
ปึ้งหนักใจคดีเขาพระวิหาร
รมว.ต่างประเทศ ยอมรับหนักใจ คดีเขาพระวิหาร ห่วงคนไม่เข้าใจผลการตัดสินของศาลโลก เตรียมทีมทำความเข้าใจ
รมว.ต่างประเทศ ยอมรับหนักใจ คดีเขาพระวิหาร ห่วงคนไม่เข้าใจผลการตัดสินของศาลโลก เตรียมทีมทำความเข้าใจ
นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวถึงการเตรียมความพร้อมของทีมไทยต่อสู้คดีปราสาทพระวิหารว่า เรื่องดังกล่าวต้องแบ่งเป็น 3 ส่วน
1.การปฎิบัติตามคำสั่งเรื่องมาตรการชั่วคราวของศาลโลกคณะตัวแทนคณะทำงานร่วมไทย-กัมพูชา(เจดับเบิลยูจี) ได้หารือกันครั้งที่ 3ไปเมื่อวันที่ 17-19 ธันวาคมที่ผ่านมา ได้ข้อสรุปคือให้สองฝ่ายพิสูจน์ทราบจุดเอ-บี-ซี-ดี ของพื้นที่เขตปลอดทหารชั่วคราวและร่วมกันเตรียมแผนการเก็บกู้ทุ่นระเบิดภายในไม่เกินเดือนกุมภาพันธ์2556 โดยจะเริ่มเก็บกู้ทุ่นระเบิดในไตรมาสแรกของปี 2556
2. เรื่องการยื่นขอให้ศาลโลกตีความคำพิพากษาศาลกำหนดว่าจะนั่งบัลลังก์ฟังการชี้แจงด้วยวาจาครั้งสุดท้ายระหว่างวันที่15-19 เมษายนนี้ โดยคาดว่าหลังจากนั้นจะใช้เวลาอย่างน้อย 6เดือนจึงจะมีคำพิพากษาขณะนี้ได้หารือทีมที่ปรึกษากฎหมายต่างประเทศและกลั่นกรองท่าทีเบื้องต้นที่ได้จากการหารือเพื่อเสนอเป็นท่าทีให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบก่อนที่จะไปชี้แจงต่อศาลนอกจากนี้ในเดือนกุมภาพันธ์ตนจะไปประชุมกับทีมทนายโดยนายกรัฐมนตรีมีบัญชาให้นายพงษ์เทพ เทพกาญจนารองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในฐานะกำกับดูแลเรื่องกฎหมาย และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายต่างๆ อาทิ คณะกรรมการกฤษฎีกาไปร่วมพูดคุยกับทีมทนายเพื่อรับฟังแนวทางชี้แจงในศาลครั้งสุดท้าย อย่างไรก็ดีตนคงไม่เดินทางไปร่วมในการชี้แจงเดือนเมษายนนี้
3. กระทรวงการต่างประเทศจะเร่งเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสาธารณชนคนไทยเกี่ยวกับเรื่องปราสาทพระวิหารอย่างต่อเนื่องในปี 2556 โดยนอกจากการทำสารคดีและรายการต่างๆแล้วยังได้หารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกระทรวงมหาดไทยว่าจะให้ผู้แทนกรมสนธิสัญญาและกฎหมายกระทรวงการต่างประเทศ ไปร่วมอธิบายประเด็นปราสาทพระวิหารให้ผู้ว่าราชการจังหวัดรับทราบเพื่อจะได้นำไปถ่ายทอดต่อไปพร้อมกับทำเอกสารสรุปเพื่อแจกจ่ายประชาชนด้วย
สิ่งที่เราเกรงกลัวมากที่สุดคือหากศาลตัดสินไม่ถูกใจคนบางกลุ่มแล้วเกิดการชักจูงคนไปในทางที่ผิดจะส่งผลเสียอย่างยิ่งเพราะคำตัดสินของศาลโลกทุกประเทศต้องยอมรับการขัดขืนจะทำให้ไทยอยู่ในสังคมโลกลำบากดังนั้นต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนเกี่ยวกับความเป็นมาว่ารัฐบาลที่แล้วทำอะไรจึงเป็นต้นเหตุให้กัมพูชาไปฟ้องศาลโลกยอมรับว่าหนักใจในคดีปราสาทพระวิหาร
แต่คิดว่ารัฐบาลก็ทำดีที่สุดแล้วองค์ประกอบในการสู้คดีใช้ทีมงานชุดเดิมตลอดมีการเปลี่ยนแปลงแค่ตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเท่านั้นมองตั้งแต่ตอนมารับตำแหน่งแล้วว่าคดีนี้มีแต่แพ้กับเสมอตัวคือถ้าแพ้ก็เสีย แต่ถ้าอยู่แบบเดิมคือปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชาส่วนพื้นที่รอบปราสาทเป็นแบบเดียวกับปี 2505 ก็คือเสมอตัวเท่านั้นแต่คนที่อยู่ตามแนวชายแดนทั้งไทยและกัมพูชาต้องอยู่กันอย่างนี้ไปชั่วลูกชั่วหลาน ยิ่งในอนาคตที่เราก้าวสู่ประชาคมอาเซียนเหมือนประชาคมยุโรปเรื่องเขตแดนแทบจะไม่มีความหมายและไม่อยากเห็นการปะทะตามแนวชายแดนเกิดขึ้น เพราะเราเป็นเพื่อนบ้านกันควรอยู่ร่วมกันด้วยสันติสุข ไม่อยากให้มีการแบ่งแยกอยากฝากไว้ว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ผลสุดท้ายจะเป็นอย่างไรต้องยอมรับแต่หนักใจที่คนส่วนหนึ่งจะไม่เข้าใจเท่านั้นเอง







