
หนี้ซุกแบงก์รัฐ
ปัญหาเรื่องหนี้ก้อนโตของประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ถือเป็นโจทย์ท้าทายเศรษฐกิจไทย
ปัญหาเรื่องหนี้ก้อนโตของประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ถือเป็นโจทย์ท้าทายเศรษฐกิจไทย
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
และเป็นบทพิสูจน์ฝีมือการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่ทุ่มประชานิยมมัดใจฐานคะแนนมากกว่าพัฒนาเศรษฐกิจแบบยั่งยืน
ความกังวลไม่ได้มีแค่หนี้ที่เปิดเผยเป็นทางการเท่านั้น แต่หลายฝ่ายยังเป็นห่วงหนี้ที่รัฐบาลก่อขึ้นและเป็นซุกไว้ในที่ต่างๆ โดยเฉพาะแบงก์เฉพาะกิจของรัฐ
ตัวเลขหนี้ที่เปิดเผยของรัฐบาลอย่างเป็นทางการปัจจุบัน ณ วันที่ 31 ต.ค. 2555 มีจำนวน 4.82 ล้านล้านบาท คิดเป็น 43.27% ของจีดีพี โดยก่อนหน้านี้ระดับหนี้ในบางช่วงเคยวิ่งผ่านแตะละดับ 5 ล้านล้านบาทมาแล้ว การเพิ่มขึ้นของหนี้มีทั้งที่รัฐบาลกู้โดยตรงจากการขาดดุลงบประมาณ และกู้โดยรัฐวิสาหกิจและแบงก์เฉพาะกิจ ที่มีทั้งการไปลงทุนและไปสนองนโยบายประชานิยมของรัฐบาล
ในปีงบประมาณ 2556 หนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1 ล้านล้านบาท เพราะจากแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ปีงบประมาณ 2556 ที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบปลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลจะต้องก่อหนี้ใหม่ถึง 9.5 แสนล้านบาท เป็นการกู้เพื่อขาดดุลงบประมาณ 3 แสนล้านบาท กู้ตาม พ.ร.ก.บริหารจัดการน้ำส่วนที่เหลือ 3.4 แสนล้านบาท กู้ตาม พ.ร.ก.ประกันภัย 5 หมื่นล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นการกู้ของรัฐวิสหากิจและแบงก์รัฐ ซึ่งในจำนวนนี้เป็นการกู้เงินของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ถึง 1.5 แสนล้านบาท เพื่อไปนำไปรับจำนำข้าวรอบสอง
ไม่ใช่แต่โครงการรับจำนำข้าวที่สร้างหนี้ก้อนโตรอบแรก 3.5 แสนล้านบาท รวมกับรอบใหม่อีก 1.5 แสนล้านบาท ยังมีโครงการรถคันแรกที่ปิดโครงการมีผู้มาใช้สิทธิทะลุเป้าถึง 1.25 ล้านคัน เป็นเงินที่ต้องจ่ายคืน 9.1 หมื่นล้านบาท เป็นภาระงบประมาณตั้งแต่ปี 2556-2558 ซึ่งหากรายได้ไม่พอก็หนีไม่พ้นต้องกู้มาโปะ
นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีแผนที่จะเสนออก พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภายใน 7 ปี ซึ่งหมายความว่าประเทศไทยตั้งแต่ปีนี้จะมีหนี้พอกเพิ่มขึ้นอีกปีละ 3 แสนล้านบาท
หนี้ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทำให้หลายฝ่ายเป็นห่วง แม้ว่าจะยังห่างกรอบความยั่งยืนการคลังที่กำหนด 60% ของจีดีพี และกระทรวงการคลังออกมายืนยันว่า ภาพรวมของการกู้เงินทั้งหมดสัดส่วนหนี้ก็แค่แตะระดับ 50% เท่านั้น ก็ไม่ได้คลายความวิตกของหลายฝ่ายที่เป็นห่วง
