
ขบคิดกันข้ามปีกับประชามติ
ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา รัฐบาล หรือถ้าจะพูดให้ถูกก็อาจจะเป็นนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา รัฐบาล หรือถ้าจะพูดให้ถูกก็อาจจะเป็นนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
โดย...เจษฏ์ โทณะวณิก
ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา รัฐบาล หรือถ้าจะพูดให้ถูกก็อาจจะเป็นนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยการหนุนหลังของอดีตนายกรัฐมนตรีผู้พี่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้มีการเคาะออกมาว่าประสงค์จะให้มีการทำประชามติในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ประเด็นในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้มีมากมายที่จะต้องคุยกัน แต่วันนี้ลองเอาสักหนึ่งประเด็นชิมลางกันก่อน โดยประเด็นที่เป็นที่หยิบยกขึ้นมาอภิปรายกันค่อนข้างมากในช่วงนี้สองประเด็นใหญ่ๆ คือ เรื่องจำนวนเสียงที่จะต้องได้มาเพื่อจะถือได้ว่าประชามตินั้นผ่านกับเนื้อหาที่จะทำประชามติ ซึ่งไม่อาจจะขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญได้
เรื่องการประชามตินี้มีบัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ในมาตรา 165 โดยกำหนดให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิออกเสียงประชามติ โดยการจัดให้มีการออกเสียงประชามตินั้น จะทำได้ในสองเหตุคือ
1.ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีเห็นว่ากิจการในเรื่องใดอาจกระทบถึงประโยชน์ได้เสียของประเทศชาติหรือประชาชน นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีอาจปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภา เพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีการออกเสียงประชามติได้
2.ในกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติให้มีการออกเสียงประชามติ
มาตรา 165 วรรคสาม ได้กำหนดว่า การออกเสียงประชามติตาม (1) หรือ (2) อาจจัดให้เป็นการออกเสียงเพื่อมีข้อยุติโดยเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติในปัญหาที่จัดให้มีการออกเสียงประชามติ หรือเป็นการออกเสียงเพื่อให้คำปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรีก็ได้ เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ
ในกรณีของการออกเสียงประชามติว่าจะแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ จะมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) หรือไม่ ไม่ได้มีกฎหมายกำหนดไว้เป็นการเฉพาะ และที่เราได้ยินได้ฟังกัน รัฐบาลก็ไม่ได้ประสงค์จะให้มีการทำประชามติเพียงเพื่อให้คำปรึกษาเท่านั้น หากแต่ต้องการจะทำเพื่อให้ได้ข้อยุติ
ประเด็นการทำประชามติเพื่อให้ได้ข้อยุตินี้ มีสิ่งที่ต้องพิจารณาเป็นหลักอย่างหนึ่งคือ เรื่องของ “เสียง” ซึ่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 กำหนดไว้ในวรรคสามของมาตรา 165 ว่า “การออกเสียงเพื่อมีข้อยุติโดยเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ” ซึ่งหากเราพิจารณาจากมาตรา 165 วรรคหนึ่ง เราจะพบว่าผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติก็คือ ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งนั่นเอง
ในเรื่องเสียงนี้ เมื่อเราไปดูกฎหมายที่เรียกว่ากฎหมายลูก หรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งในที่นี้คือ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2552 ที่กำหนดรายละเอียดในการทำประชามติเอาไว้ เพื่อให้สามารถทราบถึงการดำเนินการจริงในทางปฏิบัติว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง โดยเรื่องหนึ่งก็คือ เรื่องของ “เสียง”
มาตรา 9 ของ พ.ร.บ.ประชามติ พ.ศ. 2552 บัญญัติให้การออกเสียงที่จะถือว่ามีข้อยุติในเรื่องที่จัดทำประชามติต้องมีผู้มาออกเสียงเป็นจำนวนเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียงและมีจำนวนเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มาออกเสียงในเรื่องที่จัดทำประชามตินั้น
เมื่อพิจารณาถ้อยคำของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 165 วรรคสาม เทียบกับ พ.ร.บ.ประชามติ พ.ศ. 2552 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง เราจะพบว่ามีข้อแตกต่างกันอยู่เล็กน้อย หากแต่ในการใช้บังคับนั้น ถ้อยคำที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อยนี้อาจจะถือได้ว่าส่งผลต่างกันอย่างใหญ่หลวง
รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 บัญญัติให้ใช้เสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ เป็นข้อยุติ ซึ่งหากพิจารณาคร่าวๆ ประชากรไทยมีประมาณ 64 ล้านคน มีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งก็คือผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติด้วยประมาณ 47 ล้านคน นั่นเท่ากับว่าตามมาตรา 165 รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เสียงที่จะถือว่าประชามติผ่านจะต้องเป็นในราว 24 ล้านเสียง
หากพิจารณา พ.ร.บ.ประชามติ พ.ศ. 2552 บัญญัติว่า ต้องมีผู้มาออกเสียงเป็นจำนวนเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียงและมีจำนวนเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มาออกเสียงในเรื่องที่จัดทำประชามตินั้น จึงจะถือว่ามีข้อยุติ นั่นคือ มีผู้มาใช้สิทธิออกเสียงประชามติราว 24 ล้านคน และจะมีข้อยุติ หรือถือว่าประชามติผ่านด้วยเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิเหล่านั้น นั่นคือ ราว 13 ล้านคน
นี่คือที่บอกไปเบื้องต้นว่า ถ้อยคำที่แตกต่างกันไม่มาก แต่เมื่อพิจารณาการใช้บังคับอาจจะมีผลต่างกันใหญ่หลวง พูดกันง่ายๆ หากเอาตามรัฐธรรมนูญ คนจะออกมาใช้สิทธิเท่าใดไม่ทราบ แต่ที่แน่ๆ ต้องเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ และเสียงที่จะถือว่าผ่านก็จะต้องเป็นเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียงด้วย นั่นคือ ยังไงต่ำๆ ก็ต้อง 24 ล้านคน ทั้งที่ออกมาและที่ลงมติให้ผ่าน
หากเอาตามกฎหมายประชามติ ผู้ที่ออกมาต้องเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ นั่นคือ 24 ล้านคน แต่เสียงผ่านจะเป็น 13 ล้านคน
เอาอย่างไรดี ช่วยกันพิจารณานะครับ สุดท้ายอาจจะต้องมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ รอดกันต่อไป อย่ากะพริบตา







