
ไป"ระรึกชาติ"ที่ศรีลังกา (5)
งานสำคัญอย่างหนึ่งของมหาโพธิสมาคม คือ การออกวารสาร “มหาโพธิ” เผยแพร่ไปทั่วโลก เมื่อมีการจัดประชุม “สภาผู้แทนศาสนาโลก” ขึ้นที่นครชิคาโก เมื่อปี 2436 กรรมการได้อ่านวารสารมหาโพธิแล้วมีมติเชิญท่านธรรมปาละ เป็นผู้แทนชาวพุทธฝ่าย “ทักษิณนิกาย” ไปร่วมประชุม ด้วยวัยเพียง 29 ปี ท่านธรรมปาละเกรงว่าจะไม่สามารถทำหน้าที่ได้ดีในที่ประชุมที่ยิ่งใหญ่เช่นนั้น จึงยังไม่กล้ารับ แต่บรรดากัลยาณมิตรล้วนเห็นควรรับ ในที่สุดท่านก็ตัดสินใจตอบรับ ซึ่งพันเอกออลคอตต์ไม่เห็นด้วย เนื่องจากเห็นว่าจะ “ไร้ประโยชน์ ควรอยู่ทำงานในอินเดียต่อไปจะดีกว่า” แต่เมื่อท่านยืนยัน พันเอกออลคอตต์ก็เขียนจดหมายถึงมิสซิสบีแซนต์ (Mrs.Besant) ซึ่งจะไปร่วมประชุมด้วยให้ช่วยดูแลท่านธรรมปาละ
งานสำคัญอย่างหนึ่งของมหาโพธิสมาคม คือ การออกวารสาร “มหาโพธิ” เผยแพร่ไปทั่วโลก เมื่อมีการจัดประชุม “สภาผู้แทนศาสนาโลก” ขึ้นที่นครชิคาโก เมื่อปี 2436 กรรมการได้อ่านวารสารมหาโพธิแล้วมีมติเชิญท่านธรรมปาละ เป็นผู้แทนชาวพุทธฝ่าย “ทักษิณนิกาย” ไปร่วมประชุม ด้วยวัยเพียง 29 ปี ท่านธรรมปาละเกรงว่าจะไม่สามารถทำหน้าที่ได้ดีในที่ประชุมที่ยิ่งใหญ่เช่นนั้น จึงยังไม่กล้ารับ แต่บรรดากัลยาณมิตรล้วนเห็นควรรับ ในที่สุดท่านก็ตัดสินใจตอบรับ ซึ่งพันเอกออลคอตต์ไม่เห็นด้วย เนื่องจากเห็นว่าจะ “ไร้ประโยชน์ ควรอยู่ทำงานในอินเดียต่อไปจะดีกว่า” แต่เมื่อท่านยืนยัน พันเอกออลคอตต์ก็เขียนจดหมายถึงมิสซิสบีแซนต์ (Mrs.Besant) ซึ่งจะไปร่วมประชุมด้วยให้ช่วยดูแลท่านธรรมปาละ
การเดินทางไปสหรัฐครั้งนั้น ผ่านไปทางยุโรป จึงเป็นครั้งแรกที่ท่านได้ไปเยือนอังกฤษ ซึ่งท่านได้รับการต้อนรับอย่างดียิ่งจาก เซอร์เอ็ดวิน อาร์โนลด์ (กวีผู้ประพันธ์หนังสือ “ประทีปแห่งทวีปเอเชีย” ซึ่งเป็นพุทธประวัติที่รจนาเป็นภาษากวีอันโด่งดัง) ซึ่งมีโทรเลขถึงท่าน “ยินดีต้อนรับสู่อังกฤษ” และรับท่านไปดูแลตลอดเวลาที่อยู่ในอังกฤษ ท่านได้พบบุคคลสำคัญของอังกฤษหลายคน เช่น ริส เดวิดส์ ปราชญ์ทางพุทธศาสนา และเอตทัคคะทางภาษาบาลี และได้พบมิสซิสบีแซนต์ ซึ่งเดินทางไปชิคาโกพร้อมท่านและดูแลท่านอย่างดียิ่งจนท่านรู้สึกว่ามิสซิสบีแซนต์เสมือนมารดาท่าน
