posttoday
ปปจ.จงระวังหลุมพรางกับดัก

ปปจ.จงระวังหลุมพรางกับดัก

02 มกราคม 2556

บัดนี้ ป.ป.ช. ได้ออกระเบียบว่าด้วยกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประจำจังหวัด พ.ศ. 2555 และกำลังดำเนินกระบวนการจัดตั้งและสรรหาบุคคลอย่างเร่งรีบตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ขั้นแรก การแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ออกไปเป็นผู้อำนวยการ ป.ป.จ.ทุกจังหวัด จะเสร็จในราวเดือน ก.พ. จากนั้นกระบวนการเลือกกรรมการสรรหา 9 คนของแต่ละจังหวัด และคัดเลือกกรรมการ ป.ป.จ. 35 คน คาดว่าคงแล้วเสร็จในเดือน เม.ย.

บัดนี้ ป.ป.ช. ได้ออกระเบียบว่าด้วยกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประจำจังหวัด พ.ศ. 2555 และกำลังดำเนินกระบวนการจัดตั้งและสรรหาบุคคลอย่างเร่งรีบตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ขั้นแรก การแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ออกไปเป็นผู้อำนวยการ ป.ป.จ.ทุกจังหวัด จะเสร็จในราวเดือน ก.พ. จากนั้นกระบวนการเลือกกรรมการสรรหา 9 คนของแต่ละจังหวัด และคัดเลือกกรรมการ ป.ป.จ. 35 คน คาดว่าคงแล้วเสร็จในเดือน เม.ย.

ป.ป.จ. ที่ว่านี้ มีอำนาจหน้าที่มากมายทีเดียว ทั้งส่งเสริมรณรงค์ ให้ความเห็น เสนอแนะ ตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องกล่าวหา ตรวจสอบความถูกต้องและความมีอยู่ของทรัพย์สินและหนี้สิน และงานที่รับมอบอื่น เว้นแต่การไต่สวนข้อเท็จจริงตามมาตรา 43 ที่สำคัญคือ กรรมการ ป.ป.จ. จะเข้ามาเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ระยะเวลา 4 ปี ตามวาระ โดยมีเงินเดือน 47,240-57,650 บาท พร้อมสวัสดิการครบถ้วน ซึ่งคงใช้เงินเพิ่มไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาทต่อปีเพื่อการนี้

เท่าที่ศึกษาจากเอกสารและรับฟังข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ผมยังไม่รู้สึกว่านี่เป็นนวัตกรรมอะไรที่ใหม่นัก เพราะหน่วยงานรัฐส่วนกลางอื่นเขาก็ตั้งส่วนราชการระดับจังหวัดขึ้นมาช่วยทำงานทั้งนั้น แต่สำหรับหน่วยงานอิสระตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญนั้น ต้องระวังให้มากว่าจะไม่เป็นการตั้งกลไกตรายางมารับรองการทุจริตเสียเองแบบ กกต.จังหวัด

เรื่องแรก การได้ตัวบุคคล

กระบวนการและขั้นตอนตามที่ออกแบบไว้นี้ดูเหมือนดี แต่บทเรียนการสรรหาของสภาที่ปรึกษาฯ สภาพัฒนาการเมือง กรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร และ กกต.จังหวัด ก็คล้ายกันนี้ และตกหลุมพรางไปหมดแล้ว คือ เจอบล็อกโหวตแบบไทยๆ เข้าก็เสร็จหมด การสรรหากรรมการ ป.ป.จ. จึงต้องระวังให้จงหนัก และวางแผนแก้เกมให้ดี พึงตระหนักว่าในความเป็นจริงพื้นที่จังหวัดหนึ่งๆ นั้นได้ถูกครอบงำโดยอิทธิพลนักการเมือง และระบบอุปถัมภ์ที่แน่นหนาไปเกือบหมดสิ้นแล้ว ยิ่ง ป.ป.จ.มีเงินเดือน ผลประโยชน์ และสถานะเชิงอำนาจที่ล่อตาล่อใจแบบนี้ นักการเมืองเขาจัดทัพเตรียมคนไว้รอท่ากันแล้ว มีเลือดโกงในตัว และมีสายสัมพันธ์โยงใยกันทั้งนั้น

วิธีแก้จึงต้องทำให้กระบวนการสรรหากลายเป็นเรื่องของสาธารณะในจังหวัดที่เปิดเผย โปร่งใส และครึกโครมให้มากที่สุด เรียกว่าใครสมัครก็ต้องพร้อมให้สังคมตรวจสอบคุณสมบัติและประวัติผลงานอย่างล่อนจ้อนกันทีเดียว อย่าทำมุบมิบแบบขอไปทีเป็นอันขาด องค์กรภาคประชาสังคมระดับชาติทั้งหลายแหล่ที่มีศักยภาพในด้านเครือข่าย คงต้องขอแรงเข้าไปช่วย ป.ป.ช. อย่าปล่อยให้ทำอย่างโดดเดี่ยวนะครับ

2.สถานะกรรมการ ป.ป.จ.

