
บริบทการเจรจารอบสองระหว่างรัฐบาลและนปช.
สาระสำคัญในการเจรจาระหว่างตัวแทนฝ่ายรัฐบาลกับแกนนำคนเสื้อแดง ที่สถาบันพระปกเกล้า ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ที่ใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง
สาระสำคัญในการเจรจาระหว่างตัวแทนฝ่ายรัฐบาลกับแกนนำคนเสื้อแดง ที่สถาบันพระปกเกล้า ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ที่ใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง
การเจรจาระหว่างตัวแทนฝ่ายรัฐบาลกับแกนนำคนเสื้อแดง ที่สถาบันพระปกเกล้า ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ที่ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง เริ่มต้นตั้งแต่เวลา 18.15 น. และสิ้นสุดเวลา 20.20 น. ฝ่ายรัฐบาลประกอบด้วยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะประกอบด้วย นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ นายชำนิ ศักดิเศรษฐ ขณะที่ แกนนำกลุ่มนปช. คือ นายวีระ มุกสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นพ.เหวงโตจิราการ
นายวีระ กล่าวเริ่มต้นว่า วันนี้เดินทางมาเพื่อขอคำตอบจากนายกรัฐมนตรีว่า จะยุบสภาตามข้อเรียกร้องของกลุ่มนปช.หรือไม่ การเจรจาวันนี้ไม่อยากเรียกว่าว่าเป็นครั้งสุดท้าย แต่มันควรจะได้ข้อสรุป นายกฯ ได้คิดและตรึกตรองในเรื่องนี้อย่างไร
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประชาชนส่วนใหญ่อยากให้ยืดหยุ่นมากกว่า แต่ยืนยันได้ว่า หากจะให้วาระผมที่เป็นรัฐบาล 1 ปี 9 เดือน ไม่ครบตามวาระ จัดให้เลือกตั้งก่อน ผมไม่มีปัญหา สิ่งที่ผมชวนช่วยกันทำ คือ ปูทางสงบไปสู่การเลือกตั้ง ซึ่งแก้รธน. และดูแลการเคลื่อนไหวที่อาจทำให้เกิดความขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า จะให้ยุบสภาภายใน 15 วัน เป็นไปไม่ได้ และเห็นว่าไม่ใช่ทางออกที่แท้จริง
รัฐบาล ไม่ปฎิเสธข้อเรียกร้องการยุบสภา แต่ขอฟันธงว่า ไม่สามารถทำตามข้อเรียกร้องของกลุ่มนปช.ได้ เพราะไม่เชื่อว่า การยุบสภา ในวันนี้ หรือในอีก 15 วัน ผลมีค่าเท่ากันคือ ไม่เชื่อว่าจะสามารถจะแก้ไขปัญหาสถานการณ์การเมือง และเป็นทางออกของสังคมในขณะนี้ได้
"ได้หารือร่วมกันหลายฝ่ายรวมทั้งพรรคร่วมรัฐบาลแล้ว เห็นว่า การยุบสภาวันนี้หรือในอีก15วันข้างหน้าก็มีค่าเท่ากัน เพราะไม่เชื่อว่าจะแก้ไขปัญหาหรือเป็นทางออกให้กับสังคมในขณะนี้ได้ อย่างที่ได้เรียนไปแล้วเมื่อวานนี้ รัฐบาลจะยึดแนวทางตามที่วางไว้" นายอภิสิทธิ์ กล่าว
จากนั้นนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช. กล่าวว่า สาเหตุที่ให้ยุบสภา 15 วัน มีเหตุผล 4 ประเด็น คือ 1.เห็นว่านายกรัฐมนตรีมาโดยมิชอบ การจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหารไม่เหมาะสม ฉะนั้นถือว่าตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นลาภที่ไม่ควรได้ และบอกว่าจะต้องอยู่ถึงครบวาระอีก 1 ปี 9 เดือน มันเป็นไปไม่ได้
2.การใช้รัฐธรรมนูญปี 2550 มีที่มาเพราะคนไทยในช่วงนั้นอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคลายไม่ออก พร้อมระบุ เลือกตั้งก่อนแล้วค่อยแก้ทีหลัง ทุกคนก็คาดหวังว่าจะมีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ แต่คณะรัฐประหารทิ้งรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ขณะที่พรรคภูมิใจไทยและกิจสังคมก็เกิดขึ้น และสนับสนุนท่านเป็นนายก
3.การที่มวลชนมาชุมนุมที่ถูกกล่าวหาว่าถูกจ้างมานั้นไม่เป็นความจริง แต่ผู้มาชุมนุมทุกคนติดคำว่า 2 มาตรฐาน ซึ่งเป็นบาดแผลร้าวลึกของคนไทย
4.เมื่อท่านเป็นนายกรัฐมนตรี เข้าสู่เดือน 1 ปี 4 เดือน เมื่อ 3 เดือนแรก พวกผมประท้วงและเชิญชวนให้ลาออกและยุบสภา หลายคนบอกเร็วเกินไป แต่บัดนี้ตั้งแต่รธน. 50 ท่านเป็นรัฐบาลนานที่สุด นับจากรัฐบาลสมัครและสมชาย บริหารประเทศโดยบกพร่อง โดยเฉพาะ กู้เงินสูงสุดในประวัติศาสตร์ คนไทยเป็นหนี้ทั้งประเทศ และการกู้เงินมาใช้จ่ายของท่าน 8 แสนล้าน เป็นการนำเงินกู้มาใช้นอกงบประมาณแผ่นดิน จึงอยู่นอกเหนือการตรวจสอบคณะกรรมาธิการ 35 คณะ จึงเกิดข้อสงสัยทุจริตหลายแสนล้านมากสุดในประวัติศาสตร์ จนเรียกว่า "กู้มาโกง" เช่น โครงการชุมชนพอเพียง ปลากระป๋องเน่า ไทยเข้มแข็งกระทรวงสาธารณสุข จัดซื้ออาวุธไร้ประสิทธิภาพ ทั้ง จีที200 เรือเหาะที่ราคาสูงกว่าเป็นจริง กระทรวงมหาดไทยที่ทุจริตสอบเข้านายอำเภอ แต่เมื่อพบว่าไม่ดำเนินการใดใดตามกฎเหล็ก 9 ข้อที่พูดเรื่องความโปร่งใสว่านักการเมืองควรมีมาตรฐานมากกว่าคนอื่น
นายจตุพร กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนยุบสภาไม่เห็นด้วยเพราะเหตุผล 2 ข้อ คือ 1. เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะตลอดเวลาที่ท่านเป็นนายก ท่านมีแต่คำพูดว่าไม่ขัดข้อง และเป็นคนแรกที่บอกว่าต้องแก้ เป็นคนรับปากพรรคร่วม ทั้งคุณเนวิน คุณบรรหาร เมื่อตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งพิจารณาได้ 6 ประเด็น แต่ปรากฏว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นดีเห็นงาม และเมื่อบรรจุวาระเข้าสภา ก็ไม่ได้ดำเนินการใดใด ผมเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญควรเกิดภายใต้กติกา โดยควรเสนอให้เป็นเงื่อนไขการเลือกตั้งต่อประชาชน
นอกจากนี้ ตนไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ ม.309 เป็นบทบัญญัติประชาธิปไตยรับไม่ได้บอกว่ารัฐประหารใดใดที่เกิดขึ้นในอดีตไม่มีความผิด และที่ผ่านมาไม่มีการพูดประเด็นนี้ ผมเห็นว่าผู้สำเร็จราชการแผ่นดินเป็นเรื่องใหญ่ เห็นว่าหากแก้ผมจะแก้ไขประเด็นนี้ องค์รัชทายาทควรเป็นผู้สำเร็จราชการ หรือคนที่พระเจ้าแผ่นดินควรเป็นผู้แต่งตั้ง
