
มาเฟียเกลื่อนภูเก็ต-สมุย-พะงัน
ภูเก็ต เกาะสมุย เกาะพะงัน พัทยา แดนสวรรค์ของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและเคาต์ดาวน์ปีใหม่ทุกที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติแห่เข้าเฉลิมฉลองจนล้นเกาะ แต่ก็มีนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยเมื่อเดินทางมาท่องเที่ยวแหล่งยอดนิยมของไทยต้องเข็ดหลาบและไม่คิดหวนมาเหยียบผืนแผ่นดินไทยอีกเลย เพราะฝังใจที่ถูกกลุ่มมิจฉาชีพหรือกลุ่มมาเฟียที่มีพฤติกรรมขู่กรรโชกทรัพย์หรือโขกค่าบริการสูงเกินจริง หากนักท่องเที่ยวไม่ยอมก็จะถูกรุมทำร้ายบาดเจ็บปางตาย
ภูเก็ต เกาะสมุย เกาะพะงัน พัทยา แดนสวรรค์ของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและเคาต์ดาวน์ปีใหม่ทุกที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติแห่เข้าเฉลิมฉลองจนล้นเกาะ แต่ก็มีนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยเมื่อเดินทางมาท่องเที่ยวแหล่งยอดนิยมของไทยต้องเข็ดหลาบและไม่คิดหวนมาเหยียบผืนแผ่นดินไทยอีกเลย เพราะฝังใจที่ถูกกลุ่มมิจฉาชีพหรือกลุ่มมาเฟียที่มีพฤติกรรมขู่กรรโชกทรัพย์หรือโขกค่าบริการสูงเกินจริง หากนักท่องเที่ยวไม่ยอมก็จะถูกรุมทำร้ายบาดเจ็บปางตาย
ล่าสุด บูจา คาจูไม หนุ่มชาวสวิสถูกกลุ่มลูกน้องผู้ประกอบการเจ็ตสกีบนเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี จำนวน 4 คน รุมกระทืบทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. หลังไม่สามารถตกลงเรื่องค่าเสียหายเรือเจ็ตสกีชนกัน เพราะลูกน้องผู้ประกอบการเรียกค่าซ่อมแซมสูงเกินความเป็นจริง
ปัญหาที่กลุ่มมาเฟียทำลายบรรยากาศท่องเที่ยวจนภาพลักษณ์เสียหาย กำลังสร้างความเอือมระอาให้กับผู้ประกอบการตลอดทั้งสมาคมธุรกิจท่องเที่ยว เพราะกว่าที่จะสร้างความมั่นใจและดึงดูดนักท่องเที่ยวมาเที่ยวเมืองไทยต้องเดินทางไปโรดโชว์ต่างประเทศ ปรับกลยุทธ์ทางการตลาดสารพัดทั้งลดแหลกแจกแถม แต่เมื่อนักท่องเที่ยวมาเที่ยวไทยแล้วกลับถูกกลุ่มมาเฟียเอารัดเอาเปรียบหรือถูกทำร้ายร่างกาย กลายเป็นภาพลบทันที
ทั้งนี้ เป็นเพราะความล้มเหลวของหน่วยงานภาครัฐโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่นปล่อยปละละเลยไร้มาตรการจัดระเบียบกับกลุ่มมาเฟียแอบแฝงเข้ามาทำมาหากิน เช่น กลุ่มผู้ให้บริการเรือเจ็ตสกีบนชายหาด กลุ่มแท็กซี่ เป็นต้น ที่ไร้การควบคุม การจัดระเบียบ จนเกิดเหตุในลักษณะเอารัดเอาเปรียบ รวมถึงทำร้ายนักท่องเที่ยวเช่นนี้อยู่เป็นประจำ
ทำให้ พล.ต.ท.ยงยุทธ เจริญวานิช ผบช.ภาค 8 ได้โทรศัพท์สั่งกำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่นเร่งแก้ปัญหาตลอดทั้งปราบปรามแก๊งมาเฟียให้สิ้นซาก ห้ามปล่อยให้ปัญหาเกิดขึ้นซ้ำซากกับนักท่องเที่ยว นอกจากนี้สั่งให้ทำบันทึกประวัติลูกจ้างเรือเจ็ตสกีทุกคนและให้ดำเนินคดีผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด เพราะหากปล่อยจนเกิดปัญหาขึ้นอีกจะส่งผลกระทบกับธุรกิจท่องเที่ยวเสียหายในสายตาชาวโลก
“อยากให้รัฐบาลลงพื้นที่แก้ปัญหากลุ่มมาเฟียอย่างจริงจังและเด็ดขาด หากยังปล่อยให้นักท่องเที่ยวถูกเอารัดเอาเปรียบตลอดทั้งทำร้ายร่างกายเช่นนี้ยิ่งจะทำลายบรรยากาศท่องเที่ยวของไทย” ทนงศักดิ์ สมวงศ์ นายกสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาะสมุย เรียกร้องหน่วยงานภาครัฐเอาใจใส่หามาตรการแก้ไขปัญหาให้จบสิ้นเสียที
ไม่เพียงแต่มาเฟียชาวไทยคอยดูดเลือดนักท่องเที่ยวต่างประเทศเท่านั้น แต่ปัจจุบันมีกลุ่มมาเฟียต่างชาติเข้ามาแผ่อิทธิพลแข่งกับไทย โดยก่อเหตุกรรโชกทรัพย์หรือข่มขู่ตบทรัพย์ในรูปแบบต่างๆ เช่น เก็บส่วยชายหาดกับผู้ประกอบการ หากไม่ยอมจ่ายค่าส่วยห้ามขายเด็ดขาด รวมทั้งแหล่งสถานบันเทิงต่างๆ โดยมีกลุ่มอิทธิพลชาวไทยเป็นแบ็กอัพอยู่ข้างหลังอีกทอดหนึ่ง
พล.ร.ท.ธราธร ขจิตสุวรรณ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 บอกว่า การปราบปรามผู้มีอิทธิพลหรือกลุ่มมาเฟีย จะต้องดำเนินการขั้นเด็ดขาด เพราะเป็นภัยคุกคามภายใน โดยเฉพาะทางกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน คำสั่งของ กอ.รมน. ภาค 4 ได้เน้นการป้องกันปราบปรามผู้มีอิทธิพล มีการให้ข้อมูลข่าวสารระหว่างหน่วยงานต่างๆ ในการปราบปราม ทำตามเงื่อนไข ตามกฎหมายที่ทางราชการกำหนดตรงไปตรงมา อย่างเด็ดขาด
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ เจมส์ ไวส์ เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย ได้เตือนนักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลียให้ระมัดระวังในการเดินทางแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของเมืองไทย เพราะที่ผ่านมานักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลียตกเป็นหยื่อแก๊งมาเฟียเป็นจำนวนมาก เช่น ถูกแก๊งรถ “แท็กซี่มาเฟีย” เรียกเก็บค่าโดยสารสูงกว่าความเป็นจริง
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการให้เช่าเจ็ตสกีที่มักข่มขู่กรรโชกทรัพย์กับผู้มาเยือนจากต่างแดน โดยใช้ข้ออ้างว่านักท่องเที่ยวทำทรัพย์สินเสียหาย แต่เมื่อเรื่องไปถึงตำรวจท้องที่นักท่องเที่ยวมักถูกควบคุมตัวราวกับเป็นผู้ต้องหา และต้องถูกบีบให้จ่ายเงินค่าชดเชยจำนวนมหาศาล ซึ่งมักมีจำนวนหลายพันเหรียญสหรัฐ
“นักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลียจำเป็นต้องเตรียมป้องกันตนเองให้ดีหากคิดใช้บริการเจ็ตสกี รถจักรยานยนต์ ต้องคิดให้รอบคอบหากไม่อยากตกเป็นเหยื่อแก๊งมาเฟีย” ไวส์ ย้ำเตือนนักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลีย
หน่วยงานภาครัฐบาลต้องลงพื้นที่สะสางปัญหาแก๊งมาเฟียให้สิ้นซาก หากยังปล่อยไว้จะส่งผลกระทบต่อไป ไม่อยากเห็นภาพลักษณ์แหล่งท่องเที่ยวเสียหายในสายตาชาวโลก







