posttoday
การสร้างกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี

การสร้างกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี

02 มกราคม 2556

ความคับข้องใจในเรื่องกำลังคนทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทยนั้น ที่จริงแล้วมีสะสมมานาน แต่ดูเหมือนสังคมโดยทั่วไปจะยังไม่รับทราบกันเท่าไหร่ นอกจากในหมู่นักวิชาการที่เกี่ยวข้องจริงๆ ผู้เขียนจึงได้นำมาเขียนไว้ในฉบับที่แล้ว ก็เห็นมีการถามและให้ความเห็นเข้ามาจากผู้ที่ไม่อยู่ในวงการที่เพิ่งจะทราบกัน ฉบับนี้ก็เลยขอต่อในเรื่องที่ใกล้เคียงกันอีกเรื่อง คือ ความพยายามที่จะสร้างกำลังคนในสาขาวิทยาศาสตร์ขึ้นมา จะผิดจะถูกทางหรือไม่ หรือจะทันกับเหตุการณ์ความต้องการของประเทศชาติหรือไม่ ผู้เขียนไม่แน่ใจ ถึงแม้ว่าในบางโครงการผู้เขียนจะมีส่วนร่วมอยู่ด้วย แต่ก็ยังเห็นว่าค่อยๆ คืบคลานไปเนื่องจากปัญหากำลังคน ก็ไม่รู้ว่าไก่เกิดก่อนไข่หรือไข่เกิดก่อนไก่กันแน่ และโครงการส่วนใหญ่ก็เพิ่งจะเริ่มตั้งไข่ หรือไม่ก็หัดเดินกันทั้งนั้น เช่น

ความคับข้องใจในเรื่องกำลังคนทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทยนั้น ที่จริงแล้วมีสะสมมานาน แต่ดูเหมือนสังคมโดยทั่วไปจะยังไม่รับทราบกันเท่าไหร่ นอกจากในหมู่นักวิชาการที่เกี่ยวข้องจริงๆ ผู้เขียนจึงได้นำมาเขียนไว้ในฉบับที่แล้ว ก็เห็นมีการถามและให้ความเห็นเข้ามาจากผู้ที่ไม่อยู่ในวงการที่เพิ่งจะทราบกัน ฉบับนี้ก็เลยขอต่อในเรื่องที่ใกล้เคียงกันอีกเรื่อง คือ ความพยายามที่จะสร้างกำลังคนในสาขาวิทยาศาสตร์ขึ้นมา จะผิดจะถูกทางหรือไม่ หรือจะทันกับเหตุการณ์ความต้องการของประเทศชาติหรือไม่ ผู้เขียนไม่แน่ใจ ถึงแม้ว่าในบางโครงการผู้เขียนจะมีส่วนร่วมอยู่ด้วย แต่ก็ยังเห็นว่าค่อยๆ คืบคลานไปเนื่องจากปัญหากำลังคน ก็ไม่รู้ว่าไก่เกิดก่อนไข่หรือไข่เกิดก่อนไก่กันแน่ และโครงการส่วนใหญ่ก็เพิ่งจะเริ่มตั้งไข่ หรือไม่ก็หัดเดินกันทั้งนั้น เช่น

โรงเรียนเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์นำร่อง ที่เป็นโครงการร่วมระหว่างกระทรวงศึกษาธิการกับ สวทน. (สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ) ก็เพิ่งได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเมื่อปลายปี 2550 และเริ่มเปิดสอนรุ่นที่ 1 ไปเมื่อปีการศึกษา 2551 นี่เอง ทั้งโครงการจนถึงปี 2554 มีเรียนอยู่ 122 คน ข้อดีของโครงการนี้ก็คือ เป็นสายอาชีวศึกษา ซึ่งภาคเอกชนหลายๆ แห่งทราบดีว่าขณะนี้ประเทศไทยขาดแคลนมาก นี่ก็เป็นค่านิยมของสังคมไทยอีกแบบที่ต้องการจะเรียนจบมหาวิทยาลัยกัน แล้วก็มีเด็กจบมหาวิทยาลัยกันเป็นแถว ส่วนจะทำงานได้หรือเปล่าก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ต้องแล้วแต่คุณภาพของแต่ละคน เหมารวมไม่ได้ แต่โครงการนี้เขาเป็นแบบ Projectbased Teaching and Learning บ่มเพาะนักเรียนที่มีศักยภาพด้านการประดิษฐ์คิดค้นเชิงเทคโนโลยีให้สามารถพัฒนาได้เต็มศักยภาพ สามารถแก้ปัญหาและสร้างสรรสิ่งใหม่ๆ เพื่อรองรับการสร้างนวัตกรรมให้กับภาคการผลิตและบริการในอนาคต และเท่าที่ทราบก็อีกนั่นแหละ รุ่น 1 ก็ไปต่อสายอุดมศึกษา ยังไม่ได้เข้ามาในตลาดแรงงาน แต่ก็หวังว่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีที่มีมาตรฐานดีขึ้น และทำวิจัยอยู่ในสายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีต่อไป โดยไม่กระโดดไปสายบริหารธุรกิจเสียก่อน ก็อย่างที่ผู้เขียนว่าเราคงต้องใช้เวลาอีกมาก ถ้าจะเปลี่ยน Mindset ของสังคมให้หันมาให้ความสำคัญกับวิทยาศาสตร์ และยกย่องคนที่จบอาชีวศึกษา โดยเฉพาะหากค่าตอบแทนสายอาชีวศึกษาสูงขึ้นทัดเทียมสายอุดมศึกษา ซึ่งก็น่าจะเป็นไปได้ในประเด็นเรื่องค่าตอบแทน เพราะย่อมเป็นไปตามหลักอุปสงค์อุปทานอยู่แล้ว เมื่อตลาดแรงงานต้องการผู้จบสายอาชีวศึกษามากขึ้น ค่าตอบแทนก็ต้องสูงขึ้นเป็นธรรมดา ส่วนค่านิยมของสังคมนั้น อาจต้องใช้เวลา จะไปหวังให้เหมือนประเทศเยอรมนี ให้คนหันมานิยมเรียนสายอาชีวศึกษาในทันทีนั้นคงจะยาก

โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ก็เป็นอีกแห่งหนึ่งที่ตั้งมานานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 แล้วก็มาเปลี่ยนเป็นองค์กรมหาชนในปี พ.ศ. 2543 ถ้านับจากปีที่เป็นองค์กรมหาชนก็ 10 กว่าปีแล้ว โดยมีวัตถุประสงค์หลัก คือ การจัดการเรียนการสอนผู้ที่มีความสามารถพิเศษ ด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี โดยโรงเรียนนี้ใช้ระบบคัดเลือกนักเรียนเข้าเรียนเอง ซึ่งเท่าที่ผู้เขียนประสบมา นักเรียนค่อนข้างมีศักยภาพ ได้แสดงความสามารถให้เห็น ทั้งในการส่งผลงานเข้าประกวด และการจัดนิทรรศการทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เนื่องจากวิสัยทัศน์ของโรงเรียนนี้ก็คือ การปลูกฝังให้นักเรียนเข้าสู่เส้นทางของนักวิจัย นักประดิษฐ์ คิดค้น แต่ถ้าดูอัตราความสามารถที่โรงเรียนนี้รับนักเรียนเข้าศึกษาจากวิกิพีเดียแล้ว ก็ไม่น่าจะทันต่อเหตุการณ์ความต้องการกำลังคนทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีของประเทศ เพราะวิกิพีเดียลงไว้ว่า มีอัตราการรับเข้าประมาณ 1% คือ 240 คน จากนักเรียนที่สมัครในแต่ละปี 2 หมื่นคน น่าเสียดายที่ยังขยายให้รับนักเรียนมากกว่านี้ไม่ได้ เพราะโรงเรียนเองก็คงต้องการได้นักเรียนที่จบออกมาแล้วมีคุณภาพ ต้องเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมของนักเรียนให้เป็นคนที่มีความรู้ และขวนขวายเรียนรู้ด้วยตนเอง มากกว่าที่จะผลิตเฉพาะปริมาณ

THAIST (Thailand Advanced Institute of Science and Technology) หรือที่มีชื่อไทยว่า สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นสูง จะเห็นได้ว่าองค์กรหรือสถาบันนี้ต่างจาก 2 ตัวอย่างแรก ซึ่งผู้เขียนพยายามยกตัวอย่างให้เห็นว่ามีทั้งมัธยมปลาย อาชีวศึกษา แล้วคราวนี้ก็มาถึงขั้นสูง ก็คือ ผู้ที่คิดเอง แก้ปัญหาเองได้ ซึ่งน่าจะเป็นตั้งแต่ระดับปริญญาโทขึ้นไป และแน่นอนว่าต้องเป็นด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี สถาบันนี้เรียกว่าเป็นน้องเล็กสุด เพราะถือกำเนิดมาเมื่อปี พ.ศ. 2553 นี้เอง ซึ่งก็ควรจะเป็นเช่นนั้น เพราะก็ต้องสร้างกันมาก่อนตั้งแต่ระดับมัธยมกว่าจะมาถึงขั้นสูง แต่ความแตกต่างของสถาบันนี้จะแตกต่างกับ 2 ตัวอย่างแรกที่ยกมา คือ ไม่ทำการสอนเอง เพราะไม่ต้องการจะไปแทนที่หรือแข่งกับมหาวิทยาลัยต่างๆ แต่ถือกำเนิดมาเพื่อการสร้างเครือข่าย หรือประสานงานเพื่อพัฒนาบุคลากรด้านวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้เกิดขึ้นในประเทศไทย และเป้าหมายที่ สวทน.ตั้งไว้ก็คือ การที่จะเพิ่มบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาของไทยจาก 67 คนต่อประชากร 1 หมื่นคน เป็น 15 คนต่อประชากร 1 หมื่นคน ซึ่งก็เป็นแผนที่วางไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 ด้วย THAIST ปัจจุบันยังอยู่กับ สวทน. และได้รับการผลักดันฟูมฟักจากเกจิอาจารย์ที่อยู่ในวงการวิทยาศาสตร์และทราบปัญหาเป็นอย่างดี จึงน่าจะฝากความหวังไว้ได้เพียงแต่ต้องดูว่า โครงการที่ THAIST ตั้งขึ้นมาในสาขาอุตสาหกรรนี้จะมีกำลังคนมาป้อนให้ดำเนินการไปได้ทันต่อความต้องการของตลาดหรือไม่

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท