posttoday
"ลมหายใจ" รัฐบาล เร่งเครื่องลงทุน

"ลมหายใจ" รัฐบาล เร่งเครื่องลงทุน

27 ธันวาคม 2555

ต้องบอกว่าเร่งเครื่องกันเต็มสูบส่งท้ายปี 2555 สำหรับการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ

ต้องบอกว่าเร่งเครื่องกันเต็มสูบส่งท้ายปี 2555 สำหรับการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ

โดย...จตุพล สันตะกิจ

ที่จะเป็นแรงขับดันเศรษฐกิจไทยก๊อกสอง ก๊อกสาม หลังบรรดานโยบายประชานิยมทั้งหลายผลิดอกออกผลอย่างเต็มที่แล้ว โดยทิ้งภาระหนี้สินตุงกระเป๋าครัวเรือนไทยกันถ้วนหน้า ทั้งคนฐานราก และคนชั้นกลาง 40 ล้านคน

เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เรียกประชุมทีมรัฐมนตรี เช่น กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลังชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง โดยตั้งเป้าหมายว่าในปี 2556ที่จะเริ่มต้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้

เรียกว่าเป็นการเปิดศักราช หรือเป็นการเริ่ม พ.ศ.แห่งการลงทุนครั้งใหญ่ของประเทศก็ว่าได้

นายกรัฐมนตรีกำชับให้เร่งการลงทุนโครงการรถไฟฟ้า 10 สาย สารพัดสีครอบคลุมกรุงเทพฯ และปริมณฑล การลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูง 4 เส้นทางเชื่อมประเทศไทย 4 ภาค และประเทศเพื่อนบ้าน การลงทุนรถไฟรางคู่แก้ปัญหาคอขวดการขนส่งทางราง และเร่งรัดลงทุนสุวรรณภูมิเฟส 2 รองรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในปีนี้

กำหนดเป็นการเฉพาะเจาะจงลงไปว่า การลงทุนรถไฟฟ้า 10 สาย 15 โครงการที่จะต้อง “เปิดประมูล” ให้แล้วเสร็จในปี 2557

ชัชชาติ กางแผนอัดเม็ดเงินลงทุนรถไฟฟ้าระยะปี 25562562 เป็นเงินสูงถึง 56 แสนล้านบาท

แยกเป็นปี 2556 เม็ดเงินลงทุน 7.78 หมื่นล้านบาท ก่อนเพิ่มเป็น 1.38 แสนล้านบาทในปี 2557 และเพิ่มเป็น 1.46 แสนล้านบาทในปี 2558 เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าเตรียมอัดเงินลงไปอย่างเต็มที่

ปลายสัปดาห์ที่จะถึงนี้กิตติรัตน์ “ฟิตจัด” ส่งท้ายปี นัดรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเร่งรัดรายละเอียดร่าง พ.ร.บ.กู้เงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระยะ 7 ปี วงเงิน2 ล้านล้านบาท

กิตติรัตน์ วาดหวังว่า ร่างกฎหมายลงทุนฉบับนี้จะเสนอสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบได้ภายในไตรมาสแรกปี 2556

กิตติรัตน์ คาดว่าภายในปี 2556 จะเบิกจ่ายเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 1 แสนล้านบาท

ยังมีการลงทุนระบบบริหารจัดการน้ำท่วม น้ำแล้ง ภายใต้ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 วงเงิน 3.5 แสนล้านบาท ที่อยู่ “ในมือ” ปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย(กบอ.) อีกจำนวนหนึ่ง

กิตติรัตน์ คาดว่าภายในปี 2556 จะมีการเบิกจ่ายเงินลงทุนระบบน้ำไม่น้อยกว่า 69หมื่นล้านบาท

“ปีหน้าการลงทุนภาครัฐ ทั้งงบลงทุนปีงบ 2556 งบลงทุนระบบน้ำ และงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่จะเสนอสภาต้นปีหน้า อุปสงค์ในประเทศที่เพิ่มขึ้นและส่งผลให้การลงทุนเอกชนขยายตัวตามมานั้น จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตที่ระดับ 5% แม้ว่ากระทรวงพาณิชย์จะตั้งเป้าการส่งออกว่าจะขยายตัว 9%ก็ตาม” กิตติรัตน์ วาดภาพให้เห็น

เงินก้อนมหึมา 1.9 แสนล้านบาท กำลังหล่นลงไปในระบบ

แต่ก็น่าคิดว่า การตั้งเป้า “เบิกจ่าย” งบลงทุนน้ำ งบโครงสร้างพื้นฐาน และงบลงทุนปกติปี 2556 ที่มีเม็ดเงินสูงถึง 5 แสนล้านบาท เข้าสู่ระบบภายใน 1 ปี เป็นเป้าหมายที่สูงเช่นเดียวกับครั้งที่กิตติรัตน์ตั้งเป้าเศรษฐกิจปี 2555 จะขยายตัว 7% และการส่งออกที่จะขยายตัว 15% นั้น จะเป็นไปได้ในทางปฏิบัติหรือไม่ หากไม่ต้องการย่ำซ้ำรอยปฏิบัติการ “โกหกสีขาว” เช่นที่ผ่านมา

ผลงานตรงนี้น่าจะเป็นบทพิสูจน์ฝีมือการบริหารจัดการของกิตติรัตน์ ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ว่ายังคู่ควรกับตำแหน่งนี้หรือไม่

แน่นอนรัฐบาลเพื่อไทย นายกฯ ยิ่งลักษณ์ และทีมเศรษฐกิจ มุ่งมั่นตั้งใจติดเครื่องการลงทุนโครงการเมกะโปรเจกต์ให้เริ่มเร่งเครื่องในปีหน้า ซึ่งมีผลทั้งการสร้างขีดความสามารถการแข่งขัน โดยเฉพาะการลดต้นทุนการขนส่งของประเทศดันไทยเป็นศูนย์กลางอาเซียนที่แท้จริง

พร้อมๆ กับการผันเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ สร้างกิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจให้คึกคัก“รอบใหญ่”

แต่หนทางขับเคลื่อนให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบตามที่รัฐบาลมุ่งหวังนั้น “ไม่ง่าย” เลย หากเทียบกับประสบการณ์การลงทุนของประเทศไทยในอดีตที่ผ่านมา เพราะการลงทุนใหญ่ๆ จะเกี่ยวพันผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่าย และมีประเด็นที่ “ตีโจทย์” ให้แตกก่อนลงทุนทั้งมิติสังคม ชุมชน มิติสิ่งแวดล้อม และมิติความคุ้มค่าการลงทุน และผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ

นั่นเพราะการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบการลงทุน เช่น มาตรา 67 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ที่ต้องมีการจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) รายงานผลกระทบทางสุขภาพ (เอชไอเอ) และการจัดทำกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย

การขีดเส้นว่าจะให้รถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง จะลากพาดผ่านจากตรงนั้นไปถึงตรงนี้ตามใจรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว รับรองได้เลยว่าโครงการลงทุนหลายโครงการไม่มีทางไปถึงฝั่ง แม้แต่ขั้นตอนริเริ่มตอกเสาเข็มก็ตาม

แม้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ไม่นิ่งนอนใจ และสั่งให้ทำกระบวนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการยกร่างสัญญาโครงการต่างๆ

แต่หากจะทำให้ได้ตามเป้า รัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องต้องลงมาคลุกในพื้นที่บ้างน่าจะเป็นการดี

ถัดมาเป็นประเด็นความโปร่งใสในการลงทุนโครงการ เพราะการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนทั่วไป หรือโครงการลงทุนขนาดใหญ่มักหนีไม่พ้นข้อครหาความไม่โปร่งใสในตัว“ผู้รับเหมา” การตั้งโต๊ะกินหัวคิว โดยเฉพาะการลงทุนเมกะโปรเจกต์ในหลายต่อหลายรัฐบาลที่ผ่านมาเรียกหัวคิว 20-30%

“ท่านนายกฯ เลือกผมมาทำงาน แต่คนรับผิดชอบก็คือนายกฯ ซึ่งการลงทุนพวกนี้ แม้เป็นเรื่องธุรกิจ แต่เราต้องไม่เอื้อประโยชน์ให้ใคร ต้องประมูล และทำราคากลางให้ถูกต้องใกล้ของจริงมากที่สุด ถ้าราคาโอเวอร์ มีส่วนต่างเยอะ โครงการก็ไปไม่รอด” เป็นคำมั่นสัญญาที่ชัชชาติให้ไว้หลังเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณหลังรับตำแหน่ง รมว.คมนาคม ของรัฐบาลปู 3 วันที่4 พ.ย. 2555

เช่นเดียวกัน การที่กิตติรัตน์ระบุว่า หากร่าง พ.ร.บ.ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว และมีผลบังคับใช้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) มีหน้าที่ต้องกลั่นกรองโครงการการลงทุนขั้นสุดท้ายก่อนมีการลงทุนจริง เหมือนจะได้ภาพว่า โครงการลงทุนใน พ.ร.บ.คุ้มค่า โปร่งใส

แต่ประเด็นนี้น่าจะสร้างความหนักใจให้ สศช.ไม่น้อย นั่นเพราะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเป็นกฎหมายและโครงการลงทุนใน พ.ร.บ.ผ่านสภาแล้ว หากโครงการใดที่ สศช.ไม่เห็นด้วย หรือ “ตีกลับ” ฝ่ายการเมืองก็จะอ้างว่าโครงการนั้นๆ สภาเห็นชอบแล้ว เท่ากับทำให้ สศช.อยู่ในฐานะ “ตรายาง” การันตีโครงการลงทุนที่รัฐบาลกำหนดไว้แล้ว

“การลงทุนโครงการลงทุนขนาดใหญ่ หรือโครงการใดก็ตาม เช่น โครงการรถไฟฟ้า ถ้าจะให้โครงการโปร่งใส จะอยู่ที่การทำราคากลาง” อาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการ สศช. กล่าว

การได้ราคากลางที่ “เหมาะสม” และต้องได้ “ของดี” ด้วย เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องตอบสังคมให้ชัดเจน

ขณะเดียวกัน ข้อครหาการทุจริตและความไม่โปร่งใสในการประมูลโครงการ หรือการต่อรองผลประโยชน์ที่เกินควร กระทั่งต้อง“รื้อหรือล้ม” โครงการเพื่อประมูลใหม่ซ้ำไปซ้ำมา นอกจากทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลติดลบเสียหายแล้ว ยังทำให้ประเทศเสียโอกาสใหญ่หลวง เช่น หลายโครงการที่สมควรเริ่มก่อสร้างได้ แต่ต้องล้มประมูลทุกคราไป

ในท้ายที่สุดโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ สถานการณ์การเมืองเป็นปัจจัยที่มีส่วนสำคัญไม่น้อยเพราะหากฝ่ายการเมือง “ง่อยเปลี้ยเสียขา”เมื่อใด การลงทุนโครงการขนาดใหญ่จะเข้าสู่ “เกียร์ว่าง” ทันที โดยเฉพาะปี 2556 ถือเป็นปีหัวเลี้ยวหัวต่อการเมืองอีกปีหนึ่ง

นั่นเพราะจะมีการทำประชามติเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือเป็นประเด็นที่กระตุ้นจุดเดือดในสังคมไทยยามนี้ได้โดยง่าย

จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ จะต้องบริหารการเมืองให้อยู่ในภาวะที่นิ่งพอ ที่ทำให้รัฐบาลอยู่ในสถานะที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนการลงทุนขนาดใหญ่ไปได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท