
ผู้หญิงครองเมือง
มีผู้หญิงก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศเพิ่มขึ้นอีกคนแล้ว คราวนี้มาในประเทศที่มีประเพณีกดขี่ทางเพศในระดับสูงเสียด้วย
มีผู้หญิงก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศเพิ่มขึ้นอีกคนแล้ว คราวนี้มาในประเทศที่มีประเพณีกดขี่ทางเพศในระดับสูงเสียด้วย
หญิงคนนี้คือ ปาร์กกึนเฮ ซึ่งเพิ่งชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.ที่ผ่านมานี้เอง กำหนดการสาบานตนเข้ารับตำแหน่งคือวันที่ 25 ก.พ.ปีหน้า
แม้จะไม่เป็นข่าวใหญ่ในบ้านเรา แต่ทันทีที่ทราบข่าว คนไทยส่วนใหญ่ก็คงอดนึกเปรียบเทียบกับผู้นำของเราเองไม่ได้ เพราะเป็นผู้หญิงเหมือนกัน
ผมลองไล่เรียงเปรียบเทียบระหว่างเขากับเรา พบว่ามีส่วนที่เหมือนกันหรือคล้ายกัน ดังนี้
หนึ่ง ผมเชื่อว่าสิ่งแรกที่สะกิดใจคนไทยคือ ว่าที่ประธานาธิบดีเกาหลีไม่เคยแต่งงาน และมีคำนำหน้านามว่านางสาว
สอง เป็นญาติสนิทของอดีตผู้นำประเทศ ซึ่งในกรณีของปาร์กกึนเฮ เธอเป็นลูกสาวของอดีตประธานาธิบดีปาร์กจุงฮี ซึ่งเป็นผู้นำเผด็จการ ขึ้นมามีอำนาจด้วยการทำรัฐประหาร แต่ถูกคนสนิทลอบสังหารขณะยังอยู่ในตำแหน่งเมื่อสามสิบกว่าปีก่อน
ประเด็นต่อเนื่องในข้อนี้คือ อดีตผู้นำปาร์กจุงฮีมีทั้งคนที่รักมากๆ และชังมากๆ เหมือนอดีตผู้นำของเราที่เร่ร่อนอยู่ต่างประเทศเช่นกัน
สาม ปาร์กกึนเฮชนะเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียง 15.8 ล้านเสียง ใกล้เคียงกับที่พรรคแกนนำของเราได้รับในการเลือกตั้งปีที่แล้ว และที่เหมือนกันอีกอย่างคือ เธอชนะในเขตภูมิภาคส่วนใหญ่ยกเว้นทางใต้ แต่แพ้คู่แข่งในกรุงโซล ซึ่งเป็นเมืองหลวง
แม้จะมีความละม้ายคล้ายคลึงกันอย่างน่าเหลือเชื่อหลายข้อ แต่ความแตกต่างก็มีมากเช่นกัน ดังนี้
หนึ่ง ปาร์กกึนเฮแก่กว่า (อายุ 60 ปีบริบูรณ์แล้ว) และสวยน้อยกว่า แม้จะไม่มีลูกติดก็ตาม
สอง เท่าที่ทราบ ครอบครัวของปาร์กกึนเฮมีธุรกิจส่วนตัวอยู่บ้าง แต่ไม่ได้ร่ำรวย หรือมีธุรกิจสัมปทานใหญ่โตเหมือนของเรา
สาม แม้จะมีอดีตผู้นำเปิดประตูการเมืองให้ แต่ปาร์กกึนเฮไม่ได้ถูกอุ้มขึ้นมานั่งในตำแหน่งภายในเวลาไม่กี่สิบวัน ในทางตรงข้ามเธอต้องต่อสู้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของเธอเองมาเป็นเวลานับสิบๆ ปี ก่อนจะก้าวขึ้นมาถึงจุดสูงสุดในวันนี้
ชีวิตการเมืองของเธอเริ่มต้นเมื่อสามสิบกว่าปีก่อน ตั้งแต่เธอยังอยู่ในวัยก่อนเบญจเพส เมื่อคุณแม่ของเธอเสียชีวิตเพราะถูกลอบสังหาร และเธอต้องทำหน้าที่เป็นสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งแทน
หลังจากสูญเสียพ่อไปอีกคน เธอก็หายหน้าหายตาไปจากวงการเมืองเกือบ 20 ปี จึงกลับมามีบทบาทใหม่เมื่อ 14 ปีก่อน โดยชนะเลือกตั้งเป็น สส.สมัยแรก และหลังจากนั้นก็ชนะติดต่อกันมาอีกหลายสมัย
ในปี 2008 เธอแพ้การเลือกตั้งเป็นผู้แทนพรรคลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีแบบฉิวเฉียดให้กับลีมยองบัก ประธานาธิบดีคนปัจจุบันแต่หลังจากนั้น เธอก็ต่อสู้จนได้ขึ้นเป็นผู้นำพรรค และได้นำทัพลงสู้ศึกเลือกตั้งทั้งเล็กและใหญ่หลายครั้ง เธอเก็บชัยชนะได้เรื่อยมา จนได้สมญาว่า “ราชินีแห่งการเลือกตั้ง”
เธอสมบุกสมบันทางการเมือง ไม่เคยมีภาพ “คุณหนู” และเคยถูกคนร้ายเอามีดกรีดหน้าจนต้องเย็บหลายสิบเข็ม
ก่อนจะได้ลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งนี้ เธอก็ต้องผ่านการต่อสู้ชิงไหวชิงพริบกับนักการเมืองชายหลายคนภายในพรรครัฐบาล
สี่ พรรครัฐบาลของเกาหลีในปัจจุบันมีนโยบายเศรษฐกิจแบบอนุรักษนิยม ตลอด 5 ปีที่ครองอำนาจภายใต้การนำของลีมยองบัก เศรษฐกิจเกาหลีเติบโตแบบก้าวกระโดด มีหลายอุตสาหกรรมที่โดดเด่นขึ้นมาอยู่ในระดับแนวหน้าของโลก
ปาร์กกึนเฮยิ่งเน้นหนักในเรื่องการสนับสนุนและส่งเสริมภาคธุรกิจ ตลอดจนให้ความสำคัญกับการศึกษาและการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งในปัจจุบันเกาหลีก็อยู่ในระดับต้นๆ ของโลกอยู่แล้ว
คู่แข่งของเกาหลีคือ ญี่ปุ่น เยอรมนี และสหรัฐ ประเทศอย่างเราไม่ได้อยู่ในสายตาของเขาแม้แต่น้อย
หันมาดูตัวเราบ้าง เศรษฐกิจกับอุตสาห กรรมของเรายังย่ำอยู่กับที่ วินัยการคลังหย่อนยาน การศึกษาถดถอย มีแต่ทุจริตคอร์รัปชันที่เฟื่องฟู รัฐบาลแทนที่จะมุ่งมั่นพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน กลับหมกมุ่นอยู่กับโครงการไร้สาระ อย่างการรับจำนำข้าวและรถยนต์คันแรก
ก่อนจบผมขอให้ข้อสังเกตเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเทศกำลังพัฒนาที่มีผู้หญิงเป็นผู้นำ ไล่เรียงมาตั้งแต่ ฟิลิปปินส์ อินเดีย ปากีสถาน บังกลาเทศ ศรีลังกา อาร์เจนตินา ไทย และเกาหลี ตลอดจนอาจต้องนับรวมพม่าด้วย เพราะถึง อองซานซูจี จะเป็นเพียงผู้นำฝ่ายค้าน แต่เธอก็โดดเด่นและเป็นที่ยอมรับมากกว่าผู้นำตัวจริงเสียอีก
หลายประเทศที่กล่าวถึงมีการกดขี่ทางเพศค่อนข้างมาก ที่เหลือก็ยังมีความไม่เสมอภาคทางเพศในสังคมไม่มากก็น้อย
แม้ประเทศเหล่านี้จะไม่จำกัดสิทธิผู้หญิงทางการเมือง และมีผู้หญิงจำนวนหนึ่งก้าวเข้ามาในวงการ แต่หากเป็นการต่อสู้โดยลำพังตนเองมาแต่ต้น แม้จะได้รับความนิยมในพื้นที่ แต่โอกาสที่จะได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในระดับประเทศแทบจะยังเป็นไปไม่ได้
ด้วยเหตุนี้ ในทุกกรณีที่กล่าวถึงข้างต้น ผู้นำหญิงเหล่านี้จึงมาจากครอบครัวที่มีผู้ชายอยู่ในระดับผู้นำประเทศมาก่อน และเป็นผู้เปิดประตูการเมืองให้ ไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม
ปาร์กกึนเฮ อาจถือว่าได้พัฒนามาไกลมาก เพราะคุณพ่อของเธอเสียชีวิตไปกว่า 30 ปีแล้ว ไม่ได้อยู่ร่วมส่งเสริมหรือรับรู้กิจกรรมทางการเมืองของเธอ แต่ถึงกระนั้นการเป็นอดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งก็คงมีส่วนช่วยให้เธอได้รับการยอมรับมากขึ้น
สักวันหวังว่าจะได้เห็นผู้นำหญิงอย่างมาร์กาเร็ต แทตเชอร์ หรือ อังเกลา แมร์เกิล ในประเทศของเราเอง หรือในประเทศเพื่อนบ้านของเรา







