
โอกาสในวิกฤต"ศก."
สัมภาษณ์ : ดร.กิริฎา เภาพิจิตร 4 โอกาสกับ 5 ความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยในปี 2556 ดำรงเกียรติ มาลา
สัมภาษณ์ : ดร.กิริฎา เภาพิจิตร 4 โอกาสกับ 5 ความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยในปี 2556 ดำรงเกียรติ มาลา
วิกฤตยูโรโซนที่กำลังเข้าสู่จุดต่ำสุด เศรษฐกิจสหรัฐที่แม้จะเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวแต่ยังคงเปราะบาง การเปลี่ยนผลัดผู้นำในหลายประเทศซึ่งจะส่งผลต่อทิศทางของเศรษฐกิจโลก รวมถึงแรงขับเคลื่อนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลที่จะมีผลต่อการบริโภคในประเทศ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นโอกาสและความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยที่จะต้องเผชิญในปีมะเส็ง
กิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก สำนักงานประเทศไทย หนึ่งในนักเศรษฐศาสตร์ผู้คร่ำหวอดในแวดวงเศรษฐกิจไทย ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2556 ว่ามีโอกาสสูงที่จะขยายตัวได้ที่ระดับ 5% ดีขึ้นจากปี 2555 ที่คาดว่าจะขยายตัว 4.7%
อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตาม 9 ปัจจัยหลัก ซึ่งจะเป็นตัวแปรชี้วัดสำคัญว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะไปได้ไกลเพียงใด 4 โอกาสทองต้องฉวยโอกาสสำหรับเศรษฐกิจไทย ประการแรก คือ ราคาพลังงานที่จะเติบโตในอัตราช้าลงและค่อนข้างทรงตัว ตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจในซีกโลกตะวันตกที่ยังต้องใช้เวลาในการฟื้นตัวอีกระยะหนึ่ง ซึ่งไทยควรใช้ประโยชน์จากภาวะนี้เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในช่วงที่แรงกดดันเงินเฟ้อมีไม่มาก
ประการที่สอง แนวโน้มของทุนเคลื่อนย้ายและเม็ดเงินลงทุนที่เข้าสู่ภูมิภาคเอเชีย ซึ่งเป็นโอกาสดีที่ไทยจะใช้จุดแข็งด้านภูมิศาสตร์ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงเข้ามา ประการต่อมา คือ การนำเข้าสินค้าที่คาดว่าจะเติบโตลดลง หลังจากไม่มีปัจจัยด้านความเสียหายจากน้ำท่วมที่ต้องฟื้นฟู ซึ่งเรื่องนี้จะช่วยหนุนให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีหน้าเติบโตได้ดีขึ้น จากดุลการค้าที่เกินดุล และประการสุดท้าย คืออัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่จะทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งคาดว่าจะทำให้บรรยากาศการลงทุนในภาคธุรกิจมีความคึกคัก แม้ว่าค่าเงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นบ้างจากเงินทุนไหลเข้า แต่จะเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งภูมิภาคทำให้ผลกระทบมีไม่มาก 5 ความเสี่ยงต้องรับมือเริ่มจากความเสี่ยงภายนอกประเทศ ได้แก่ วิกฤตเศรษฐกิจในสหภาพยุโรปและภาวะการชะลอตัวของสหรัฐซึ่งยังคงกินเวลาต่อไป ทำให้เศรษฐกิจไทยที่มีโครงสร้างพึ่งพาการส่งออกได้รับความเสียหายอย่างเลี่ยงไม่ได้
อย่างไรก็ดี หากไทยสามารถใช้ตลาดเอเชียที่เติบโตในระดับสูงให้เป็นประโยชน์ได้ จะช่วยลดผลกระทบได้บางส่วน ประการต่อมา คือ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีแนวโน้มลดลง เช่น ข้าว ยางพารา ซึ่งถือเป็นสินค้าเกษตรหลักของไทยหากราคาลดย่อมส่งผลโดยตรงต่อรายได้เกษตรกรและทางอ้อมต่อการใช้จ่ายของภาครัฐที่ต้องเข้ามาอุดหนุนขณะที่ความเสี่ยงภายในประเทศมี 3 ประเด็น ได้แก่ ผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ ซึ่งต้องจับตาดูว่าจะออกมารุนแรงเพียงใด หลังจากพบว่าค่าแรงแท้จริงได้ปรับเพิ่มขึ้นไปแล้วในปีที่ผ่านมาราว 10% ตามภาวะแรงงานที่ตึงตัวและการปรับขึ้นค่าแรงใน 7 จังหวัดนำร่อง ประเด็นต่อมา คือ ความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศที่ยังมีเชื้อไฟและพร้อมกระทบความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจได้ทุกเมื่อ
ประเด็นสุดท้าย ที่ต้องติดตาม คือ การเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อใช้ในโครงการบริหารจัดการน้ำของภาครัฐ ซึ่งคาดว่าจะมีการเบิกใช้ราว 6 หมื่นล้านบาท จากวงเงินรวม 3.5 แสนล้านบาท ว่าจะมีความล่าช้าหรือไม่ เนื่องจากที่ผ่านมาการใช้จ่ายของภาครัฐมักมีความล่าช้า เช่นในปี 2555 ที่มีการเบิกใช้งบประมาณในโครงการดังกล่าวเพียง 2,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ หากไทยสามารถฉกฉวยโอกาสและเตรียมแผนรับมือความเสี่ยงต่างๆ ได้ การเติบโตที่ 5% คงไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม โจทย์สำคัญที่ต้องเร่งแก้ อย่างไรก็ดี กิริฎา ระบุว่า โอกาสและความเสี่ยงข้างต้นถือเป็นเพียงปัจจัยที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยในระยะสั้น หากแต่ว่าเมื่อมองในระยะยาวแล้วปัญหาสำคัญที่สุดของเศรษฐกิจไทยที่จะต้องเร่งแก้ไขให้ได้ คือ การลดความเหลื่อมล้ำเชิงรายได้ในสังคมพร้อมกับเพิ่มทักษะของคนในประเทศให้สูงขึ้น เนื่องจากปัญหาเหล่านี้จะเป็นตัวบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยในอนาคต ทั้งยังเป็นบ่อเกิดของอีกหลายปัญหาให้ตามมา
“15 ปีที่ผ่านมา หากไม่รวมช่วงต้มยำกุ้ง จีดีพีไทยมีการขยายตัวในระดับที่ดีมาตลอด 56% ทำให้สัดส่วนประชากรที่ยากจนเชิงรายได้ลดลงจาก 18% ลงมาอยู่ที่ 7.7% แม้สัดส่วนตรงนี้จะลดลง แต่จากการศึกษาพบว่าช่องว่างระหว่างคนจนและคนรวยกลับไม่เปลี่ยนแปลงเลย ทำให้ความไม่เท่าเทียมในมิติต่างๆ ทั้งรายได้ การศึกษาและสาธารณสุข ซึ่งนำมาสู่ความขัดแย้งในสังคม” กิริฎา กล่าว
ข้อมูลล่าสุดของธนาคารโลก ระบุว่า ปัจจุบันภาคเหนือและภาคอีสานมีระดับการพัฒนาที่ช้ากว่าภาคอื่นแทบทุกด้าน โดยเด็กนักเรียนในภาคอีสานมีคะแนนสอบโอเน็ตต่ำที่สุด ซึ่งเด็กที่มีดัชนีคะแนนต่ำจะเข้าร่วมกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ยาก
นอกจากนี้ ยังพบปัญหาการขาดสารไอโอดีนสูงในภาคเหนือและภาคอีสาน โดยพบว่า 1 ใน 5 ของเด็กทารกที่เกิดในไทยยังขาดสารไอโอดีน ทำให้เสี่ยงต่อพัฒนาการทางสมองและมีไอคิวต่ำกว่าประชากรทั่วไป 1015 จุด ปัญหาที่เกิดขึ้นสะท้อนกลับมาถึงนโยบายการใช้จ่ายของภาครัฐแยกตามภูมิภาคที่มีความเหลี่ยมล้ำค่อนข้างสูง โดยพบว่าในงบประมาณ 100% ภาครัฐใช้จ่ายเงินภายในกรุงเทพฯ ถึง 72% ขณะที่ส่วนที่เหลือของประเทศได้รับงบประมาณรวมกันเพียง 28% แบ่งเป็นภาคกลาง 7% ภาคเหนือ 7% ภาคใต้ 8% ขณะที่ภาคอีสานซึ่งมีสัดส่วนประชาชนถึง 34% ของทั้งประเทศกลับได้รับงบประมาณเพียง 6%
กิริฎา สะท้อนมุมมองว่า ความเหลื่อมล้ำในปัจจุบันจะเป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศระยะยาวของไทย ที่กำลังจะออกจากเศรษฐกิจที่พึ่งพาค่าแรงราคาถูกในการแข่งขันและเข้าสู่เศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ซึ่งการพัฒนาทักษะคนให้สูงขึ้นเป็นสิ่งจำเป็นมากต่อการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน ทางออกของไทยในขณะนี้มีทางเดียวคือ ต้องเร่งปรับปรุงคุณภาพและทักษะคนให้ดีขึ้นได้ เพื่อดึงกลุ่มคนชั้นล่างที่อ่อนแอ ให้เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น “การกระตุ้นอุปสงค์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นเป็นการเติบโตที่ไม่ยั่งยืน อยากให้ภาครัฐผันเงินบางส่วนจากนโยบายเหล่านั้นไปให้ความสำคัญกับการพัฒนาระยะยาวด้วย เพราะโจทย์ที่เรากำลังเผชิญจำเป็นต้องใช้ยุทธศาสตร์ที่เติบโตอย่างยั่งยืน” นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก กล่าวทิ้งท้าย







