
เสื้อแดงเร่งเกมยุบสภา ปูทางทวงคืนอำนาจรัฐ
8...ทีมข่าวการเมือง
การเปิดโต๊ะเจรจาเพื่อพิจารณาข้อเรียกร้องของ
“แกนนำเสื้อแดง” ที่ขีดเส้นต้องยุบสภาสถานเดียว มิฉะนั้นจะไม่เลิกชุมนุมกดดันรัฐบาล ได้จุดประเด็นให้ฝ่ายการเมือง กลุ่มพลังต่างๆ ในสังคม ออกมาแสดงท่าทีเพื่อร่วมหาทางออกให้บ้านเมืองแกนนำเสื้อแดงยื่นคำขาดต้องยุบภายใน 15 วัน
ขณะที่ฝ่ายการเมืองและองค์กรต่างๆ เสนอความเห็นหลากหลาย
155 นักวิชาการในนามเครือข่ายสันติประชาธรรม เสนอให้ยุบสภาภายใน 3 เดือน เพื่อป้องกันเหตุรุนแรง โดยให้ทุกฝ่ายต้องยอมรับผลเลือกตั้ง
เครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชน ซึ่งประกอบด้วย คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) เครือข่ายองค์กรผู้บริโภค เครือข่ายสุขภาพ เครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืน เห็นว่าควรพิจารณายุบสภาภายใน 6 เดือน
โดยจากนี้ให้กำหนดประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ต้องไม่เอื้อประโยชน์ให้กับนักการเมือง
ชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย ก็ออกแถลงการณ์ไม่เห็นด้วยกับการยุบสภาเพื่อให้โอกาสประเทศฟื้นตัวก่อน ขณะที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็คัดค้านการกดดันให้ยุบสภา ฯลฯ
หันมาดูฝ่ายการเมือง บรรหาร ศิลปอาชา แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา ที่เป็นตัวแปรทั้งฝ่ายรัฐบาลและกลุ่มทักษิณ ส่งเสียงดังๆ เหมือนเป็นทางออกของการถอยว่า ควรยุบสภาก่อนสิ้นปี และปีหน้าก็จะได้รัฐบาลใหม่แน่
หากยึดตามแนวทางของ บรรหาร จะทำให้รัฐบาลชุดนี้อยู่ใช้งบประมาณปี 2553 จนครบทุกบาททุกสตางค์ โดยเฉพาะงบโครงการไทยเข้มแข็งที่ยังมีเหลืออยู่อีกเป็นจำนวนมาก
นอกจากนี้แล้ว จะทำให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ได้เป็นผู้พิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 ซึ่งจะสามารถเบิกใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2553 เป็นต้นไป และข้อเสนอของ บรรหาร จะทำให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ มีเวลาในการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2554 มาใช้จ่ายได้อีกอย่างน้อย 3 เดือน
ที่สำคัญหากรัฐบาลชุดนี้อยู่ทำหน้าที่ต่อถึงปลายปี 2553 ตามข้อเสนอของ บรรหาร ก็จะได้อำนาจในการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการทั่วประเทศในช่วงฤดูกาลโยกย้ายเดือน ก.ย. 2553 ไว้ในกำมือ ซึ่งจะมีผลต่อการควบคุมฐานเสียงของพรรคการเมืองเป็นอย่างมาก
ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นระหว่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็น ตามที่คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เสนอมา
หากดูวาระสภา 4 ปี สภาและรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะหมดเดือน ธ.ค. 2554 หรือยังเหลือเวลา 1 ปี 9 เดือน ตามกรอบกติกา
แต่แรงบีบของ ทักษิณ ชินวัตร และกลุ่มคนเสี้อแดง ได้กลายเป็นกระแสต้านจนรัฐบาลไม่สามารถบริหารประเทศได้ถนัดในกรอบเวลาที่เหลือ
ด้วยวิกฤตทั้งศึกแดงและปัญหาสนิมเนื้อในภายในพรรคร่วมรัฐบาล มรสุมเหล่านี้ ถ้าอภิสิทธิ์ อยู่ได้ถึงปีหน้าก็เก่งแล้ว
ปฏิกิริยาจากองค์กรต่างๆ ที่เสนอให้ยุบสภาภายใน 3 เดือน หรือ 6 เดือนก็ดี สะท้อนการตีกรอบเงื่อนเวลาของอภิสิทธิ์ ที่เชื่อว่าไม่สามารถฝืนอยู่จนครบวาระได้
5 พรรคร่วมรัฐบาลที่เป็นตัวช่วยของอภิสิทธิ์ ล่าสุดมีมติส่งถึง สุเทพ เทือกสุบรรณ ให้ยุบสภาภายในสิ้นปีนี้
ยุบสภาได้ตามข้อเรียกร้องของ ทักษิณ แต่ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อน ในรูปแบบการทำประชามติว่าจะแก้รัฐธรรมนูญใน 6 ประเด็นใดบ้างตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ เมื่อเห็นชอบก็ให้แก้ไขกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องภายในกรอบเวลา 9 เดือนจนถึงสิ้นปี
นี่เป็นบทสรุปที่แสดงถึงอาการ
“ถอย” ของฝ่ายรัฐบาล ประหนึ่งว่า ยอมสละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต ให้รัฐบาลบริหารประเทศต่อไปได้ท่ามกลางแรงต้าน และเพื่อคลี่คลายวิกฤตความขัดแย้งแต่พรรคร่วมรัฐบาล ก็ถอยเพื่อผลประโยชน์ตัวเอง เพราะอาการเฮละโลยินดีปรีดาให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็เพื่อหวังให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็น เขตเดียวคนเดียวสำเร็จขึ้นมา หลังจากปิดประตูตายไปแล้ว
กระนั้น หากจะให้ยุบสภาทันที หรือภายใน 15 วัน ตามที่แกนนำเสื้อแดงยื่นคำขาด ย่อมไม่มีทางที่ อภิสิทธิ์ จะปฏิบัติตามแรงกดดันของผู้ชุมนุมบนท้องถนน เท่ากับเป็นข้อเรียกร้องที่เป็นเส้นขนานกับคำตอบของรัฐบาล
ถ้าฝ่ายเสื้อแดงไม่ถอย แรงกดดันต่อรัฐบาลก็จะยังดำรงอยู่ ซึ่งประเทศชาติก็จะยิ่งบอบช้ำ เพราะเท่ากับเป็นการซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจที่มีโอกาสเดินหน้าไปได้อย่างต่อเนื่องต้องสะดุดลง
ยิ่งมีกลุ่มสร้างสถานการณ์ใช้ความรุนแรงวางระเบิดตามสถานที่ราชการ และสัญลักษณ์ของกลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาล หนักข้อขึ้น เพื่อทำให้เห็นว่ารัฐบาลไม่สามารถคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนได้ คนกรุงต้องอยู่บนความหวาดกลัวไม่ต่างจาก 3 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งก็กระทบต่อการท่องเที่ยวและความเชื่อมั่นนักลงทุน
สิ่งที่ดำเนินอยู่ทั้งสองฝ่ายรู้ดีว่าส่งผลกระทบต่อประเทศชาติอย่างไร แต่เหตุที่แกนนำเสื้อแดง ไม่ยอมถอย เพราะมีความเชื่อว่าม็อบจุดติดแล้วและเป็นช่วงเวลาที่คนเสื้อแดงมีความเข้มแข็งมากที่สุดแล้ว ตีเหล็กต้องตีตอนที่ยังร้อน แต่หากปล่อยเวลาให้เนิ่นนานไป พลังของคนเสื้อแดงก็จะลดน้อยถอยลง
ขณะที่ฝั่งรัฐบาลก็มั่นใจในตัวเองว่า หากยืดเวลาให้อยู่ในอำนาจได้นานออกไปอีก จะสามารถสร้างผลงานให้เข้าตาประชาชน โดยเฉพาะผลงานทางด้านเศรษฐกิจ ที่ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ปรับตัวเลขเศรษฐกิจดีขึ้น
ยิ่งรัฐบาลบริหารประเทศนานวันก็ยิ่งสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศ ทั้งนโยบายจากโครงการไทยเข้มแข็ง ที่ยังมีเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจอีกหลายแสนล้าน โครงการประกันรายได้เกษตรกร และการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีในปีหน้า โดยเฉพาะการโยกย้ายข้าราชการในเดือน ต.ค.
ขณะที่คนเสื้อแดง ก็จะอ่อนแรงลง
ดังนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และคนเสื้อแดง จึงต้องเร่งเกมยุบสภา เพราะมั่นใจว่าถ้าเลือกตั้งเร็ว พรรคเพื่อไทยจะชนะเลือกตั้งด้วยกระแสม็อบแดงที่กำลังเฟื่องฟูอยู่ในขณะนี้
หลังจากพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง อำนาจรัฐก็จะไปตกอยู่ในมือ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งโอกาสที่จะเข้ามาลบล้างความผิดทุกอย่างให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งแม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำได้ เพราะมีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือคนเสื้อเหลือง และอีกหลายกลุ่ม จองกฐินรอถล่มอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ได้เป็นการปิดตายในเรื่องดังกล่าว
การยุบสภาจึงยังไม่ใช่ทางออกที่เหมาะสมของประเทศไทยในขณะนี้ แต่เป็นช่องทางในการแสวงหาอำนาจของคนเสื้อแดง