ในการประชุมสภาผู้แทนศาสนาโลกที่ชิคาโก ท่านประสบความสำเร็จอย่างสูงยิ่ง ในการกล่าวปราศรัยในที่ประชุมและการแสดงปาฐกถาในหลายที่ คู่กันกับสวามี วิเวกานันทะ ผู้แทนฮินดูจากอินเดีย ซึ่งสร้างความประทับใจให้แก่ที่ประชุมใกล้เคียงกัน ทั้งคู่ยังอยู่ในวัยหนุ่ม โดยสวามีวิเวกานันทะแก่กว่าท่านธรรมปาละปีเดียว ทั้งสองเป็นมิตรที่ดีต่อกันแม้ต่างศาสนากัน
จากสหรัฐ ท่านเดินทางกลับทางฝั่งตะวันตก ผ่านฮอนโนลูลู ซึ่งที่นั่นมีผู้มาเยี่ยมคารวะท่านคนหนึ่งคือ มิสซิส แมรี อี. ฟอสเตอร์ วัยราว 50 ปี มาปรึกษาปัญหาความเป็นคน “อารมณ์ร้าย” ของตน ท่านธรรมปาละให้คำแนะนำสั้นๆ โดยมีเวลาพบปะกันไม่กี่นาที แต่กลับกลายเป็นการพบปะครั้งสำคัญ เพราะหลังจากนั้นมิสซิสฟอสเตอร์มีศรัทธาต่อท่านธรรมปาละอย่างมาก ในฐานะที่เป็นเศรษฐินีที่ผู้มั่งคั่งซึ่งสืบสกุลมาจากกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของฮอนโนลูลู มิสซิสฟอสเตอร์ได้บริจาคเงินให้แก่ท่านธรรมปาละอย่างต่อเนื่อง รวมแล้วร่วมล้านรูปี ซึ่งท่านนำไปสร้างโรงเรียน โรงพยาบาล วัด วิหาร และทำกิจกรรมอื่นๆ ของท่าน ชาวพุทธจำนวนไม่น้อยถือกันว่ามิสซิสฟอสเตอร์เทียบได้กับอนาถบิณฑิกเศรษฐีและนางวิสาขาในสมัยพุทธกาล
จากฮอนโนลูลู ท่านแวะญี่ปุ่นและไทย โดยอยู่ในประเทศไทยสามสัปดาห์ ได้พบเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้นคือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ จากนั้นแวะที่สิงคโปร์ก่อนกลับสู่ลังกา โดยได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ มีการจัดขบวนแห่แหนโดยให้ท่านนั่งไปบนหลังช้างอย่างเอิกเกริก แต่อยู่ที่ลังกาได้ไม่นานท่านก็ต้องเดินทางไปอินเดีย การเดินทางครั้งนั้นทำให้ท่านเป็นชาวพุทธคนแรกที่ได้เดินทางไปเผยแผ่ศาสนารอบโลก
ถึงเวลานั้นท่านคิดจะเข้าไป “ปักธง” พุทธ ณ พระมหาวิหารที่พุทธคยา โดยนำพระพุทธรูปไปตั้งบูชาที่นั่น แต่นายแม็คเฟอร์สันผู้ว่าการที่เมืองคยาแนะนำให้ท่านไปหารือผู้นำชาวฮินดูเสียก่อน ท่านจึงเดินทางไปกรุงพาราณสี ซึ่งเป็นศูนย์กลางสำคัญของผู้นำฮินดู แต่พบว่าผู้นำฮินดูล้วนเห็นว่าพระพุทธเจ้าเป็นเพียงอวตารปางหนึ่งของพระวิษณุตามที่ “แต่ง” ไว้ในคัมภีร์ปุราณะ ปราชญ์ฮินดูเหล่านั้น ถือว่าชาวพุทธจึงไม่มีสิทธิใดๆ ที่จะเข้าไปครอบครองพุทธคยา
ฝ่ายมหันท์ เมื่อทราบความคิดท่านธรรมปาละ ก็ขู่ว่าถ้าขืนทำเช่นนั้นจะมีชาวฮินดู 5,000 คนไปขัดขวาง และสังหารท่าน โดยตนเตรียมเงินไว้ 1 แสนรูปี เพื่อการนั้นไว้แล้ว
แต่ท่านก็ไม่เปลี่ยนใจ เช้ามืดวันที่ 25 ก.พ. 2438 ขณะนั้นท่านอายุได้ 31 ปี ท่านตื่นขึ้นตอนตี 2 นั่งสมาธิพักหนึ่ง แล้วปลุกพระสงฆ์ในบ้านพักผู้แสวงบุญให้ตื่นขึ้นเตรียมพร้อม จากนั้นท่านกล่าวปฏิญาณ 7 ครั้ง ต่อหน้าพระสงฆ์ว่าจะอุทิศชีวิตให้แก่พุทธศาสนา จนรุ่งเช้าท่านและคณะก็นำพระพุทธรูปออกจากเมืองคยาเข้าไปตั้งไว้ในพระวิหารที่พุทธคยา ซึ่งฝ่ายมหันท์ก็ขัดขวาง ทำร้ายท่านและคณะ จับพระพุทธรูปโยนทิ้งออกมา พระพุทธรูปองค์นั้นเป็นพระพุทธรูปญี่ปุ่นอายุราว 700 ปี
ทางการเข้าปกป้องคุ้มครองท่าน และตัดสินว่าคนของมหันท์มีความผิด จำคุก 1 เดือน และปรับคนละ 100 รูปี แต่ต่อมาศาลแขวงกลับคำตัดสิน และศาลฎีกาพิพากษาตามศาลชั้นต้น โดยผู้พิพากษาทั้งสองศาลมีทัศนะเป็นปฏิปักษ์ต่อท่านอย่างชัดแจ้ง พระพุทธรูปองค์นั้นท่านนำกลับมาไว้ในบ้านผู้จาริกแสวงบุญที่ทางการพม่าสร้างไว้ แต่ทางการอินเดียสั่งให้นำออกไป สร้างความไม่พอใจให้แก่ชาวพุทธทั้งในพม่าและศรีลังกา ทางการอินเดียจึงไม่กล้าบังคับ และพระพุทธรูปองค์นั้นยังคงอยู่ในบ้านพักดังกล่าว โดยมีพระสงฆ์จำพรรษาดูแลต่อมา
จนกระทั่งถึงปี 2449 ศาลตัดสินให้ฝ่ายมหันท์ชนะคดีที่ฟ้องร้องขับไล่มิให้สงฆ์ไปจำพรรษาในบ้านผู้แสวงบุญที่กษัตริย์พม่าสร้างไว้นั้น โดยศาลพิจารณาว่าบ้านดังกล่าวสร้างโดยพวกมหันท์และมีวัตถุประสงค์ให้ชาวพุทธพม่าเข้าพัก “ชั่วคราว” จึงต้องอยู่ชั่วคราวเท่านั้น จะพักจำพรรษาเป็นการถาวรไม่ได้ และจะตั้งพระพุทธรูปเป็นการถาวรก็ไม่ได้
ปีเดียวกันนั้น บิดาท่านธรรมปาละก็ถึงแก่กรรม ปี 2449 จึงเป็นปีแห่งการสูญเสียของท่านธรรมปาละ มิสซิสฟอสเตอร์ทราบข่าวจึงมีจดหมายถึงท่านขอเป็น “แม่บุญธรรม” ของท่าน







