
สงครามชนชั้น
....ธนพล ไชยภาษี
สถานการณ์การเมืองไทยถูกจับตาจากต่างชาติแบบตาไม่กะพริบ เมื่อวันที่ 29 มี.ค. บทความจากผู้สื่อข่าว เจมส์ เบิร์ค ใน www.theepochtimes.com เห็นว่า การประท้วงมีการนำคำว่าสงครามชนชั้นมาใช้ เหมือนย้อนกลับไปสู่ช่วงสงครามเย็น ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งการต่อสู้ของกลุ่มฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ ความเท่าเทียมทางชนชั้นถือเป็น
“ตัวชูโรง” ที่ฝ่ายคอมมิวนิสต์นำมาใช้เพื่อปลุกเร้ามวลชนแต่ในปัจจุบัน ระบอบคอมมิวนิสต์แทบจะสูญพันธุ์ไปจากโลก เหลือเพียงไม่กี่ประเทศที่ยังเป็นระบอบสังคมนิยมอย่างเต็มขั้น เช่น เกาหลีเหนือและคิวบา ส่วนจีนและเวียดนาม ผมอยากจะบอกว่าเป็นคอมมิวนิสต์แค่ครึ่งใบ เพราะได้เปิดเสรีรับระบอบทุนนิยมทางเศรษฐกิจไปแล้วเต็มตัว
แทบจะสูญพันธุ์ไปจากโลก เพราะท้ายที่สุดแล้ว ระบอบคอมมิวนิสต์ ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้จริงว่าสร้างความเท่าเทียมของชนชั้นได้ และยังบั่นทอนความกระตือรือร้นของมนุษย์ ในที่สุดสังคมนิยมก็เดินไปต่อไม่ได้ ขาดความกระตือรือร้นในกระบวนการผลิต ทำให้ผลผลิตต่ำ ประชาชนก็ต้องอยู่กันอย่างอดๆ อยากๆ
ในกัมพูชา ช่วงที่รัฐบาลเขมรแดงเรืองอำนาจก็มีความพยายามจะสร้างสังคมที่ทุกคนเท่าเทียมกันและยึดแนวทางแบบการเกษตร ย้ายพลเมืองออกสู่ชนบท และลงท้ายด้วยการฆ่าคนที่มีความรู้ ให้ทุกคนไปทำนาทั้งที่ไม่เคยทำ ในที่สุดก็ได้ผลผลิตมาน้อย เกิดความอดอยาก ไม่กี่ปีเท่านั้นที่เขมรแดงเรืองอำนาจ ชาวเขมรเสียชีวิตไป 2 ล้านคน
ทุกวันนี้ระบอบเสรีนิยมประชาธิปไตย คือระบบสังคมที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลก เพราะถึงแม้จะมีข้อเสียอยู่บ้าง แต่เมื่อชั่งน้ำหนักก็ถือว่ามีข้อดีมากกว่า เป็นสังคมที่เปิดให้มีการแข่งขันกันอย่างเต็มที่ มนุษย์ทุกคนมีสิทธิขั้นพื้นฐานที่จะได้รับประโยชน์จากรัฐที่เท่าเทียมกัน ภายใต้กฎระเบียบทางกฎหมายที่ทุกคนต้องให้การเคารพ การแข่งขันกันในระบบนี้ทำให้เกิดผลผลิตและการพัฒนาผลผลิตขึ้นมากมาย
แต่แน่นอนว่าการจะทำให้ทุกคนทุกชนชั้นของสังคมเท่าเทียมกันก็เป็นเรื่องยาก เพราะระบอบทุนนิยมเองก็ไม่สามารถทำให้คนทุกคนมี
“ปัจจัย” เท่ากัน เงินกลายเป็นปัจจัยที่คนส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ซึ่งทำให้เกิดชนชั้นคนรวย ชนชั้นคนจนสุดท้าย ไม่ว่าจะระบบไหน สิ่งที่จะกำหนดว่าสังคมนั้นจะไปรอดหรือไม่ ล้วนอยู่ที่
“คน” ในสังคมนั้นๆ ทั้งสิ้น ระบอบประชาธิปไตยและทุนนิยมถือว่าเป็นระบบที่เหมาะสมมากที่สุดในโลก แต่ถ้าปล่อยให้คนเห็นแก่เงิน เห็นแก่ตัวเองมากกว่าความรู้สึกผิดชอบชั่วดี มากกว่าความรู้สึกรับผิดชอบต่อส่วนรวมของสังคม ประชาธิปไตย ก็จะกลายเป็นแค่คำคำหนึ่งเท่านั้นครับ






