posttoday
รถคันแรกฟีเวอร์ระเบิดเวลาลูกใหม่รอถล่มรัฐบาล

รถคันแรกฟีเวอร์ระเบิดเวลาลูกใหม่รอถล่มรัฐบาล

27 ธันวาคม 2555

โครงการคืนภาษีรถยนต์คันแรก 1 แสนบาท ของรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็น “นโยบายประชานิยมเต็มขั้น” เป็น 1 ในนโยบายที่เรียกคะแนนเสียงให้ประสบความสำเร็จจนกระทั่งเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก

โครงการคืนภาษีรถยนต์คันแรก 1 แสนบาท ของรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็น “นโยบายประชานิยมเต็มขั้น” เป็น 1 ในนโยบายที่เรียกคะแนนเสียงให้ประสบความสำเร็จจนกระทั่งเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก

ความฟีเวอร์ของประชานิยมเต็มขั้นอย่างรถคันแรก เริ่มส่งสัญญาณความร้อนแรงและผลกระทบที่มีต่อภาคอุตสาหกรรมรถอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว ด้วยความโกลาหลในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งบริษัทผู้ผลิตรถยนต์จะต้องอลหม่านในการรับจองด้วยตัวเลขสูงทุบสถิติที่ผ่านมาทั้งหมด พร้อมการผลิตเพื่อการส่งมอบที่คิวยาวเหยียดข้ามเดือนข้ามปี ทำให้ยอดขายรถปี 2555 ที่ต้นปีตั้งไว้ขายในประเทศ 1 ล้านคัน ส่งออก 1 ล้านคัน ตัวเลขขายในประเทศทะลุเป็น 1.4 ล้านคัน ในจำนวนนี้เป็นยอดจองและส่งมอบของรถคันแรก 7 แสนคัน ส่วนที่เหลืออีก 5 แสนคันเป็นแค่ยอดจอง ตามตัวเลขที่คาดจะมีผู้ใช้สิทธิรถคันแรกรวม 1.2 ล้านคัน

ในมุมมองของรัฐบาลมองถึงการใช้ตัวเลขเงินหมุนเวียนที่กระตุ้นการจับจ่ายของประชาชน ซึ่งก็ได้ผลจริง แต่มุมของผลกระทบอื่นๆ ในอนาคตที่เริ่มส่งสัญญาณตั้งแต่ยังไม่สิ้นสุดโครงการ คือ สถิติตัวเลขการผิดนัดชำระหนี้เกิน 1 เดือน มีจำนวนมากขึ้น ไม่เท่านั้นตัวเลขของการยึดรถในส่วนของผู้ให้สินเชื่อทางการเงิน (ไฟแนนซ์) ก็เริ่มสูงขึ้น ... แต่สัญญาณดังกล่าวขณะนี้อาจจะยังไม่มากพอสะกิดต่อมความรู้สึกของรัฐบาลได้อย่างชัดเจนมากนัก เพราะยังอยู่ในช่วงโปรโมชันอยู่

สาเหตุเพราะอะไรนั้นหรือ? ก็เป็นเพราะมาจากการบิดเบือนตลาดอย่างรุนแรง ด้วยการกระตุ้นส่วนลดจูงใจมากมายขนาดนี้ ส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภคปรับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แต่อย่างหนึ่งก็ต้องยอมรับด้วยว่ามาจากการอัดโปรโมชันเพิ่มเติมจูงใจของทางฟากฝั่งภาคเอกชนผู้ผลิตรถยนต์เองด้วย

ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะรถอีโคคาร์ที่ได้ฐานลูกค้าเพิ่มขึ้น จากการปรับเปลี่ยนจากผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ที่ต้องชะงักเมื่อเจอโปรโมชัน “ดาวน์ต่ำ ”เพียงไม่กี่หมื่นบาท จากเดิมที่จะซื้อรถจักรยานยนต์ด้วยราคา 5–6 หมื่นบาท กลับตัดสินใจด้วยโปรโมชันจูงใจของอีโคคาร์ได้ไม่ยาก ด้วยการนำเงินส่วนดังกล่าวไปดาวน์รถอีโคคาร์ ที่มีราคาเริ่มต้นที่ 3 แสนกว่าบาท เมื่อคำนวณหักส่วนลดในโครงการรถคันแรกอีก จึงตัดสินใจได้ไม่ยาก แต่หารู้ไม่ ยังมีค่าใช้จ่ายแฝงของรถยนต์อีกไม่รู้เท่าไรที่มองข้ามตอนตัดสินใจ อาทิ ค่าบำรุงรักษา ค่าน้ำมัน เป็นต้น ซึ่งเมื่อรู้ตัวอีกทีก็สายไปเสียแล้ว

อีกตัวอย่างหนึ่งของนโยบายที่รัฐบาลวางหมากสนับสนุนการคืนภาษีที่ไม่ได้รอบคอบพอคือ รถในกลุ่มรถกระบะ ที่มีข้อกำหนดคือราคาต้องไม่เกิน 1 ล้านบาท ซึ่งเช่นเดียวกัน พฤติกรรมการซื้อรถกระบะที่ควรจะเป็นผู้ที่ใช้เพื่อการพาณิชย์ ด้วยการซื้อปกติในรุ่น ซิงเกิลแค็บ ที่ไว้ใช้บรรทุกเป็นหลัก กลับไม่ได้ประโยชน์อย่างเต็มที่เนื่องจากเสียภาษีในระดับต่ำสุด ซึ่งเมื่อคำนวณดูแล้ว ได้ส่วนลดสูงสุดไม่เกิน 34 หมื่นบาท ในขณะที่รุ่นที่ได้เต็มอัตรา 1 แสนบาทคือ รุ่นดับเบิลแค็บ ที่ปกติสัดส่วนยอดขายของทั้งสองรุ่น มีตัวเลขต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่เมื่อมีนโยบายดังกล่าวมาลดช่องว่างด้านราคาลง ทำให้กระบะรุ่นดับเบิลแค็บ มีตัวเลขอัตราเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ดังนั้น หลังจากนี้คงจะต้องติดตามตัวเลขทั้งยอดขายในส่วนต่างๆ ในอนาคต ที่จะต้องกลับเข้าสู่สภาวะปกติ ซึ่งถามว่าเป็นปัจจัยบวกไหม ตอบได้เลยว่าเป็นปัจจัยบวกอย่างแน่นอน ที่ตลาดได้กลับเข้าสู่การแข่งขันที่เป็นไปตามกลไกอันถูกต้อง

ด้านธุรกิจประกันวินาศภัยเป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่ได้รับอานิสงส์ในมุมบวกจากโครงการรถคันแรกตามไปด้วย เมื่อรถป้ายแดงเกือบทุกคันต้องทำประกันชั้น 1 ควบคู่ไปด้วย ส่งผลให้ปี 2555 เบี้ยประกันวินาศภัยเติบโตสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์

สมาคมประกันวินาศภัยไทยคาดว่าเบี้ยประกันวินาศภัยปีนี้จะเติบโตมากกว่า 20% หรือเบี้ยแตะ 1.7 แสนล้านบาทเป็นครั้งแรก ซึ่งก็มาจากการทำประกันภัยรถยนต์แล้วถึง 1 แสนล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 7 หมื่นล้านบาทมาจากการทำประกันภัยประเภทอื่น

ไม่เพียงแต่ปีนี้เท่านั้นที่ธุรกิจประกันจะคึกคัก แต่คาดว่าจะส่งผลดีต่อเนื่องไปถึงปีหน้าด้วย เมื่อยอดจองรถยนต์ตามโครงการรถคันแรกในปีนี้อีกหลายแสนคัน จะมีการกำหนดส่งมอบรถในปีหน้า ก็ย่อมทำให้ประกันชั้น 1 ขายดีคู่กันตามไปด้วย และคาดกันว่าจะเป็นปีที่ทำสถิติใหม่อีกเช่นกันสำหรับธุรกิจประกันวินาศภัย

ทั้งนี้ จีรพันธ์ อัศวะธนกุล ในฐานะนายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย คาดว่า ในปีหน้าเบี้ยประกันวินาศภัยจะพุ่งทะยานไปถึง 2 แสนล้านบาท แม้ยอดการเติบโตจะลดลงมาเหลือ 15% ก็ตาม

ขณะเดียวกัน ธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ก็เติบโตไม่แพ้กัน เมื่อผู้ประกอบธุรกิจเช่าซื้อแทบทุกราย ทั้งที่เป็นบริษัทลูกของค่ายรถยนต์ หรือไม่ได้อยู่ในค่ายรถยนต์ ต่างก็ปล่อยสินเชื่อทะลุเป้ากันเป็นว่าเล่น เรียกได้ว่าไม่ต้องทำการตลาดกระตุ้นอะไรมากมาย ก็ปล่อยสินเชื่อได้สบายใจหายห่วงแล้ว โดย อิสระ วงศ์รุ่ง ประธานสมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทย คาดว่าเมื่อจบสิ้นปีนี้ ยอดสินเชื่อเช่าซื้อทั้งระบบจะปล่อยกู้ได้ 8.38.5 แสนล้านบาท จากยอดขายรถ 1.4 ล้านคัน

อย่างไรก็ตาม ยังส่งผลต่อเนื่องไปถึงปี 2556 เมื่อยอดจองรถยนต์ในปีนี้ มีกำหนดส่งมอบรถอีกหลายแสนคันในปีหน้า จึงทำให้สินเชื่อเช่าซื้อเติบโตต่อไปอีกและคาดว่าเป็นครั้งแรกที่ธุรกิจเช่าซื้อไทยสามารถปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถได้ถึง 1.1 ล้านล้านบาท หรือเติบโตถึง 20% จากยอดขายรถยนต์ที่คาดกันว่าอยู่ประมาณ 1.31.5 ล้านคัน

คงปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า “นโยบายประชานิยมเต็มขั้น” ของรัฐบาล “พรรคเพื่อไทย”ก็ส่งผลดีในอีกมุมหนึ่งของธุรกิจเกี่ยวเนื่องต่างๆ ของอุตสาหกรรมรถยนต์ แต่อย่าลืมถึงวันใดที่หมดโปรโมชันลงเมื่อไร จะเจอของจริงที่วัดกึ๋นรัฐบาลอย่างแท้จริง !

วันนั้นคงจะได้รู้ว่า“ของจริง”หรือ “ของปลอม”ที่จะต้องมาตามแก้ปมที่ผูกขึ้นด้วยตัวเอง ที่ให้คำสัญญากับประชาชน แต่อาจจะลืมคิดถึงเงินใน (คลัง) กระเป๋า กับภาระอันหนักอึ้งของเงินภาษีที่ต้องจ่ายให้ประชาชนในโครงการดังกล่าว ซึ่งยังไม่นับตัวเลขสำคัญ 2 ตัว ของธุรกิจไฟแนนซ์ และ ธนาคารผู้ให้สินเชื่อ ที่สะท้อนผ่าน“หนี้เสีย” ของความไม่พร้อมและการบิดเบือนตลาด รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคของนโยบาย งานนี้คงจะต้องจับตาดูระเบิดเวลาของ“ประชานิยมเต็มขั้น” ในอีกไม่ช้าไม่นาน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท