรายจ่าย ซึ่งล่าสุดเพิ่งถูกชะลอออกไปอีก 2 เดือน
ด้านสำนักงบประมาณรัฐสภาสหรัฐ (ซีบีโอ) ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระที่ไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่มการเมืองใด เตือนว่า หากรัฐบาลสหรัฐเดินหน้าแผนหลีกเลี่ยงหน้าผาการคลังดังกล่าว จะมีรายได้จากการเก็บภาษี 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 18.6 ล้านล้านบาท) ในช่วงเวลา 10 ปีข้างหน้า
ทว่า การตัดลดรายจ่ายซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการตัดลดยอดขาดดุลงบประมาณนั้น กลับมีมูลค่าเพียงแค่ 1.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.65 แสนล้านบาท) เท่านั้น น้อยกว่าที่รีพับลิกันเสนอก่อนหน้านี้ที่ 1.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 43.4 ล้านล้านบาท) และที่ โอบามา เคยเรียกร้องเอาไว้ที่ 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 18.6 ล้านล้านบาท)
ทั้งนี้ เพราะหากศึกษาเงื่อนไขต่างๆ ในข้อตกลงอย่างละเอียด จะพบว่ารัฐบาลได้ยืดอายุมาตรการลดหย่อนภาษี อาทิ มาตรการลดหย่อนสำหรับผู้มีรายได้น้อย และสำหรับผู้มีบุตร รวมทั้งเงินช่วยเหลือสำหรับคนว่างงาน และเงินอุดหนุนโครงการประกันสุขภาพเมดิแคร์ ตลอดจนมาตรการช่วยเหลือชนชั้นกลางและผู้มีรายได้น้อยอื่นๆ
มาตรการเหล่านี้จึงไม่ต่างอะไรจาก “รายจ่าย” ที่เพิ่มขึ้นถึง 3.3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 10.2 ล้านล้านบาท) ในระยะเวลา 10 ปี
“ในสมัยอดีตประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน และจอร์จ ดับเบิลยู. บุช รัฐบาลตกลงที่จะลดรายจ่ายลง 2 และ 3 เหรียญสหรัฐ ตามลำดับ สำหรับการเก็บภาษีทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐ แต่หากเทียบกับสมัยประธานาธิบดี โอบามา สถานการณ์กลับตาลปัตร เนื่องจากรีพับลิกันจะต้องยอมเสียเงินภาษีถึง 41 เหรียญสหรัฐ เพื่อแลกกับการตัดลดรายจ่ายลง 1 เหรียญสหรัฐ” ฟอร์บส์ รายงาน
หากเป็นเช่นนั้น ยอดขาดดุลงบประมาณของเมืองลุงแซมจะมีแนวโน้มพุ่งสูงกว่าเดิมถึง 4 เท่า จากระดับ 1.09 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 33.79 ล้านล้านบาท) ในปีงบประมาณ 2555 ทะลุระดับ 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 124 ล้านล้านบาท) ในระยะเวลา 10 ปีข้างหน้า
งานนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่นักการเมืองและนักเศรษฐศาสตร์บางรายจะออกมายอมรับว่า “รู้อย่างนี้ ยอมตกหน้าผาการคลังดีกว่า” เพราะอย่างน้อยการตกหน้าผาการคลังจะทำให้เกิดการขึ้นภาษีและตัดลดรายจ่ายอัตโนมัติ ซึ่งจะช่วยลดยอดขาดดุลงบประมาณของประเทศลงกว่าครึ่งที่ระดับ 6.41 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 19.8 ล้านล้านบาท) ในปีนี้ และ 4.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 310 ล้านล้านบาท) ในช่วงเวลา 10 ปีข้างหน้า
“ไม่เพียงแต่ข้อตกลงครั้งนี้จะฉุดกำลังซื้อของชาวอเมริกันแล้ว ยังไม่ช่วยลดรายจ่ายของภาครัฐ แถมยังจะทำให้หนี้ของประเทศพอกพูนอีกมหาศาล” วอชิงตันโพสต์ ระบุ
ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ นักวิเคราะห์ยังชี้ว่าการชะลอการตัดลดรายจ่ายของประเทศออกไปอีก 2 เดือน ส่งผลให้สหรัฐต้องรับมือกับอีก “3 หน้าผาการคลัง” ในปีนี้ ซึ่งประกอบด้วย 1.การเจรจาขยายเพดานหนี้ในช่วงปลายเดือน ก.พ. ซึ่งหากล้มเหลวจะส่งผลให้สหรัฐผิดชำระหนี้ทันที 2.การเจรจาตัดลดรายจ่ายในเดือน มี.ค. และ 3.การเลื่อนพิจารณาอนุมัติงบประมาณของประเทศ ซึ่งจะหมดอายุลงช่วงปลายเดือน มี.ค.นี้
สหรัฐในวันนี้จึงไม่ต่างอะไรจากในช่วงปีที่ผ่านมา ยังคงยืนอยู่ปากเหวหน้าผาการคลังต่อไป และที่สำคัญก็คือ แผนฉบับใหม่ที่ผู้นำสหรัฐยกให้เป็นแผนกู้วิกฤตของประเทศนั้น ก็อาจเป็นตัวการฉุดเศรษฐกิจประเทศสู่ห้วงอันตรายที่น่ากลัว และร้ายแรงยิ่งไปกว่าการตกหน้าผาการคลัง!