2.สายไปที่จะพูดเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ หมดเวลา และการยุบสภาที่นายกรัฐมนตรีเคยบอกนายสมัคร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นว่าควรจะยุบสภาประเทศผ่านวิกฤตไปได้ ผมเห็นว่าข้อเสนอของท่าน นำมาใช้กับตัวท่านเองในกรณีเดียวกัน ยอมจัดเลือกตั้งภายใต้รธน.50 และไปแจ้งกับประชาชนผู้เลือกตั้งว่าใครเสนอแนวทางแก้รธน.อย่างใด วันที่พูดให้คนอื่นปฏิบัติไม่ยิ่งใหญ่ เท่ากับท่านปฏิบัติเอง
นายกรัฐมนตรีจะรับข้อเสนอหรือไม่ก็แล้วแต่นายกรัฐมนตรีเอง แต่ยืนยันว่าไม่ต้องการให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งของคนในประเทศ ทั้งนี้ยืนยันด้วยว่า หากมีการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ก็พร้อมที่จะยอมรับผลการเลือกตั้งโดยดุษฎี โดยนำเอาการตัดสินใจของประชาชนเป็นที่ตั้ง และเชื่อว่าการเสียสละของนายอภิสิทธิ์ จะทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ และถ้าเสียสละครั้งนี้ ครั้งต่อไปหากได้รับการยอมรับให้กลับมาดำรงตำแหน่งอีกก็อาจเป็นนายกรัฐมนตรีที่ยิ่งใหญ่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รายงานข่าว ระหว่างเจรจาช่วงแรกบรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด เมื่อ นายจตุพร ได้หยิยยกเรื่องราวในอดีตของรัฐบาลมาอภิปราย และยิ่งตึงเครียดมากขึ้น เมื่อมาถึงตอนที่นายกฯชี้แจงเรื่องว่าอยู่ในรถ มีคนเสื้อแเดงเข้าทำร้ายและถามว่าเป็นแดงแท้หรือแดงเทียมทำให้นายจตุพรถึงกับออกมาตอบโต้อีกครั้ง โดยชี้หน้านายกฯ และยังยืนยันนายกฯไม่ได้อยู่ในรถ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วาระรัฐบาล เหลือ 1 ปี 9 เดือน ถามว่า อยากเห็นอะไรก่อนเลือกตั้ง 1.การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ 2. การทำกติกา 3. บรรยากาศบ้านเมืองให้เป็นปกติ สำหรับเรื่องที่ 1 การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ไม่ค่อยเท่าไหร่แล้วค่อนข้างจะดี แต่ว่าครึ่งเดือนแรกกระทบนิดหน่อย มีปัญหาเรื่องท่องเที่ยวอยู่บ้าง คุยกับพรรคร่วมรัฐบาล ข้าราชการ เขามองว่าให้ปฏิทินงบประมารณเดินตามปกติได้ไหม 2.เรื่องกติกา ลองมาดูแล้วว่า ถ้าประกาศทำประชามติ สมมติมีประเด็นไหนแก้ไข ก็ทำในสภาให้ดำเนินการ พอทำเสร็จแล้วกฎหมายต่างๆรับแล้วก็เป็นกรอบเวลา 3. สิ่งที่คุยคือทำบรรยากาศบ้านเมืองให้เป็นปกติ ฝ่ายท่านทำหน้าที่ตรวจสอบ ก็ตรวจสอบได้ ชุมนุมก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัดไม่ปิดล้อม ใครผิดกฎหมายก็ถูกดำเนินคดี แกนนำบางท่านก็ถูกดำเนินคดี จากนั้นฝ่ายรัฐบาลก็ทำงาน ฝ่ายค้านก็ทำงาน
นายกฯ กล่าวว่า ปฏิทินงบประมาณชะงักมีปัญหา ตารางปฏิทินงบประมาณถูกกระทบ งบช่วงแรกตุลาคมผิดไปจะใช้งบผิดปกติ เรื่องรัฐธรรมนูญช้าเร็วไม่ได้อยู่ที่ว่ารัฐบาลจะเอาจริงกับสภาหรือไม่ วันนี้จะเอาชัดๆ ให้ประชาชนลงประชามติ ประชาชนที่อยากแก้ประเด็นไหน นำมาวางไปเลยประชาชนลงประชามติ ทุกพรรคยอมรับตามนั้น ไม่เหมือนยุบสภาไปเลือกตั้ง ไปถามทุกพรรคก็บอกแก้รัฐธรรมนูญก่อนอีก และมีกลุ่มไม่เห็นด้วยให้ยุบสภา เพราะฉนั้นกระบวนการประชามติให้แก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นไหน จากนั้นก็แก้ไขรัฐธรรมนูญใช้เวลากัน ส่วนบรรยากาศบ้านเมือง เรื่องประชามติจะเป็นบทพิสูจน์ระดับหนึ่ง การประชามติไม่พูดลอยๆ ไม่สามารถพูดถึงคนหนึ่งเสียงที่นอกโต๊ะนี้ ได้ ถ้าร่วมแรงร่วมใจก็ทำได้ เพราะฉะนั้นกรอบปลายปีก็อยู่ในกรอบนี้
นายกฯ กล่าวว่า ถามว่านายกฯเสียสละไหม ความจริงรัฐบาลมีวาระเหลือ 1 ปี 9 เดือน ถ้าพูดยุบสภาปลายปีนี้ ก็ถือว่าเฉือนไปแล้วหนึ่งปี ที่ผมย้ำตลอด คนบางกลุ่มมองว่าเรามาตกลงได้อย่างไร เรียนว่าสมมติไปประชามติยุบไม่ยุบสภา แต่ถ้าสำรวจความคิดเห็นประชาชนไม่มั่นใจให้ยุบสภา ดีไม่ดีการให้ยุบสภาอาจเป็นเสียงส่วนน้อย ประเด็นนี้ไม่อยากเถียงท่าน อยากหาจุดกลางๆ คนสนับสนุนไม่ควรยุบสภา ไม่เห็นด้วยชุมนุม เพราะวันข้างหน้าชุมนุมบ้าง ไม่ควรเถียงเขา แต่ถ้าเรากำหนดกรอบอย่างนี้ ก็พูดคุยกันได้
นายวีระ มุกสิกพงษ์ แกนนำ นปช. กล่าวว่า ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจมันเป็นเรื่องความเชื่อ ฝ่ายเสื้อแดงเห็นว่า ให้เวลาเท่าไรก็ไม่ดี รอไม่ได้ รัฐสภาไม่เป็นที่พึ่งแล้ว ให้มันเป็นไปตามประชามติด้วย จะเอากติกาแบบไหน บรรยากาศการเมืองเราสร้างกันได้ ถ้าคู่ขัดแย้งเสื้อแดงสร้างแดงแต่ไม่ใช้เหตุผล 3 ประการ แล้วมามัด 15 วันไม่ได้ การเสนอกรอบเวลาเลยงบประมาณมันจะยาวไป ไม่เอาใจผมก็ได้ นักวิชาการ 3 เดือน ไม่ใช่ข้อเสนอของผม กรอบกติกามันไม่ควรจะยาวนานไปถึง 6 เดือนหรอกแค่ 2 เดือนก็ทำได้ สภาพึ่งไม่ได้ แค่รัฐบาลไปจี้ให้ทำ ไม่อย่างนั้นเถียงกันอยู่นั้นไม่จบ ไกลเกินความเป็นจริง ปัญหาอยู่ตรงที่ว่า ท่านต้องเห็นใจพวกผมหน่อย เขามาถูกสิทธิของเขา ขอคืนสิทธิไปตัดสินใจอนาคตการเมืองของเขา ต้องการความเสียสละจากท่าน ถ้าท่านเสียสละตรงนี้เป็นเกียรติยศ บังเอิญมาพูดที่สถาบันพระปกเกล้า หรือคิดถึงพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ข้าพเจ้ายินดีสละอำนาจให้เป็นของปวงชนชาวไทย ยอม เจ็บปวดให้สิทธิประชาชน วันนี้คนเสื้อแดงมาขอความเสียสละจากนายกฯ ไม่ต้อง 15 วันหรอก มันก็เป็นการเสียสละ
นายกฯ กล่าวว่า ที่พูดถึงปฏิทิน เราบังเอิญอยู่ภาวะวิกฤตเศรษฐกิจการฟื้นตัวยังไม่แข็งแรง ผมประกาศไว้ที่ทำพรบ.4 แสนไม่ทำตามนั้นหรอก งบประมาณเพิ่มขึ้นทุกปี กฎหมายให้ใช้ของเก่าไปก่อนได้ใช้ปีก่อนได้ ส่วนที่จะเพิ่มให้รอปีใหม่ แต่บังเอิญตอนเข้ามารายได้หายไป 2 แสนล้าน ถ้าบอกให้ใช้งบนี้ไปพลางก่อนเดือดร้อนกันมา งบประมาณที่มีต้องออกไปประชาชนได้ประโยชน์เต็มๆ ถ้าตรงนี้ชะงักก็ส่งผลกระทบได้
