
เสนอยุบสภาปี’54
‘
กรณ์’แจงเพื่อไม่ให้ศก.ทรุดเสียโอกาสกระตุ้นไม่ต่อเนื่องโพสต์ทูเดย์ — กรณ์แย้มป้องกันเศรษฐกิจทรุด ยุบสภาปี 2554 เหมาะที่สุด
นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยว่า จากการได้พูดคุยกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เห็นว่าเวลาที่เหมาะสมหากรัฐบาลจะยุบสภาคือ ในปี 2554 จะเป็นประโยชน์กับประชาชนและประเทศชาติมากที่สุด รมว.คลัง กล่าวว่า หากมีการยุบสภาในขณะนี้ จะทำให้การบริหารเศรษฐกิจมีปัญหา การดำเนินการหลายอย่างต้องหยุดชะงัก
ทั้งนี้ ในช่วงจากนี้ไปจะต้องจัดทำงบประมาณประจำปี 2544 การออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โครงการประกันรายได้เกษตรกร และการแก้ไขหนี้นอกระบบ เนื่องจากการยุบสภาต้องเสียเวลากว่าครึ่งปี เพื่อเลือกตั้งใหม่ ทำให้ขาดจังหวะ และสูญเสียโอกาสในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
““
หากมีการยุบสภาตอนนี้ การขยายตัวเศรษฐกิจที่ประมาณการไว้ลดฮวบแน่นอน หลายนโยบายของรัฐบาลต้องหยุดชะงัก บางนโยบายอย่างประกันรายได้ที่กำลังจะเซ็นสัญญาเร็วนี้ ก็ชัดเจนว่าพรรคตรงข้ามไม่เห็นด้วย หากรัฐบาลไม่ได้มาดำเนินการต่อ ก็จะเกิดความไม่แน่นอน ซึ่งจังหวะตอนนี้มันยังยุบสภาไม่ได้ หลายงานที่เป็นประโยชน์ของประเทศชาติยังมีอีกเยอะ ยังไม่จำเป็นที่ต้องเร่งเกมรัฐบาลยุบสภา เพราะเมื่อถึงเวลาที่ใช่ ฝ่ายตรงข้ามสามารถเลือกตั้งพรรคที่ชอบมาเป็นรัฐบาลได้แน่นอน”นายกรณ์ กล่าวนายกรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้เสถียรภาพเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดีเมื่อเทียบกับหลายประเทศ ไทยฟื้นตัวได้ดีกว่า ยังอยู่ในสถานการณ์ที่ได้เปรียบหลายประเทศ เพราะไทยมีการวางยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจได้ดี แต่ปัจจัยเดียวที่จะฉุดให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ช้าคือปัจจัยทางการเมืองที่มีปัญหา
” นายกรณ์ กล่าวทางด้านสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้แถลงตัวเลขเศรษฐกิจว่า ปี 2553 จะขยายตัว 4.5% ต่อปี ปรับสูงขึ้นจากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 3.5% ( โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ 4 5 % ) ปรับเพิ่มจากประมาณการณ์ในเดือน ธ.ค. 2552 ที่คาดว่าเศรษฐกิจในปีนี้จะขยายตัวที่ 3.5 % เป็นผลมาจากแรงส่งจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจคู่ค้าโดยเฉพาะคู่ค้าใหม่ในเอเซีย ส่งผลให้การส่งออกและสินค้าบริการในปี 53 จะกลับมาขยายตัวในอัตราที่สูง
นายสาธิต รังคสิริ ผอ.สศค. กล่าวว่า จากการประเมินผลกระทบจากสถานการณ์การเมืองว่าจะส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวลดลงตั้งแต่ 0.21.8% แยกได้เป็น 3 กรณีได้แก่ กรณีที่สถานการณ์ไม่รุนแรง แต่ลากยาวไปถึงไตรมาส 2 จะกระทบต่อการท่องเที่ยว การบริโภคในประเทศซึ่งมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ 0.2 % โดยจะขยายตัวลดลงจาก 4.5 % เหลือ 4.3% และกรณีที่สถานการณ์ลากยาวไปถึงไตรมาสที่ 3 จะกระทบเศรษฐกิจ 0.5 % ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวจาก 4.5 % เหลือ 4%
และกรณีที่สถานการณ์ลากยาวไปถึงไตรมาส 4 และมีความรุนแรงเกิดขึ้นเช่น มีการปิดสนามบิน , การยุบสภา ไม่มีรัฐบาลในการขับเคลื่อนงบประมาณปี
54 จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจถึง 1.8 % ส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวจาก 4.5 % เหลือ 2.7 %
" กรณีที่ลากยาวไปถึงไตรมาส 2 คาดว่าจะกระทบการบริโภคโดยเฉพาะของคนในกรุงเทพ 6.8 ล้านคน เฉลี่ยว่าบริโภคลดลง 50 บาทต่อวัน เท่ากับว่าการ
บริโภคโดยรวมจะหายไปประมาณ 5 หมื่นล้านบาท ขณะที่คาดว่าการท่องเที่ยวจะหายไป10% โดยตั้งแต่ 12 มี.ค. จำนวนนักท่องเที่ยวผ่านสุวรรณภูมิลดลง
15 % แต่ถ้ากระทบ 2 ไตรมาสคาดว่าจะลามไปถึงการลงทุนด้วย จากที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 4.5 % ก็จะเหลือแค่ 4 % แต่กรณีหลังเป็นการประเมินแบบ
รุนแรงที่สุดถึงขั้นมีการปิดสนามบิน ยุบสภาไม่มีรัฐบาลทำให้กระทบต่อการอนุมัติงบปี 54 มีผลต่อการลงทุนภาครัฐในช่วงไตรมาสที่ 4 เศรษฐกิจจะ
ขยายตัวได้เพียง 2.7 % ซึ่งคาดว่ากรณีหลังคงเป็นไปได้ยาก " นายสาธิตกล่าว
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กล่าวถึงเสถียรภาพเศรษฐกิจในปี 2553 ว่า
การส่งออกจะขยายตัวเพิ่มขึ้นจากเดิมคาดว่าจะขยายตัวได้ 8 % ปรับเพิ่มเป็น 9.7 % โดยมีคู่ค้าที่สำคัญได้แก่ จีน เกาหลี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และตลาด
เกิดใหม่ในตะวันออกกลาง ขณะที่การนำเข้าคาดว่าขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 31.9 % เนื่องจากสินค้าคงคลังลดลง ดุลการค้าอยู่ที่ 4.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ
และเมื่อรวมดุลบริการส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่ที่ระดับ 7.2 พันล้านเหรียญ เงินเฟ้ออยู่ที่ระดับ 4 % อัตราการว่างงานอยู่ที่ 1.3 %
ด้านการบริโภคในประเทศดีขึ้น เนื่องจากรายได้เกษตรกรดีขึ้น โดยในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้พบว่า เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 20 % ส่งผลต่อการ
บริโภคภายในประเทศ สะท้อนจากยอดขายรถจักรยานยนต์ที่เพิ่มขึ้น แต่การลงทุนภาคเอกชนยังทรงตัวเนื่องจากรอดูสถานการณ์ทางด้านการเมือง " นาย
เอกนิติกล่าว
" ส่วน เงินลงทุนที่เข้ามาในตลาดหลักทรัพย์ในช่วงที่ผ่านมา ถือว่าการเมืองยังไม่รุนแรงนักลงทุนจึงกล้าลงทุน เงินที่เข้ามาไม่ใช่แค่ไทย แต่เข้ามาทั้งภูมิภาคเอเชีย แต่ไทยมาเยอะกว่าประเทศอื่น แต่ก็ยังน้อยกว่าอินโดนีเซีย โดยยอดเงินไหลเข้าตั้งแต่ต้นปีสิ้นสุด ณ วันที่ 26 มี.ค. ของอินโดนีเซียอยู่ที่3,400 ล้านเหรียญ ขณะที่ไทยไหลเข้า 1,122 ล้านเหรียญสหรัฐทั้งนี้เชื่อว่าเป็นผลเนื่องจากค่าเงินด้วยเพราะตอนเอาเข้าบาทอยู่ที่ 33 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แต่ตอนเอากลับไปใช้แค่ 32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จึงต้องดูเรื่องค่าเงินด้วยเพราะจะมีผลต่อเงินไหลออกในช่วงที่ทำกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน " นายเอกนิติกล่าว