สาเหตุสำคัญ เพราะการกู้เงินจำนวนมากถูกใช้ไปกับโครงการประชานิยมเสียส่วนใหญ่ ลำพังแค่โครงการรับจำนำข้าวและรถคันแรก ใช้เงินไปถึงครึ่งล้านล้านบาท ที่นักวิชาการเห็นว่าเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ โดยสถาบันจัดอันดับยังติดใจเรื่องนี้อย่างมาก ไม่ขยับเครดิตประเทศขึ้นและส่งสัญญาณจะปรับเครดิตไทยลงทันที เมื่อพบว่านโยบายประชานิยมของรัฐบาลสร้างปัญหาทางการคลังและเศรษฐกิจของประเทศ
นอกจากนี้ ความกังวลของหลายฝ่ายเรื่องหนี้ ยังเกิดจากหนี้ที่ไม่ได้ปรากฏในหนี้สาธารณะ แต่ถูกซุกไว้ในที่ต่างๆ โดยเฉพาะแบงก์รัฐที่เป็นแขนขาสำคัญในการสนองนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล
ธนาคารโลกออกมาระบุว่า การทุ่มโครงการประชานิยมไม่อั้นของรัฐบาลผ่านแบงก์รัฐจะสร้างปัญหานี้ซ่อนเร้น เกิดหนี้เสียต้องใช้เงินภาษีไปถมความเสียหายที่เกิดขึ้นจำนวนมาก ทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจชะงัก
สอดคล้องกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่มองว่า แบงก์รัฐมีการปล่อยกู้เกินตัว เมื่อดูการปล่อยกู้จากอัตราส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ (Debt Service Ratio) ไม่ควรเกิน 40% ของรายได้ เพื่อให้มั่นใจว่าลูกหนี้มีเงินเหลือพอจากการจ่ายหนี้ไปใช้จ่ายด้านอื่นๆ แต่ในส่วนของแบงก์รัฐ พบว่ามีการปล่อยกู้ถึง 80% ของรายได้ เพราะไปตีความว่าแบงก์รัฐต้องปล่อยกู้ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ซึ่งจะทำให้การชำระหนี้ของลูกค้าในอนาคตมีปัญหา
ปัญหาหนี้ที่ถูกซุกไว้ในแบงก์รัฐ ทำให้คลังออกมาเต้นแจงว่าแบงก์รัฐแข็งแกร่ง แม้ต้องดำเนินตามนโยบายของรัฐบาล เอ็นพีแอลทั้งระบบของแบงก์รัฐอยู่ที่ 4.5% สัดส่วนของเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) อยู่ที่ 10.2% จากระดับมาตรฐาน 8.5% มีกำไรสะสมภาพรวมที่ 1.79 แสนล้านบาท
คลังยังพยายามกลบหนี้ร้อนในแบงก์รัฐ จะแถลงตัวเลขต่างๆ ของแบงก์รัฐเป็นประจำทุก 3 เดือน เป็นการเดินเกมรุกกลับหลังจากต้องตั้งรับเพียงฝ่ายเดียว
อย่างไรก็ตาม การชี้แจงของคลังเป็นภาพรวมของแบงก์รัฐที่ดูดี เพราะมีธนาคารออมสิน ที่ฐานะการเงินแข็งแกร่งเป็นไม้ค้ำยันทำให้ภาพรวมของแบงก์รัฐออกมาดูดี
แต่หากลงไปไล่ดูรายแบงก์ โดยเฉพาะแบงก์รัฐที่ต้องสนองโครงการประชานิยมของรัฐบาลจำนวนมากอย่าง ธ.ก.ส. ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศ (ไอแบงก์) จะเห็นว่ามีหนี้จากนโยบายรัฐซุกไว้จำนวนมาก
ธ.ก.ส.มีความเสียหายที่เกิดจากการรับจำนำพืชผลทางการเกษตรตั้งแต่ปี 2547-2544 จำนวน 1.7 แสนล้านบาท ซึ่งรอรัฐบาลตั้งงบประมาณมารับใช้
ยังไม่รวมกับการจำนำข้าวรอบแรกที่ ธ.ก.ส.ต้องควักเนื้อไป 9 หมื่นล้านบาท และได้รับคืนเป็นบางส่วนที่ต้องใช้เป็นเงินหมุนรับจำนำข้าวรอบใหม่ เท่ากับว่ารัฐบาลยืมเงิน ธ.ก.ส. 9 หมื่นล้านบาท เป็นเงินหมุนรับจำนำข้าวที่ไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดและได้คืนเมื่อไร
ขณะที่เอสเอ็มอีแบงก์ ที่ปล่อยกู้สนองนโยบายรัฐบาลมาตั้งแต่ปี 2544 ก็พบว่าหนี้ท่วม โดยข้อมูลวันที่ 21 พ.ย. 2555 ตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) 3.2 หมื่นล้านบาท และมีการประเมินว่าเอ็นพีแอลภายใน 13 ปีข้างหน้า เป็น 5.2 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 50% ของหนี้ทั้งหมด ซึ่งสุดท้ายทางแก้ต้องหนีไม่พ้นต้องใช้เงินภาษีเพิ่มทุนกลบหนี้เสีย
ด้านไอแบงก์ล่าสุดก็บักโกรกจากการปล่อยกู้สนองนโยบายรัฐบาล ปลายปีที่ผ่านมาต้องสำรองหนี้เสียถึง 5,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเหมือนเอสเอ็มอีแบงก์ หากแก้ไขไม่ทันและยังไม่เลิกปล่อยกู้ตามใบสั่งการเมือง ล่าสุดธนาคารสามารถแก้หนี้ได้มากกว่า 1.3 หมื่นล้านบาท จากที่เคยปรับตัวสูงสุดในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ถึง 2.3 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 18% ของสินเชื่อรวม
จากฐานะ 3 แบงก์รัฐข้างต้น จะเห็นว่าระทมพิษสนองโครงการรัฐทั้งนั้น เนื่องจากการก่อหนี้ช่องทางปกติชนเพดานกฎหมาย รัฐบาลจึงใช้แบงก์รัฐเป็นแขนขาสนองนโยบายรัฐ ซุกหนี้ไว้เป็นจำนวนมาก
นอกจากแบงก์รัฐ ยังมีหนี้ที่ถูกซุกไว้จากโครงการประชานิยมอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) หรือองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ที่มีหนี้สินรวมกันเป็นแสนล้านบาทและไม่สามารถแก้ได้ รอให้ภาครัฐใช้เงินภาษีหรือเงินกู้เข้าไปกลบผลขาดทุนจำนวนมหาศาล
กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงก็เป็นอีกกองทุนที่เป็นแหล่งซุกหนี้ไว้นอกบัญชีหนี้สาธารณะ ที่ผ่านมากองทุนกู้หลายหมื่นล้านบาทเพื่ออุดหนุนราคาพลังงาน ที่จะเป็นภาระก้อนโตอีกก้อนของรัฐบาล
จำนวนหนี้กองใหญ่ทั้งที่เปิดเผยเป็นทางการและถูกซุกไว้ในแบงก์รัฐ จึงเป็นความเสี่ยงเศรษฐกิจไทย หากเศรษฐกิจมีปัญหาเกิดชะลอตัวลงมาก หนี้จำนวนมากจะโพล่ขึ้นมาเป็นภัยร้ายเศรษฐกิจจนรัฐบาลเอาไม่อยู่ เหมือนกับวิกฤตปี 2540 ที่ภาคเอกชนสร้างหนี้เกินตัวไปใช้เก็งกำไรไม่ได้ลงทุน จนทำเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกบางส่วนมีปัญหา
มาถึงวันนี้ รัฐบาลทำตัวเป็นกับระเบิดทางเศรษฐกิจ สร้างหนี้ก้อนใหญ่ทั้งในบัญชีและนอกบัญชีลากเศรษฐกิจไทยไปสู่วิกฤตในที่สุด