นายจตุพร กล่าวว่า เงื่อนไขประเด็นเศรษฐกิจจะมาผูกมัดรวมไม่ได้ เวลาที่เหลือจากนี้ไป 9 เดือนเศรษฐกิจจะดีขึ้นหรือไม่ มันซ้ำซาก มันจะไม่พบความสำเร็จ ยิ่งขัดแย้งกว่าเดิม ถ้าต้องการให้สถานการณ์ปกติเป็นเรื่องที่น่ารับฟัง ทั้ง 3 อย่างที่จะลากไปเป็นเรื่องที่ยาวนาน การที่ท่านจะเสียสละ หรือไม่เสียสละเป็นเรื่องสำคัญอยู่ นายกฯต้องใช้ชีวิตปกติ ถ้าเราหาจุดความไม่พอดีกัน การเรียกร้องของเราไปวัดผลการเลือกตั้ง ถ้าท่านมั่นใจคนไม่เอาด้วย ควบคุมอำนาจรัฐเบ็ดเสร็จ คู่แข็งย่อมเสียเปรียบ บรรยากาศบ้านเมืองกลับมาสู่ปกติ สิ้นปีรับไม่ได้
นายกฯ กล่าวว่า ย้ำอีกครั้ง เรื่องทำเศรษฐกิจดีไม่ดี ดูตารางรัฐบาล ช่วงแรกตุลาฯเป็นต้นไป ต้องใช้งบไม่ปกติ ประชาชนส่วนหนึ่งก็เป็นห่วงเรื่องนี้ เรื่องรัฐธรรมนูญ แก้รัฐธรรมนูญวาระ 1,2,3 ไม่เกิน 1 ปี 9 เดือน วิธีที่เราจะทำคือ ทำประชามติชัดเจน ไม่ใช่ทำแล้วไปเถียงกัน เวลาไปถามต้องแน่ชัด มีสรุปสาระง่ายๆ คณะทำงานสภาทำไว้แล้ว ไม่เกี่ยวพรรคร่วมประชามติเอาอย่างไงก็เอาอย่างนั้น ถ้าต้องการของประชาชนผ่านประชามติเป็นอย่างไงก็อย่างนั้น
นายกฯ กล่าวว่า เป็นกระบวนการที่ดีมาก เข้ามายอมรับคะแนน คะแนนนิยมไม่ติดใจ เลขาธิการพรรคผมมีความรับผิดชอบ ทุกพรรคอยากชนะทั้งนั้นไม่ติดใจ ผมตัดสินใจการเลือกตั้งเอาผลประโยชน์ส่วนร่วมเป็นที่ตั้ง ผมตัดวาระลงมา ฟังคนเสื้อแดง แล้วมาฟังอะไรดีที่สุดกับประชาชน ผมร่นให้ 1 ปี
จากนั้นนายวีระ ตัดบทว่า รอเสนอถ้า 15 วันมันไม่ไหว รอเสนอมากี่วันมาว่า เท่าไร
นายกอร์ปศักดิ์ กล่าวว่า เรามานั่งคุยตรงนี้เพื่อหาข้อยุติ บอกเคารพก็ไม่รู้เคารพจริงไหม ประเด็นมีว่า ในเมื่อเราไม่เชื่อกัน ผมก็ไม่รู้ยังไง ทำยังไงเราก็ต้องตกลงกัน ผมบอกว่าภายใน 9 เดือน สิ้นปี ไม่เชื่อ ไม่รู้เชื่อใคร เพราะมันไม่เชื่อเท่านั้นเอง เรามานั่งคุยกันเพื่อประเทศไทย ไม่ใช่เพื่ออภิสิทธิ์เป็นนายกฯอีก ไม่เชื่อเพื่อกูเป็นรัฐบาล อย่าปฎิเสธเร็วๆ ท่านบอกว่า 15 วันบอกว่าทำไม่ได้ ผมไม่เชื่อว่าปัญหาบ้านเมืองที่หนักหนาจะจบได้ภายใน 2 สัปดาห์ ถ้าหากท่านอยากให้จบเพื่อประเทศไทย เรามาทดสอบเราเชื่อใจกันได้ไหม เราเริ่มว่าไปหาประชาชน เอาประชามติเป็นหลัก เอาเรื่องรธน. บอกมีหลายประเด็น เอา 6 ข้อไปหาประชาชน ท่านมีเสื้อสีแดงกี่คน สีอื่นกี่คน ไม่มีสี่อีกกี่คนเชื่อเป็นล้าน ใน 120 วัน หรือ 4 เดือน ใครผิดกติกาก่อน กติกาคือพวกผมไปทำที่ผิดกฎหมายไปสลายการชุมนุมไม่ได้
“ 4 เดือนทำเสร็จ ท้ายสุดเบี้ยวกันเดือนแรกก็จบแล้ว ไปไม่รอด เาป็นเรื่องใหญ่ไม่ใช่ 6 คนตัดสินใจ แล้วมาคุยกัน พี่น้องทางบ้าน ไม่ว่าเสื้อสีอะไรก็ต้องพอใจทุกฝ่าย” นายกฯ กล่าว
จากนั้น นายกฯ กล่าวว่า จะคุยกันนอกรอบอีกครั้งก็ได้ และรัฐบาลพร้อมยินดีเจรจา ตนไปต่างประเทศจะกลับมาอีกครั้งวันพฤหัสบดี แต่อยากให้รักษาบรรยากาศอย่างนี้ไว้ อย่างไรก็ตาม นาย จตุพร กล่าวว่า พวกผมอยู่กับประชาชน พวกผมต้องไปถามผู้ชุมนุมจะเอาอย่างไรกันต่อ ขณะที่ นายกฯ กล่าวว่า ฝ่ายผมก็ยินดีนัดหมาย







