posttoday
โลกมองไทย 2555 การศึกษาดิ่ง ศก.ฟื้น-ท่องเที่ยวแกร่ง

โลกมองไทย 2555 การศึกษาดิ่ง ศก.ฟื้น-ท่องเที่ยวแกร่ง

31 ธันวาคม 2555

ลองไล่เรียบเรียงข้อมูลการจัดอันดับของสถาบันองค์กรต่างๆ ทั่วโลกตลอดทั้งปี 2555 ที่กำลังจะผ่านพ้นไปในอีกไม่กี่อึดใจนี้ ต้องยอมรับว่านับเป็นปีที่ประเทศไทยพัฒนาปรับปรุงจนเข้าตากรรมการทั่วโลกทั้งในทางบวกและทางลบกระทั่งติดอันดับโลกในแทบจะทุกแง่มุมของการศึกษา สังคม การเมืองและเศรษฐกิจ

ลองไล่เรียบเรียงข้อมูลการจัดอันดับของสถาบันองค์กรต่างๆ ทั่วโลกตลอดทั้งปี 2555 ที่กำลังจะผ่านพ้นไปในอีกไม่กี่อึดใจนี้ ต้องยอมรับว่านับเป็นปีที่ประเทศไทยพัฒนาปรับปรุงจนเข้าตากรรมการทั่วโลกทั้งในทางบวกและทางลบกระทั่งติดอันดับโลกในแทบจะทุกแง่มุมของการศึกษา สังคม การเมืองและเศรษฐกิจ

ด้วยเหตุนี้ จึงกลายเป็นประเด็นส่งท้ายปีที่น่าสนใจไม่น้อย สำหรับการรวบรวมการติดอันดับของประเทศไทย ในปีนี้มานำเสนอสรุปยอดให้ได้รับทราบทั่วหน้ากันอีกครั้ง เพราะนอกจากจะทำให้ได้รับรู้มุมมองของบรรดานานาประเทศที่มีต่อดินแดนสุวรรณภูมิแห่งนี้แล้ว ข้อมูลข้อเท็จจริงดังกล่าวยังเป็นเสมือนกระจกสะท้อนให้ “ไทย” ได้มองเห็น “เงา” อีกด้านของตัวเอง

เริ่มจากเรื่องใกล้ตัวที่พื้นฐานสำคัญอย่าง “การศึกษา” ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องกัดฟันยอมรับว่า การจัดอันดับในปีนี้ ประเทศไทยเข้าข่ายเกณฑ์ที่ค่อนข้างย่ำแย่มากในสายตาต่างชาติ หลักฐานแรกสุดเห็นได้ชัดเจนจากผลการจัดอันดับทักษะการใช้ภาษาอังกฤษของกลุ่มประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ จากสถาบันภาษาอีเอฟ ที่ปรากฏว่า ไทยอยู่ในอันดับรองบ๊วย คือ อันดับที่ 53 จากทั้งหมด 54 ประเทศ

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อนำระดับคะแนนความสามารถของ 10 ชาติสมาชิกประชาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) มาเปรียบเทียบกัน เป็นเรื่องน่าอดสูที่ต้องยอมรับอีกว่า ระดับความสามารถการใช้ภาษาอังกฤษของไทยอยู่ในอันดับที่แย่ที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกันทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ไม่เพียงแค่เฉพาะทักษะด้านภาษาต่างประเทศเท่านั้นที่ย่ำแย่ ทักษะด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ของไทยก็อยู่ในเกณฑ์ไม่สู้ดีนักด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยบอสตัน ในสหรัฐ ได้ทำการทดสอบทักษะวิชาด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ จนพบว่าคะแนนของเด็กนักเรียนไทยใน 2 วิชาดังกล่าวประจำปี 2554 มีทิศทางแย่ลง โดยคะแนนวิชาคณิตศาสตร์ของเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ของไทยอยู่ที่อันดับ 38 จากทั้งหมด 50 ประเทศทั่วโลก โดยมีคะแนนที่ 458 คะแนน ซึ่งถือว่าต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของการจัดอันดับครั้งนี้ เช่นเดียวกับคะแนนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ของไทยที่รั้งอันดับที่ 36

นอกจากนี้ ถ้าพิจารณาจากผลการจัดอันดับที่กล่าวมาข้างต้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ บริษัท เพียร์สัน หนึ่งในผู้ผลิตสิ่งพิมพ์ด้านการศึกษารายใหญ่ของโลก จะจัดให้ระบบการศึกษาไทยอยู่ในลำดับท้ายๆ ของประเทศที่มีระบบการศึกษาดีที่สุดในโลก โดยไทยรั้งในอันดับที่ 37 จากทั้งหมด 40 ประเทศ ซึ่งการจัดทำดังกล่าวทางผู้จัดทำได้อ้างอิงข้อมูลผลการศึกษาในระหว่างปี 2549–2553 มาเป็นเกณฑ์พิจารณา

ข้ามจากเรื่องของการศึกษามาพินิจพิเคราะห์ในด้านคุณภาพชีวิตและสังคมกันบ้าง ก็ต้องยอมรับอีกเช่นกันว่า ชีวิตความเป็นอยู่ในปีนี้ของไทยไม่ค่อยจะดีเท่าไรนัก เพราะผลการสำรวจที่แสดงออกมาล้วนเป็นไปในทิศทางที่แย่ลง เมื่อเทียบกับการจัดอันดับในปีที่แล้วทั้งสิ้น

ไล่เรียงตั้งแต่อันดับประเทศที่ประชากรอายุยืนที่สุดโลกในปีนี้ ซึ่งจัดทำโดยสำนักข่าวกรองกลางสหรัฐ (ซีไอเอ) ไทยมีอันดับที่แย่ลงจากเดิม 4 อันดับ โดยอยู่ที่ 114 จากทั้งหมด 222 ประเทศ เทียบกับการจัดอันดับเมื่อปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่ 110 ส่วนทางด้านผลการสำรวจเมืองที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดในโลกประจำปี 2555 โดยบริษัทวิจัย เมอเซอร์ ระบุว่า กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของไทย ได้อันดับที่ 115 จาก 220 ประเทศทั่วโลก

ขณะที่ประเด็นด้านความเสมอภาคทางเพศระหว่างชายหญิงนั้น แม้ว่าไทยจะมีนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ แต่ผลการจัดอันดับ โดย เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม กลับชี้ว่า ความเท่าเทียมทางเพศของไทยในปีนี้มีแนวโน้มแย่ลง โดยอยู่อันดับที่ 65 จากทั้งหมด 135 ปี ขณะที่ปีก่อนอยู่อันดับที่ 60

แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้น ใช่ว่าไทยจะเลวร้ายในสายตาประชาคมโลกเสมอไป เพราะในบางมุมนั้น ไทยก็ยังคงมีเสน่ห์น่าดึงดูดไม่น้อย โดยเฉพาะความเป็นคนยิ้มง่าย อัธยาศัยดี และมีความเป็นมิตรสูง

เห็นได้จากผลการจัดอันดับประเทศที่ประชากรมีความสุขมากที่สุดในโลกของแกลลอป อิงค์ บริษัทวิจัยชื่อดังในสหรัฐ ที่พบว่า ไทยติดอันดับที่ 3 ร่วมกับ ตรินิแดด แอนด์ โทเบโก ปานามา และปารากวัย จากทั้งหมด 148 ประเทศ ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านที่ได้ชื่อว่าร่ำรวยด้วยรายได้ประชากรเฉลี่ยต่อหัวที่สูงที่สุดเป็นอันดับ 5 ของโลก ทั้งยังเป็นประเทศพัฒนาแล้วหนึ่งเดียวในอาเซียน อย่างสิงคโปร์ กลับมีความสุขน้อยที่สุด

นอกจากนี้ อีกเรื่องที่น่ายินดีก็คือ ปีนี้เป็นครั้งแรกที่ไทยได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่น่าเกิดมากที่สุดในโลก จาก ดิ อีโคโนมิสต์ อินเทลลิเจนซ์ ยูนิต (อีไอยู) หน่วยงานวิจัยในเครือของนิตยสาร ดิ อีโคโนมิสต์ โดยจัดให้ไทยอยู่ที่ 50 จากทั้งหมด 80 ประเทศทั่วโลก จากเดิมทีการจัดอันดับเมื่อปี 2531 ซึ่งไม่มีชื่อไทยติดเลย

สำหรับประเด็นในด้านเศรษฐกิจนั้น เริ่มกันที่มุมมองภาพลักษณ์ ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั่วโลก โดยผลการสำรวจของแม็คแคนน์ เวิลด์ กรุ๊ป บริษัทโฆษณาและวิจัยตลาดชื่อดังของโลก ระบุว่า ไทยติดอันดับที่ 26 ของประเทศที่มีภาพลักษณ์ดีที่สุดในโลก

ทว่า มุมมองที่น่าสนใจกว่า คือผลการจัดอันดับข้างต้นยังจัดให้ ไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านภาพลักษณ์ระดับโลกในอนาคต หรือ “FUTURE 15” ซึ่งตัวอย่างในกลุ่มนี้ประกอบด้วย บราซิล อินเดีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นต้น

รายงานดังกล่าวให้เหตุผลว่า เป็นเพราะไทยมีแนวโน้มที่จะก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการผลิตของภูมิภาค โดยส่วนหนึ่งเป็นผลพวงจากการที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ อีกทั้งยังได้รับความไว้วางใจจากนักลงทุนต่างประเทศ ที่ยังคงต้องการใช้ไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าต่อไป ทั้งๆ ที่หลายธุรกิจของต่างชาติจำนวนมากจะได้รับความเสียหายจากอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปี 2554 ก็ตาม

ภาพลักษณ์ไทยในสายตาต่างชาติที่ดีขึ้นยังสอดรับกับภาวะและศักยภาพเศรษฐกิจโดยรวมของไทยที่เริ่มดีขึ้นจากปีที่แล้ว โดยในปีนี้ เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม ยังได้ยกให้ไทยมีความสามารถในแข่งขันทางเศรษฐกิจโลกอยู่ในอันดับที่ดีขึ้น 1 อันดับจากปีที่แล้วที่ 39 มาอยู่ที่ 38 จากทั้งหมด 144 ประเทศทั่วโลก

สำหรับด้านเศรษฐกิจท่องเที่ยวนั้น ต้องยอมรับว่าประเด็นดังกล่าวนับเป็นจุดแข็งทางเศรษฐกิจของไทย ที่ยังสามารถหาช่องทางขยายตัวเติบโตต่อไปได้ดี

ทั้งนี้ ผลการจัดอันดับสุดยอดเมืองแห่งการช็อปปิ้งของทริป แอดไวเซอร์ เว็บไซต์ข้อมูลข่าวสารการท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดของโลก กรุงเทพมหานครคว้าอันดับ 2 ของโลก โดยเป็นรองแค่มหานครนิวยอร์ก ซิตีของสหรัฐ เท่านั้น

นอกจากนี้ กรุงเทพฯ ยังติดอันดับ 3 เมืองที่มีค่าเงินถูกและคุ้มค่าต่อการมาท่องเที่ยวมากที่สุดในโลกอีกด้วย ตามหลังเพียงแค่กรุงลิสบอนของโปรตุเกส และเมืองบูดาเบสต์ของฮังการีเท่านั้น

ล่าสุด เว็บไซต์จองโรงแรมชื่อดังในเอเชียอย่าง อโกดาดอทคอม ก็ยังยกให้ 3 เมืองของไทยติดอันดับในกลุ่มท็อปเทนของเมืองที่มีสีสันครึกครื้นมากที่สุดในยามค่ำคืน 25 เมืองทั่วโลกอีกด้วย โดยกรุงเทพมหานคร ได้ที่ 1 ขณะที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ได้อันดับที่ 4 ส่วน จ.ภูเก็ต ติดอยู่ที่ 6

ทั้งหมดนี้คือ มุมมองที่ชาวต่างชาติมีต่อไทยโดยภาพรวม ก็ได้แต่หวังว่ามุมมองเหล่านี้ จะมีส่วนช่วยกระตุ้นและสะท้อนให้รู้ถึงจุดแข็งอ่อนของไทย ให้ต้องไปปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นในปี 2556 ต่อไป

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท