posttoday
สังคายนา กยศ-กรอ. อุดรอยรั่วเงินกู้นักเรียน

สังคายนา กยศ-กรอ. อุดรอยรั่วเงินกู้นักเรียน

31 ธันวาคม 2555

ห้วงปีที่ผ่านมารัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เดินหน้าพัฒนาการศึกษาเพื่อสร้างขีดความสามารถทางด้านการแข่งขันของประเทศ

ห้วงปีที่ผ่านมารัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เดินหน้าพัฒนาการศึกษาเพื่อสร้างขีดความสามารถทางด้านการแข่งขันของประเทศ

โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ

และลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา จึงได้ปัดฝุ่นโครงการเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) ขึ้นใหม่ เพื่อเชื่อมต่อกับกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)

แต่ดูเหมือนว่าการทำงานผสมผสานของกองทุน กรอ.และ กยศ.ยังคลานเป็นเต่า จนในที่สุดก็เกิดปรากฏการณ์ยื่นใบลาออกของ ธาดา มาร์ติน ผู้จัดการกองทุน กยศ.ที่จะมีผลในวันที่ 1 ม.ค. 2556 นี้

ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ช็อก เพราะก่อนหน้านี้คณะกรรมการ กยศ. ที่มี อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน เพิ่งมีมติคัดเลือก ธาดา เป็นผู้จัดการ กยศ.อีก 1 สมัย หลังจากดำรงตำแหน่งมาแล้ว 4 ปี

เป็นการสะท้อนว่า ธาดา ไม่สามารถรับลูกนโยบายของคณะกรรมการ กยศ. ที่ต้องการเดินหน้าบูรณาการ กยศ. ให้เชื่อมต่อ กรอ. ตามนโยบายรัฐบาลได้

รวมไปถึงไม่สามารถสานแนวคิดในการส่งนักศึกษาที่มีไอเดียดี ความคิดสร้างสรรค์ มุ่งมั่นจะเป็นเถ้าแก่น้อยเข้าไปชิงเค้กคือเงินกู้ใน “กองทุนตั้งตัวได้” ของรัฐบาลอีกต่อหนึ่งได้

สถานะของกองทุน กยศ.ที่ผูกพันกับการปล่อยกู้ นักเรียน นักศึกษา ไปแล้ว 3.7 ล้านคน มีงบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรมาให้ปีละ 44.8 หมื่นล้านบาท รวมเป็นเงิน 3.06 แสนล้านบาท จึงกลายเป็นประเด็นที่ต้องจับตามอง

หลักการของ กยศ. คือแก้ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำทางด้านการศึกษา กองทุนนี้จึงตั้งขึ้นเพื่อให้นักเรียนมัธยมปลายกู้เป็นค่าเทอมรวมค่าครองชีพปีละไม่เกิน 2.72 หมื่นบาท

นักศึกษา ปวช. ปวส. อนุปริญญาตรี และปริญญาตรี กู้ได้ตั้งแต่ 5.14 หมื่นบาทถึง 2.26 แสนบาทต่อปี ซึ่งผลดำเนินงานในปีการศึกษา 2555 พบว่าได้อนุมัติงบประมาณให้ นักเรียน นักศึกษา กว่า 8.68 แสนคน เป็นเงินกว่า 4.38 หมื่นล้านบาท

หลายปีที่ผ่านมา กยศ. และ กรอ. มีปัญหาหลายเรื่อง นับจากหนี้เสียจำนวนมาก การบริหารเงินกองทุนที่ไร้ประสิทธิภาพทำให้สถานศึกษาทุจริต จนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สั่งรับคดีทุจริตเงิน กรอ. และ กยศ. เป็นคดีพิเศษ มีสถาบันการศึกษาที่เข้าข่ายกระทำความผิด 32 แห่ง มูลค่าความเสียหายกว่า 4,000 ล้านบาท ซึ่งพบว่ามีการทุจริตเงินยืมเรียนของเด็กไป โดยใช้วิธีการเอาชื่อปลอมมาลงทะเบียน

จากข้อมูลของ กยศ.พบว่า มีกลุ่มผู้กู้ยืมที่ค้างชำระหนี้ 5 งวดขึ้นไป ที่จะถูกดำเนินคดีในปี 2554 มีจำนวนทั้งสิ้น 1.67 แสนคน เป็นมูลหนี้ที่ค้างชำระถึง 1.66 หมื่นล้านบาท

ขณะที่หัวใจของ กรอ. คือการช่วยค่าเทอม และค่าครองชีพในภาควิชาที่ขาดแคลน เช่น ในคณะสังคมศาสตร์ ศิลปศาสตร์ มุนษยศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ กู้ได้สูงสุด 6 หมื่นบาทต่อปีการศึกษา คณะศิลปกรรมศาสตร์ สถาปัตยกรรมศาสตร์ กู้ได้ 7 หมื่นบาทต่อปีการศึกษา คณะวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเกษตรศาสตร์ กู้ได้ 7 หมื่นบาทต่อปีการศึกษา คณะสาธารณสุขศาสตร์ พยาบาลศาสตร์ เภสัชศาสตร์ กู้ได้ 9 หมื่นบาทต่อปีการศึกษา และ คณะแพทยศาสตร์ สัตวแพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ กู้ได้ 2 แสนบาทต่อปีการศึกษา

เรียกว่า ปล่อยกู้จนมีอาชีพ

มีการตั้งเป้าหมายปล่อยกู้จำนวน 6,000 ล้านบาท คาดว่าจะสามารถรองรับผู้กู้ได้ประมาณ 7 หมื่นคน

ส่วนแนวคิดของ “กองทุนตั้งตัวได้” คือ กองทุนที่ให้กลุ่มนักศึกษาจากสถาบันอุดมศึกษาและอาชีวศึกษาที่ศึกษาอยู่หรือสำเร็จการศึกษาแล้วไม่เกิน 5 ปีการศึกษา และสถาบันการศึกษาที่สนับสนุน สามารถกู้เงินใช้ในการประกอบอาชีพอิสระ 10 กลุ่ม อาทิ การลงทุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศการเกษตร การท่องเที่ยว ศิลปะและวัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทยและอุตสาหกรรมต่างๆ สามารถขอสินเชื่อได้สูงสุด 3 ล้านบาทต่อคน

คาดว่ากองทุนนี้จะมีระยะเวลาการดำเนินงาน 4 ปี มีวงเงินสนับสนุนรวม 1.5 หมื่นล้านบาท

เมื่อคิดสะระตะพบว่ารัฐบาลต้องควักเงินเพื่อนำมาจ่ายเป็นค่าเทอม ค่าเล่าเรียน ค่าอาหาร ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน รวมถึงทุนประเดิมในการประกอบอาชีพผ่านทั้ง 3 กองทุนปีหนึ่งไม่น้อยกว่า 5-6 หมื่นล้านบาท

ทำให้รัฐบาลร่วมถึงบอร์ดของ กยศ. ร้อนใจอยากให้ธนาคารกรุงไทย ที่ติดตามทวงหนี้อยู่แล้ว เข้ามาปล่อยกู้ให้กับนักเรียน นักศึกษา ในคราวเดียวกันหวังลดหนี้เสีย

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เสนอแนะเรื่องนี้ว่า ให้ปรับวิธีติดตามทวงหนี้และควรกำหนดรายละเอียดของการชำระคืนหนี้ใหม่ให้เร็วขึ้น เริ่มตั้งแต่ผู้กู้มีรายได้ตั้งแต่ 9,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป จากปัจจุบันให้เริ่มชำระหนี้ได้ต่อเมื่อผู้กู้มีรายได้ 1.6 หมื่นบาทต่อเดือนขึ้นไป ถึงต้องใช้หนี้คืน 5% ของรายได้ก่อนหักภาษี และเพิ่มขึ้นเป็น 8% และ 12% เมื่อรายได้เพิ่มขึ้นสูงกว่า 3 หมื่นบาท และ 7 หมื่นบาทต่อเดือน

ที่สำคัญสถานศึกษาต้องพยายามผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ เพื่อลดปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ของนักเรียน นักศึกษา ทั้งใน กยศ.และ กรอ.ในอนาคต

อย่างไรก็ดี จะเห็นว่าการพัฒนาทางด้านการศึกษาที่ใช้เงินไม่น้อยกว่าปีละ 5-6 หมื่นล้านบาท ถือเป็นภาระที่หนักอึ้งของงบประมาณประเทศที่มีรายจ่ายอยู่ที่ปีละประมาณ 2 ล้านล้านบาทต่อปี

ภาระที่ว่านี้จะยิ่งหนักอึ้งมากขึ้นไปทุกที หากคนที่ได้เงินจากกองทุนตั้งตัวได้มีพฤติกรรมชักดาบเบี้ยวหนี้ คล้ายกับ กยศกรอ.

ดังนั้น ธงของการปฏิรูประบบเงินกู้เพื่อการศึกษา ต้องเริ่มจากการเพิ่มศักยภาพเจ้าหน้าที่ของ กยศ.กรอ. ต้องทำงานให้เข้มข้นมากขึ้น และต้องปลุกจิตสำนึกนักเรียน นักศึกษา ที่ได้รับเงินทุนผ่าน 3 กองทุนนี้ว่า เมื่อเป็นหนี้ก็ต้องรู้จักใช้หนี้

และยกเลิกการให้โควตาสถานศึกษา รวมถึงมีกระบวนการคัดเลือกคนที่ต้องการเรียนหนังสือจริงๆ มีเกณฑ์ในการวัดผลการเรียนเพื่อแลกกับการให้ทุนเรียนในภาคเรียนต่อไป

ทำได้จะสามารถลดปัญหาหนี้เสียและอุดรอยรั่วงบประมาณที่ถูกผู้บริหารสถานศึกษาทุจริตอมเงินเด็กเอาเข้ากระเป๋าตัวเองได้ไม่มากก็น้อย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท