
จีนผลัดใบ:ไทยอยู่ไหน (3)
รศ.ดร.จุลชีพ ชินวรรโณผู้รับรางวัลกีรตายาจารย์แห่ง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเป็นกรรมการสถาบันการต่างประเทศสราญรมย์ มอบหนังสือเล่มล่าสุดให้ผมในคราวที่ไปเสวนากันเรื่อง “มังกรพลิกกาย : ท่วงท่าใหม่ที่ไทยควรรู้” ซึ่งผมเห็นว่าเป็นหนังสือที่ทันสมัยมากเรื่องจีน
รศ.ดร.จุลชีพ ชินวรรโณผู้รับรางวัลกีรตายาจารย์แห่ง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเป็นกรรมการสถาบันการต่างประเทศสราญรมย์ มอบหนังสือเล่มล่าสุดให้ผมในคราวที่ไปเสวนากันเรื่อง “มังกรพลิกกาย : ท่วงท่าใหม่ที่ไทยควรรู้” ซึ่งผมเห็นว่าเป็นหนังสือที่ทันสมัยมากเรื่องจีน
หนังสือนี้ชื่อว่า “ผลัดแผ่นดินจีน...ภายใต้ผู้นำรุ่นที่ 5” โดยเขียนเสร็จทันการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีน ครั้งที่ 18 หรือครั้งที่ สีจิ้นผิง ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งเลขาธิการพรรคนั่นเอง
อาจารย์จุลชีพ วิเคราะห์ว่า ความแตกต่างด้านคุณสมบัติของทีมผู้นำรุ่น 4 ของ หูจิ่นเทากับทีมของ สีจิ้นผิง ผู้นำรุ่น 5 มีอย่างน้อยสองประเด็น
ประเด็นแรก ทีมรุ่น 5 เรียนจบเอก จบโท ส่วนทีมรุ่น 4 จบตรีเป็นส่วนใหญ่ ทั้งสังเกตว่ารุ่น 5 จบมหาวิทยาลัยดังทั้งนั้น เช่น ปักกิ่ง หรือชิงหัว
ประเด็นที่สอง ทีมรุ่น 4 ส่วนมากจบวิศวะทั้งประธานาธิบดี หูจิ่นเทา นายกฯ เวินเจียเป่า และ อู๋ปังกั๋ว แต่ทีมรุ่น 5 ส่วนใหญ่จบด้านสังคมศาสตร์ เช่น สีจิ้นผิง จบเอกทางกฎหมาย หลี่เค่อเฉียง ซึ่งกำลังจะเป็นนายกฯ คนใหม่จบเอกเศรษฐศาสตร์
แต่ทั้งรุ่น 4 และรุ่น 5 ต่างก็ผ่านประสบการณ์ชีวิตช่วงที่จีนปฏิวัติวัฒนธรรม ดังนั้นทัศนคติวิถีชีวิต และมุมมองสังคมก็น่าจะไม่ต่างกันมากนัก เพียงแต่ภารกิจรุ่น 4 คือ การเปิดประเทศให้ต่างชาติเข้าไปลงทุนพัฒนาอุตสาหกรรม ส่วนรุ่น 5 ก็ทำภารกิจต่อเนื่องไป แต่ต้องให้ความสำคัญกับการแก้ไขผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมีภารกิจส่งการลงทุนจีนออกไปต่างประเทศทั้งเพื่อขยายเศรษฐกิจและการซื้อวัตถุดิบตลอดจนพลังงานให้จีนแผ่นดินใหญ่
ข้อต่างอีกข้อของรุ่น 4 กับรุ่น 5 คือ รุ่น 5 เป็นรุ่นแรกที่ไม่ได้ถูกคัดสรรด้วยมือของ เติ้งเสี่ยวผิง และนี่ก็อาจเป็นเหตุที่รุ่น 5 ต้องถูกกำหนดให้ทำงานตามกรอบนโยบายใน “รายงานการเมือง” ที่คณะกรรมการกลางพรรคที่ หูจิ่นเทา ได้วางไว้
ด้วยข้อต่างข้างต้น แม้รุ่น 5 จบการศึกษาสูงกว่า แต่ก็มาจากฐานวิชาการที่แตกต่างกันมากกว่า กล่าวคือ ในขณะที่รุ่น 4 เป็นวิศวกรคล้ายๆ กัน การคิดแตกต่างอาจไม่มากเท่ารุ่น 5 ที่จบสายสังคมศาสตร์ มีทั้งนักกฎหมาย เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หรือจบการบริหารก็มี
น่าสนใจยิ่งว่า ในภาวะที่สหรัฐลดความเข้มข้นในอ่าวเปอร์เซียและหันมาสนใจขยายอิทธิพลในน่านน้ำแปซิฟิก การเยือนไทยและพม่าตลอดจนกัมพูชาในทันทีที่เลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเสร็จสิ้น เพื่อโปรยยาหอม หยอดคำหวานให้เอเชียอาคเนย์ปลื้มกันนั้น จีนจะทำอย่างไรต่อ
สหรัฐใส่แรงกดดันทางทหารต่อจีนไว้ค่อนข้างสูงในเอเชียตะวันออก ทั้งคงกำลังในฐานทัพสหรัฐที่เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น มีสัมพันธ์พิเศษกับฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไต้หวัน อินโดนีเซีย และเวียดนาม แม้แต่ไทยเองก็ซ้อมรบคอบบร้าโกลด์กับสหรัฐมานานแล้ว
เหลือลาว พม่า กัมพูชา นี่แหละครับ ที่ยังไม่เข้าวงในกับสหรัฐมากนัก
ไทยอยู่ติดกับทั้งสามชาติที่ว่า จึงอาจเป็นพื้นที่สำคัญที่จีนต้องคิดใช้ในสมการแหวกวงล้อมสหรัฐให้สำเร็จ
เหลือแต่ว่า เราสมาธินิ่งดีพอไหมในวันที่ลมสหรัฐจะพัดหวนและจีนกำลังผลัดใบ







