
ความท้าทายแห่งอนาคตด้านทรัพยากร
เรายังอยู่กันเกี่ยวกับภาพอนาคตของโลกและไทยซึ่งมี 3 เรื่องหลักที่จะเกิดขึ้นในอนาคตคือ 1.พลังงาน 2.น้ำ 3.อาหาร ซึ่งผมจะวาดภาพเรื่องพลังงานกับน้ำให้พิจารณากัน วันนี้เรามาว่ากันด้วยเรื่องอาหารนะครับ
เรายังอยู่กันเกี่ยวกับภาพอนาคตของโลกและไทยซึ่งมี 3 เรื่องหลักที่จะเกิดขึ้นในอนาคตคือ 1.พลังงาน 2.น้ำ 3.อาหาร ซึ่งผมจะวาดภาพเรื่องพลังงานกับน้ำให้พิจารณากัน วันนี้เรามาว่ากันด้วยเรื่องอาหารนะครับ
ปัจจัยขับเคลื่อนด้านอาหาร คาดว่าทั่วโลกจะต้องเผชิญกับความท้าทายด้านการผลิตอาหารให้เพียงพอต่อความต้องการ โดยที่สำนักงานรัฐบาลเพื่อการวิทยาศาสตร์ (Government Office for Science)แห่งสหราชอาณาจักรภายใต้โครงการ Foresight ระบุว่าภายใน 40 ปีข้างหน้านี้ ระบบอาหารโลก (Global Food System) จะต้องเผชิญกับภาวะกดดันในหลายๆ ด้าน เช่น แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของประชากร ที่จะเพิ่มขึ้นจาก 2,000 ล้านคน เป็น 9,000 ล้านคน โดยภายในปี พ.ศ. 2593 การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การแก่งแย่งทรัพยากรไม่ว่าจะเป็นที่ทำกิน แหล่งน้ำ หรือพลังงาน รวมทั้งแบบแผนการบริโภค และจริยธรรมของผู้บริโภคที่จะเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจะเป็นภาวะกดดันที่จะมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร (Food Security)
สำหรับกรณีของประเทศไทย ในอนาคตอาจจะมีวิกฤตอาหาร เนื่องจากปัจจัยภายในประเทศ คือการขาดการพัฒนาเทคโนโลยีและงานวิจัยเพื่อต่อยอดอุตสาหกรรมอาหาร
นอกจากนี้ การที่รัฐบาลไทยไม่มีนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมอาหารที่ชัดเจน และอาศัยมาตรการแก้ไขปัญหาสินค้าการเกษตรในระยะสั้นเท่านั้น เช่น การประกันราคาสินค้าเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิตในภาคอุตสาหกรรมและไม่สามารถช่วยเกษตรกรผู้ผลิตอาหารได้ในระยะยาว นอกจากนี้จะเป็นปรากฏการณ์โลกจะขาดแคลนอาหาร
องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization : FAO) และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Cooperationand Development : OECD) คาดการณ์ว่าในอีก10 ปีข้างหน้านี้ ราคาเมล็ดธัญพืชจะสูงขึ้น 20%ราคาเนื้อสัตว์จะสูงขึ้น 30% ขณะที่การผลิตอาหารจะต้องเพิ่มขึ้นอีก 70% ในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) เงื่อนที่ทำให้เกิดสถานการณ์ดังกล่าว ได้แก่ อัตราการเจริญเติบโตของกลุ่มประเทศเกิดใหม่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ราคาพลังงานและต้นทุนการวางแผนระบบชลประทานที่เพิ่มสูงขึ้น การขยายพื้นที่ปลูกพืชพลังงานในอนาคต เนื่องจากในอนาคตราคาน้ำมันมีราคาสูงขึ้น เป็นเหตุให้ในหลายประเทศมีนโยบายการเพาะปลูกพืชพลังงานมากขึ้น โดยไปลดการผลิตพืชเพื่ออาหารลง แม้พืชในบางประเภทที่ไม่ใช่อาหารแต่ราคาผลิตภัณฑ์มีการเชื่อมโยงกับราคาน้ำมัน เช่น ยางพารา จะมีการผลิตเพิ่มเมื่อราคาสูงขึ้นตามราคานํ้ามัน จนไปแย่งพื้นที่ปลูกพืชอาหาร
ทั้งนี้ องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA)คาดการณ์ไว้ว่าในปี พ.ศ. 2573 (ค.ศ. 2030) ทั่วโลกจะมีความต้องการใช้พืชพลังงาน 92.4 ล้านตันเทียบกับ 14.5 ล้านตันในปี พ.ศ. 2550 ทำให้ต้องเพิ่มพื้นที่ปลูกพืชพลังงานซึ่งจะไปลดพื้นที่การปลูกพืชอาหาร
กรณีของรัฐบาลได้มีนโยบายส่งเสริมการผลิตและใช้เอทานอลและไบโอดีเซล เพื่อลดการนำเข้าและการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลโดยมีเป้าหมายเพิ่มการใช้เอทานอล และไบโอดีเซลเป็นส่วนประกอบในน้ำมันเบนซินไม่น้อยกว่า 9 ล้านลิตรต่อวัน และในน้ำมันดีเซลไม่น้อยกว่า 4.5 ล้านลิตรต่อวันภายในปี พ.ศ. 2565 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่มีการใช้เอทานอล 1.23 ล้านลิตรต่อวัน และไบโอดีเซล 1.73 ล้านลิตรต่อวัน
นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เตรียมแผนส่งเสริมการปลูกพืชพลังงานทดแทน ซึ่งประกอบไปด้วยมันสำปะหลัง อ้อย ปาล์มน้ำมันและพืชพลังงานอื่น โดยมีแผนที่จะผลิต 30 ล้านตันต่อปี นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะมีความสำคัญเช่นกัน โดยคณะกรรมการศึกษาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโลกระหว่างประเทศ (IPCC)







