posttoday
ปูกรรเชียง 2556

ปูกรรเชียง 2556

29 ธันวาคม 2555

การตั้งฉายาของสื่อมวลชนสายการเมืองปีนี้ก็ออกแนวเบาๆ หรือติชมกันเพียงเบาะๆ อย่างนายกฯ ยิ่งลักษณ์

การตั้งฉายาของสื่อมวลชนสายการเมืองปีนี้ก็ออกแนวเบาๆ หรือติชมกันเพียงเบาะๆ อย่างนายกฯ ยิ่งลักษณ์

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

การตั้งฉายาของสื่อมวลชนสายการเมืองปีนี้ก็ออกแนวเบาๆ หรือติชมกันเพียงเบาะๆ อย่างนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ก็ตั้งว่า “ปูกรรเชียง” ในความหมายว่าเธอชอบตีตัวหนีออกจากปัญหาต่างๆ เหมือนสำนวน “ตีกรรเชียง” ที่ถ้าจะแปลตรงตัวก็คือเธอไม่ค่อยจะมี “ความรับผิดชอบ” นั่นเอง ซึ่งสอดคล้องกับวาทะแห่งปีที่ว่า “ลอยตัวไม่ใช่ไม่รับผิดชอบ” อันเป็นคำแก้ตัวของคุณยิ่งลักษณ์เองเมื่อเธอถูกกล่าวหาว่าไม่เอาใจใส่ในการบริหารราชการ แถมยังหนีประชุมสภาจนเป็นนิสัยถาวร

โดยพื้นเพของท่านนายกฯ ท่านเป็นคนเหนือ คนเหนือส่วนมากคุ้นเคยกับการอยู่ตามป่าเขาลำเนาไพร ที่บางพื้นที่เป็นต้นน้ำลำธาร แต่คนเหนือมักจะว่ายน้ำไม่เก่ง แต่เดินป่าและไต่เขาเก่ง และปูก็ไม่ใช่สัตว์ที่ว่ายน้ำเก่ง แต่จะเป็นอาการของการดำผุดดำว่ายหรือเตาะไต่ไปมาเสียมากกว่า แม้จะมีกรรเชียงหรืออวัยวะที่งอกออกมาจากลำตัวเพื่อใช้พุ้ยน้ำอยู่คู่หนึ่งก็ตามที (ทราบว่ากรรเชียงจะมีเฉพาะปูทะเล เช่น ปูม้าที่เราชอบต้มเอากรรเชียงมาจิ้มซอสศรีราชากินอร่อยๆ นั่นแหละ ส่วนปูน้ำจืด เช่น ปูนามีแต่ขาแหลมๆ 4 คู่กับก้ามอีก 1 คู่ ก็กินอร่อยอีกเช่นกัน) การตั้งฉายาเช่นนี้จึงอาจจะสะท้อนพฤติกรรมที่ชอบเดินสะเปะสะปะดำผุดดำว่ายไม่รู้ทิศรู้ทางนั้นด้วย

มีอาหารทางภาคเหนืออย่างหนึ่งที่ผู้เขียนชอบมากแม้ว่าหน้าตาของมันจะอัปลักษณ์มาก เรียกกันว่า “น้ำปู๋” เป็นของเหลวสีคล้ำๆ หนืดๆ กลิ่นของมันคนที่ไม่ชอบอาจจะบอกว่าเหม็น อย่างผู้เขียนที่ไม่ค่อยคุ้น แต่ครั้นลองเอาข้าวนึ่ง (ชื่อเรียกข้าวเหนียวของคนเหนือ) “จิ๊” หรือจิ้มเบาๆ แล้วเอาเข้าปาก ตามด้วย “กระบอง” คือหน่อไม้ลวกต้มนุ่มๆ ช่างกลมกล่อมเข้ากันดีนัก “ลำแต๊ลำว่า” คืออร่อยเกินกว่าจะบรรยาย (มีเรื่องเล่าว่าคนกรุงเทพฯ ไปชอบสาวเหนือ ได้ไปร่วมรับประทานอาหารเย็นที่บ้านสาว แม่ของสาวก็เอาอาหารพื้นบ้านมาให้ทาน ซึ่งคงจะมีน้ำปู๋อยู่ในเมนูนั้นด้วย แต่คงไม่ถูกปากจึงมีสีหน้าไม่ดี แม่ของสาวเห็นเข้าก็ถามว่า “ลำบ่ลำ” หมายถึงอร่อยหรือไม่อร่อย หนุ่มก็นึกว่าจะให้เขาลุกขึ้น “รำ” จึงส่ายหน้า แม่ของสาวก็พูดอีกว่า “อี่น้อยๆ” หมายถึงลูกสาว “ไปเอากระบองมา” หมายถึงหน่อไม้ต้มนั่นแหละ หนุ่มนึกว่าจะเอาไม้กระบองมาตี จึงกระโดดลงจากเรือนวิ่งหนีไป ความรักของหนุ่มใต้คือหนุ่มจากกรุงเทพฯ กับสาวเหนือนี้จึงจบลงอย่างน่ากลัว)

ปูกรรเชียง 2556

 

มีอาหารเหนือที่ทำจากปูอีกอย่างหนึ่งที่ผู้เขียนชอบมากเช่นกัน (ถ้าจำไม่ผิด) เรียกว่า “อ๋อปู” มีลักษณะคล้ายกับอาหารอีสานที่ผู้เขียนคุ้นเคยที่เรียกว่า “อ่อมปู” วิธีการทำก็น่าจะคล้ายกันคือ เอาปูนามาแกะเอาแต่เนื้อที่อยู่ในกระดอง หักขาทิ้ง (ส่วนก้ามถูกหักไปปิ้งกินก่อนหน้านั้นแล้ว) ที่ขาดไม่ได้คือมันปูสีส้มๆ ที่อยู่ในส่วนก้นกระดอง เอาเนื้อและมันปูมาสับรวมกัน ที่ต้องใช้ปูมากหน่อยประมาณสัก 1520 ตัวจึงจะได้อ่อม 1 ถ้วย โดยเอาไปรวนในน้ำเดือดขลุกขลิก ผสมด้วยพริกแห้งโขลกกับหัวหอม ข่า และเกลือป่น ปรุงรสด้วยน้ำปลา (ไม่แน่ใจว่าใส่ปลาร้าด้วยหรือไม่ เพราะกลิ่นปลาร้าไม่เด่น เนื่องจากเนื้อปูก็สุดหอมอยู่แล้ว) สุกแล้วใส่ต้นหอมหั่นสั้นๆ กับผักชีลาวหรือใบมะกรูดซอยก็ “ไม่ผิดกติกาอันใด” (คำนี้เป็นสำนวนของหม่อมถนัดศรีกูรูอาหารผู้อมตะ จึงขออ้างอิงเพื่อเป็นเกียรติแก่ท่าน) “จ้ำ” คือจิ้มด้วยข้าวเหนียว แนมด้วยผักสดจำพวกผักป่าหรือกระถินข้างรั้ว อร่อยจน “เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม” (สำนวนของหม่อมถนัดศรีอีกนั่นแหละ)

ก่อนที่จะกลายเป็นการประชันอาหารพื้นบ้าน ขอย้อนกลับไปประเด็นตามชื่อของบทความวันนี้ ที่ผู้เขียนใคร่นำเสนอเกี่ยวกับอนาคตของรัฐบาลนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ใน พ.ศ. 2556 หรือปีหน้าที่จะมาถึงในอีก 2 วันข้างหน้านี้ ซึ่งถ้าหากท่านผู้อ่านได้อ่านบทความนี้เมื่อวันเสาร์ที่แล้วในเรื่อง “ตำราทำนายอนาคต” ก็คงจะจำ “ทฤษฎีเส้นตรงของกาลเวลา” ได้ ทบทวนสักเล็กน้อยว่าทฤษฎีนี้ว่าด้วยการศึกษาอนาคตโดยเอาอดีตและปัจจุบันเป็นข้อมูลในการพยากรณ์ เพราะนักคิดแนวนี้ที่เราเรียกว่า “นักอนาคตศาสตร์” (Futurist) เชื่อว่าอดีต ปัจจุบัน และอนาคต คือสิ่งเดียวกัน เพราะมันวางอยู่บนเส้นตรงเส้นเดียวกันและเกี่ยวเนื่องส่งผลถึงกันและกันอย่างแยกไม่ออก ดังนั้นสิ่งใดที่รัฐบาลนี้ทำมาในอดีตและที่กำลังทำอยู่ในปัจจุบันก็จะส่งผลนั้นไปถึงอนาคต

ทฤษฎีนี้ก็เหมือนกันกับความเชื่อเกี่ยวกับกรรมในศาสนาพุทธ แต่อาจจะมีรายละเอียดแยกแยะไปอีกบ้าง เช่น กรรมในศาสนาพุทธจะแยกเป็นกรรมหนักกรรมเบา กรรมที่ส่งผลทันทีหรือกรรมที่ส่งผลตามระยะเวลา รวมทั้งผลกรรมนั้นอาจจะเกิดแก่ตัวเราเองหรือเกิดแก่คนอื่นด้วยก็ได้ อย่างที่เราเรียกว่า “รับกรรม” หรือ “ร่วมชะตากรรม” ดังนั้นถ้าเราจะเอาทั้งสองแนวคิดนี้มารวมกันก็อาจจะพิจารณา “ผลกรรม” ที่รัฐบาลนี้และคนไทยจะได้รับต่อไปดังต่อไปนี้

กรรมที่หนึ่ง “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” ยังเป็นกรรมหนักที่คนไทยต้องร่วมกันรับผลร้าย เพราะอดีตนายกฯ คนนี้ยังไม่ระงับเวร จ้องที่จะก่อกรรมทำตัวให้เป็นข่าวเพื่อให้ตนเองไม่ตกไปจากขอบเวทีหรือเสื่อมไปจากความจำของผู้คน (แปลง่ายๆ ว่ายังอยากใหญ่และอยากดังอยู่เสมอ) ผลกรรมก็คือคนไทยยังต้องทะเลาะเบาะแว้งกันต่อไป ตามวิบัติทัศน์ เอ๊ย วิสัยของใครบางคนที่ว่า “ถ้าข้าเป็นสุขไม่ได้ ก็ให้มันพังไปทั้งประเทศเสียเลย”

กรรมที่สอง “ยิ่งลักษณ์สำราญ บริวารสำเริง” อันเป็นที่มาของฉายาปูกรรเชียงนั่นแล เพราะนายกฯ สุดสวยคนนี้ไม่สนใจหรอกว่าใครจะเป็นอยู่อย่างไร ขอให้รักษาอำนาจไว้ให้เป็นรัฐบาลไปนานๆ เพื่อความสะใจให้แก่พี่ชายและวงศ์ตระกูล จึงปล่อยให้บริวารทั้งที่เป็นรัฐมนตรี นักการเมือง และมวลชนทั้งหลาย ทำอะไรได้ตามใจชอบ คิดจะปิดถนนเมื่อใดหรือเรียกร้องเอาอะไรๆ คิดจะทำนโยบายแย่ๆ มั่วๆ นายกฯ ก็ตามใจปล่อยตามสบาย ให้คนไทยรับกรรมต่อไป

กรรมที่สาม “โลกไปข้างหน้า ประเทศไทยถอยหลัง” ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากกรรมใน 2 เรื่องแรก เพราะยังมีคนที่ไม่อยากให้ประเทศนี้เกิดความปรองดอง ในขณะที่รัฐบาลก็หน้ามืดตามัวผลักดันประชานิยมแย่ๆ มั่วๆ ไปเรื่อยๆ โดยที่ในปีนี้ก็ต้องเปิดประชาคมอาเซียนสู่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างเต็มสูบ ซึ่งกูรูหลายสำนักเชื่อว่าไทยจะตามเขาอื่นไม่ทัน แม้แต่เพื่อนบ้านที่เคยตามหลังเราอย่างเวียดนาม และลาว ที่สุดเราก็จะเป็นประเทศปลายแถวของอาเซียน

กรรมที่สี่ “รัฐธรรมนูญเพื่อใคร” น่าจะเป็นพิธีกรรมที่ยืดยาว ที่ผู้เขียนเองเชื่อว่าจะกลายเป็นแค่ปาหี่ที่รัฐบาลพยายามจะหาทางลงแล้วล้มเลิกการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเสีย เพราะประชามติที่จะรับรองให้มีการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับนั้นเป็นไปได้ยาก ส่วนที่จะมาริเริ่มใหม่เป็นการแก้รายมาตรานั้นก็ยุ่งยากต้องผ่านขวากหนามทั้งนอกและในสภาอย่างหนัก และโดยที่เป้าหมายหลักของรัฐบาลคือการลากถูไปให้ครบเทอม ดังนี้การณ์ใดที่จะทำให้รัฐบาลแตกล้มก็จะถูกล้มเลิกไปในที่สุด รวมทั้งพระราชบัญญัติปรองดองหรือนิรโทษกรรม รัฐบาลก็คงไม่กล้าผลักดัน

กรรมที่ห้า “เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.” จะเป็นบทสรุปสำหรับอนาคตของพรรคการเมืองใหญ่ทั้ง 2 พรรค ทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ เพราะเวทีกรุงเทพฯ คือเวทีที่พิสูจน์ถึงความเข้มแข็งและยั่งยืนของความนิยมที่เป็นแกนหลักทางการเมืองการปกครอง เนื่องจากคนกรุงเทพฯ คือตัวแทนของชนชั้นกลางที่เชื่อว่าเป็นกลุ่มพลังที่ยังคงเข้มแข็งที่สุดในบ้านเมือง แม้ว่าตั้งแต่ยุคทักษิณคนในชนบทจะเติบโตเข้มแข็งขึ้นมาก แต่ก็ยังเป็นแค่คนในระดับชนชั้นล่างที่ต้องการการหลอมรวมเป็นพิเศษ หรือไม่ก็เมื่อชนชั้นล่างเหล่านั้นพัฒนาไปสู่ชนชั้นกลางแล้ว ก็จะสลายพฤติกรรมเดิมเปลี่ยนไปสู่พฤติกรรมของชนชั้นกลางที่ทำให้คนในชนบทอ่อนแอในที่สุด

ยกตัวอย่างมาแค่ 5 กรรม แต่ถ้าเราติดตามข่าวให้มากๆ ก็อาจจะมีกรรมอื่นที่นักการเมืองทั้งหลายกำลังสร้างให้พวกเราอยู่อีกมากมาย จะเป็นจริงหรือไม่ หรือจะร้ายแรงสาหัสแค่ไหนก็ติดตามกันต่อไป ซึ่งอาจจะต้องทำใจให้ดีเพราะเลข พ.ศ.ปีหน้านี้เขาว่าอาถรรพ์แรง

2556 คือหัวเราะ “ห้า ห้า” แล้วจบลงด้วย “หก”

 

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