เมื่อได้ตัวบุคคลเข้ามาแล้ว อย่าคิดว่าทุกคนจะเข้าใจและมีอุดมการณ์ จักต้องปฐมนิเทศกันให้ชัดว่ากรรมการมีสถานะเช่นไร มีกรอบภารกิจและอำนาจหน้าที่แค่ไหน ต้องไม่เข้ามาทำตัวเป็นผู้บังคับบัญชาของพนักงานเจ้าหน้าที่ และไม่ไปยุ่มย่ามการบริหารจัดการของสำนักงาน อย่างที่นักการเมืองเขาทำกัน

กรรมการ ป.ป.จ. ต้องเป็นที่ปรึกษาและสนับสนุนคุ้มครองการปฏิบัติวิชาชีพของพนักงานเจ้าหน้าที่ ให้มีอิสระในงานตรวจสอบข้อเท็จจริง รวบรวมหลักฐาน บันทึกถ้อยคำเพิ่มเติม และการสรุปให้ความเห็น โดยไม่ให้อิทธิพลภายนอกแทรกแซง และต้องไม่ไปก้าวก่ายเสียเอง ส่วนในขั้นการพิจารณาเสนอความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาของ ป.ป.ช.ใหญ่นั้น กรรมการ ป.ป.จ.แต่ละท่านต้องใช้ดุลพินิจที่เป็นอิสระของตนอย่างซื่อสัตย์ซื่อตรงอีกครั้ง ก่อนที่จะสรุปเป็นมติขององค์คณะ นอกจากนั้นต้องย้ำกันให้หนักแน่นว่า ประเด็นคุณธรรมจริยธรรมในการทำงานนั้นสำคัญยิ่งยวด เพราะเป็นเรื่องคอขาดบาดตายของ ป.ป.ช.โดยรวม

3.ช่วยจัดการคดีพอกหางหมู

แม้บทบาท ป.ป.จ. จะไม่มีหน้าที่ไต่สวนข้อเท็จจริงตามมาตรา 43 แต่ก็ต้องรับเรื่องกล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งคาดได้ว่าจะทำให้มีคดีเข้ามาเพิ่มอีกเยอะ ในขณะที่คดีเดิมคั่งค้างอยู่ 7,121 คดี และมีบัญชีทรัพย์สินที่รอการตรวจสอบอีก 35,757 ราย นับเป็นปัญหาที่ท้าทายต่อการจัดการอย่างยิ่ง

อย่างหลังนั้นคงไม่ยาก เพราะ ป.ป.จ.จะช่วยแบ่งเบาได้มาก และยิ่งถ้าใช้มาตรการเปิดเผยข้อมูลทรัพย์สินของบุคคลผู้จะมาใช้อำนาจรัฐและงบประมาณจากภาษี ให้ประชาชนในจังหวัดของเจ้าตัวได้ทราบ สังคมท้องถิ่นจะช่วยแบ่งเบาการตรวจสอบของ ป.ป.ช.ได้เป็นอย่างดี

ส่วนการจัดการคดีที่คั่งค้างนั้น คิดถูกแล้วที่ไม่ให้ ป.ป.จ.ทำ เพราะแบบนั้นจะเกิดการเคลียร์คดีและประทับตรายางได้ง่าย แต่หากใช้วิธีออกแบบให้มีหน่วยสอบสวนพิเศษประจำพื้นที่ในระดับกลุ่มจังหวัด หรือภูมิภาคแบบ สตง.เขต โดยให้มาแบ่งเบาคดีเหล่านี้ก็น่าจะช่วยได้

4.การผนึกกำลังภาคีต้านทุจริต

ในสถานการณ์ปัจจุบัน งานปราบปรามทุจริตยังคงมีความสำคัญยิ่งนัก จะเบื่อหน่ายท้อแท้ไม่ได้ การปราบปรามนั้นต้องใช้นักวิชาชีพและการทำงานแบบมืออาชีพ (ในด้านการสืบสวนสอบสวน) ของพนักงานเจ้าหน้าที่ ภาคีที่เข้ามาช่วยจะเป็นได้ก็แค่อาสาสมัครเท่านั้น ตรงนี้ต้องไม่หลงประเด็นจนมั่วไปหมด ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช.ใหญ่ ที่จะต้องพัฒนากำลังคนด้านนี้อย่างเอาใจใส่ เพื่อให้พวกเขาได้มีขีดความสามารถ มีศักดิ์ศรี มีเกียรติภูมิ ได้รับการกระจายอำนาจที่เหมาะสม และใช้อำนาจอย่างซื่อตรงมีคุณธรรม

สำหรับงานป้องกันนั้น เมื่อมีกลไก ป.ป.จ.ก็น่าจะทำบทบาทการผนึกกำลังภาคีในระดับพื้นที่ได้ดีขึ้น ทั้งเครือข่ายภาคประชาสังคม สื่อมวลชนสายพันธุ์ปฏิรูป ภาคธุรกิจเชิงคุณธรรม และกลไกพื้นที่ขององค์กรอิสระอื่นๆ ขอเพียงแต่คิดนอกกรอบ และก้าวให้พ้นความเป็นราชการของตนให้ได้เท่านั้น

ขอให้กำลังใจครับ

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท