posttoday
วิกฤตคอร์รัปชั่น'55 รุนแรงขึ้น

วิกฤตคอร์รัปชั่น'55 รุนแรงขึ้น

30 ธันวาคม 2555

แม้โพสต์ทูเดย์ เคยยกให้ ดุสิต นนทะนาคร อดีตประธานภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น (ภตช.) ผู้ล่วงลับ

แม้โพสต์ทูเดย์ เคยยกให้ ดุสิต นนทะนาคร อดีตประธานภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น (ภตช.) ผู้ล่วงลับ

เป็นบุคคลแห่งปีมาแล้ว แต่ด้วยผลงานที่กล้าสู้ความจริงอย่างต่อเนื่องของภาคีเครือข่ายต่อต้านฯ คอร์รัปชั่น ในปี 2555 ทางกองบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์ จึงขอเลือกให้ภาคีเครือข่ายต่อต้านฯ คอร์รัปชั่น ได้เป็นบุคคลหรือองค์กรแห่งปีมะโรง

เห็นได้จากการสานต่อปณิธานในปี 2555 ของภาคีเครือข่ายต่อต้านฯ คอร์รัปชั่น เรื่องหลักๆ ตลอดปีที่ผ่านมา โครงการรับจำนำข้าววงเงินปีละ 4 แสนกว่าล้านบาท ซึ่งเป็นที่ทราบกันว่ามีการทุจริตในการปฏิบัติเกือบทุกขั้นตอน เพราะเกี่ยวข้องกับคนหลายกลุ่ม ทั้งชาวนา โรงสี ไซโลโกดังเก็บสินค้า เซอร์เวเยอร์ข้าว ผู้ส่งออก รวมถึงหน่วยงานรัฐ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) องค์การคลังสินค้า (อคส.) กรมการค้าต่างประเทศ (คต.) ที่สำคัญนักการเมือง

วิกฤตคอร์รัปชั่น'55 รุนแรงขึ้น

 

จะเรียกว่าเรื่องนี้ ถือเป็นผลงานเด่นที่สุดในรอบปีของภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่นเลยก็ได้ เพราะมีการวิพากษ์วิจารณ์กันเยอะ ที่สำคัญมีองค์กรอิสระอย่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รับลูกเอาข้อมูลที่ทางภาคีเครือข่ายฯ เปิดเผยออกมาไปศึกษาเพิ่มเติม จนตีแผ่กระบวนการโกงสู่สาธารณชนรับรู้ เนื่องจากส่วนหนึ่งมีการใช้ข้อมูลไปอ้างอิงในการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาผู้แทนราษฎร

นอกจากนี้ ก็มีการติดตามการใช้งบประมาณในการช่วยเหลือและฟื้นฟูน้ำท่วม ซึ่งเป็นเรื่องต่อเนื่องมาจากช่วงปลายปี 2554 ในส่วนนี้มีการอนุมัติงบประมาณวงเงินประมาณ 1 แสนล้านบาท ออกมาใช้ดำเนินการ โดยภาคีเครือข่ายฯ ได้มีส่วนร่วมในการเข้าไปตรวจสอบว่า เม็ดเงินดังกล่าวเกิดการรั่วไหลระหว่างทางหรือไม่อย่างไร

เนื่องจากมีการร้องเรียนเข้ามาถึงการใช้จ่ายงบประมาณฉุกเฉินในช่วงน้ำท่วมที่ลงไปในแต่ละจังหวัดที่ประสบปัญหาอุทกภัย บางจังหวัดมีการใช้จ่ายงบประมาณที่ไม่เหมาะสม หรือได้รับเงินช่วยเหลือไม่ครบตามที่รัฐบาลกำหนดไว้ เป็นต้น

เรื่องสุดท้าย ที่กลายเป็นประเด็นสังคมเข้ามาในช่วงปลายปี ก็คงเป็นกรณีบริษัท ไร่ส้ม ของ สรยุทธ สุทัศนะจินดา ซึ่งมีพฤติกรรมไม่เหมาะกับจริยธรรมวิชาชีพสื่อมวลชน ทางภาคีเครือข่ายต่อต้านฯ คอร์รัปชั่น ได้ร่วมมือกับสมาคมวิชาชีพ สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ออกมารณรงค์ให้เห็นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สังคมไม่ควรยอมรับ นำไปสู่กระแสการถอนโฆษณาบางชิ้นออกจากรายการ แต่เนื่องจากภาคประชาชนในไทยยังไม่แข็งแรงพอ สร้างให้เกิดกระแสคว่ำบาตรทางสังคม หรือโซเชียลแซงชัน จึงทำให้การต่อต้านกรณีดังกล่าวยังไม่เห็นผลเป็นรูปธรรมมากนัก

ประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น (ภตช.) บอกว่า ภาพรวมปัญหาการคอร์รัปชันของไทยค่อนข้างน่าห่วง เพราะจากข้อมูลพบว่ามีความรุนแรงมากขึ้นกว่าเมื่อ 10 ปีก่อน เรียกว่าทำกันแบบไม่กลัวเกรงต่อกฎหมาย ทำให้ต้องแก้ไขอีกมาก เพราะสังคมปล่อยปละละเลยมานานจนกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วสำหรับเด็กรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องหาทางแก้ว่าจะทำอย่างไรให้สังคมตระหนักว่า เราเองที่เป็นคนเสียประโยชน์ เข้าใจดีว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่จะเห็นผลเป็นรูปธรรมยาก เพราะฝังรากลึกมานาน

“ตลอดการทำงานมา 1 ปีกว่า ก็มีรู้สึกท้อบ้างในบางวันที่ไม่ได้ผลตามที่คาดหวังไว้ แต่ต้องยอมรับว่าก็มีเสียงสะท้อนเชิงบวก ซึ่งมีผลทางจิตวิทยาเข้ามาอยู่มาก แม้ว่าไม่มากพอที่จะทำให้เป็นจุดเปลี่ยน แต่ก็พอมีกำไรใจให้พยายามทำต่อไป” ประมนต์ กล่าว

สำหรับจุดเปลี่ยนใหญ่ของภาคีเครือข่ายฯ ที่จะเห็นในปี 2556 ต่อไป อย่างแรกที่จะเห็นต้นปี คือ จะมีการเปลี่ยนชื่อใหม่ จดทะเบียนในนามของ “มูลนิธิองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย)” เพราะการที่เป็นนิติบุคคลมีกฎหมายรองรับ จะทำให้การทำงานขององค์กรมีความชัดเจนมากขึ้น แต่คงไม่ถึงขนาดที่จะขออำนาจในการเข้าไปเป็นผู้ตรวจสอบเอง เพราะถือว่าเป็นการไม่เหมาะสมและไม่พึงประสงค์ด้วย

บทบาทของมูลนิธิองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) ในปี 2556 จะยังคงติดตามเรื่องทุจริตคอร์รัปชันให้เข้มข้นขึ้น โดยเน้นหลัก 3 ป. คือ 1.การป้องกันการทุจริต 2.การปลูกฝัง รณรงค์ให้สังคมและเยาวชนตระหนักช่วยกัน และ 3.เปิดโปง (ข้อมูล) หากพบมีการทุจริตคอร์รัปชันเกิดขึ้น

โดยจะจับตาการใช้เงินของรัฐบาล 2 ก้อนใหญ่ คือ 1.งบป้องกันน้ำท่วมถาวร 3.5 แสนล้านบาท และ 2.งบลงทุนปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานระยะ 57 ปี วงเงิน 2 ล้านล้านบาท ซึ่งผ่านการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว เพราะถือว่าเป็นโครงการใหญ่ที่มีการใช้เงินจำนวนมาก ซึ่งเป็นที่สนใจของประชาชนว่า งบประมาณมหาศาลจะเกิดการรั่วไหลหรือไม่

นอกจากนี้ โครงการเล็กๆ ที่อยู่ระหว่างทางก็จะมีการติดตามด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้ผลประโยชน์ของประเทศชาติหล่นหายกลางทาง รวมทั้งโครงการรับจำนำข้าวก็ยังไม่ทิ้ง หากรัฐบาลยังเดินหน้าที่จะดำเนินโครงการต่อ

ขณะเดียวกันก็จะมีการขับเคลื่อนปรับปรุงนโยบายของภาครัฐ ให้มีการเปิดเผยข้อมูลให้เอกชนสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในการตรวจสอบข้อมูลได้ เช่น โครงการจัดซื้อจัดจ้างต่างๆ โดยเฉพาะในปีหน้าที่จะเริ่มมีการใช้งบประมาณ ในการประมูลโครงการต่างๆ

เน้นทำงานร่วมกับองค์กรอิสระต่างประเทศมากขึ้น เช่น องค์กรสากลอิสระที่ต่อต้านการคอร์รัปชันทั่วโลก (Transparency) ผู้ประสานงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ที่องค์กรเป็นสมาชิกอยู่แล้วและธนาคารโลก เพื่อที่จะได้นำความรู้ขององค์กรสากลมาปรับใช้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และที่สำคัญจะช่วยทำให้ภาพลักษณ์เรื่องปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันของประเทศไทยในสายตาชาวโลกดีขึ้น เพราะจะได้เห็นถึงความพยายามต่อต้านที่จริงจัง เพราะล่าสุด ไทยถูกจัดอันดับตกลงมาอยู่ที่อันดับ 88 จากปีก่อนอยู่ที่ 80 ของโลก

คงต้องติดตามว่า “ภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่น” ที่จะเปลี่ยนเป็น “มูลนิธิองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) ในปี 2556 จะเข้มข้นในการตรวจสอบมากขึ้นกว่าปี 2555 ที่ผ่านมาขนาดไหน เพื่อปัญหาคอร์รัปชันซึ่งเป็นต้นเหตุของทุกๆ ปัญหา จะได้ไม่ฉุดเมืองไทยลงสู่วิกฤตเหมือนที่หลายประเทศเผชิญมา

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท