
ศก.ซบเซา-เงินเฟ้อพุ่ง ปัญหา 2 ด้านที่แบงก์ชาติเอเชียต้องแก้
ในช่วงปีที่ผ่านมา หากลองสังเกตท่าทีของประเทศต่างๆ ในเอเชียไม่ว่าจะเป็น เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ ไทย และล่าสุดก็คือ เวียดนาม
ในช่วงปีที่ผ่านมา หากลองสังเกตท่าทีของประเทศต่างๆ ในเอเชียไม่ว่าจะเป็น เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ ไทย และล่าสุดก็คือ เวียดนาม
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชยพันธ์
จะพบว่าต่างก็พยายามงัดมาตรการต่างๆ โดยเฉพาะเครื่องมือนโยบายการเงินเพื่อใช้กระตุ้นเศรษฐกิจกันถ้วนหน้า หลังจากที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวอย่างหนัก
ทว่าในอีกมุมหนึ่ง การเลือกใช้นโยบายทางด้านการเงิน ซึ่งควบคุมโดยธนาคารกลางของแต่ละประเทศก็ใช่ว่าจะเป็นยาวิเศษที่ใช้ฟื้นอาการป่วยทางเศรษฐกิจได้ดีไปเสียทั้งหมด เพราะการอัดฉีดยาแรงด้วยการลดดอกเบี้ยดังกล่าวย่อมเลี่ยงไม่พ้นที่จะเจอผลกระทบข้างเคียงอย่าง “ปัญหาเงินเฟ้อ” ขึ้นตามมา
จึงไม่แปลกที่บางประเทศ เช่น อินเดียและอินโดนีเซีย ซึ่งมีปัญหาเงินเฟ้ออย่างหนักเป็นทุนเดิมอยู่ก่อนแล้ว จะแสดงอาการลังเลและหลีกเลี่ยงที่จะเลือกหยิบใช้เครื่องมือการลดดอกเบี้ยเพื่อกอบกู้ภาวะเศรษฐกิจของตนเองในปีที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่ต้องเผชิญปัญหาเหมือนกับหลายๆ ประเทศในเอเชีย เนื่องจากเกรงว่าหากตัดสินใจเลือกใช้มาตรการดังกล่าวขึ้นมาแล้วจะยิ่งกระตุ้นให้ภาวะเงินเฟ้อรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะความกลัวที่ว่าผลกระทบจะตกไปสู่ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศที่มีรายได้น้อย ซึ่งถือเป็นฐานเสียงสำคัญของรัฐบาล
ถึงกระนั้น แม้ว่าธนาคารกลางของอินเดียและอินโดนีเซีย จะหลีกเลี่ยงไม่หยิบเครื่องมือการลดดอกเบี้ยนโยบายออกมาใช้ในปีนี้ แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวหนักขึ้น โดยเฉพาะในปีนี้ที่การขยายตัวจีดีพีของอินเดียจะโตได้แค่ 5.75.9% ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิมที่ 7.85% ก็จะกลายเป็นแรงบีบคั้นสำคัญให้ทั้งสองประเทศต้องเผชิญความยากลำบากในการตัดสินใจอีกครั้ง
เพราะหากไม่ตัดสินใจกระตุ้นก็จะต้องเผชิญกับภาวะการชะลอตัว แต่หากตัดสินใจใช้ก็ต้องเจอกับภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรงมากขึ้นไปกว่าเดิมซึ่งเมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้ออินเดียเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนถึง 7.2% ขณะที่อัตราเงินเฟ้ออินโดนีเซียเมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปีก่อนถึง 4.32%
นอกจากนี้ ปัญหาเงินเฟ้อหลายประเทศในปีหน้า โดยเฉพาะอินโดนีเซีย ก็มีแนวโน้มว่าจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นไปอีกเท่าตัว เนื่องจากจะเป็นช่วงเวลาตรงกับการที่แดนอิเหนาจะมีการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ ลดการใช้นโยบายประชานิยมและการอุดหนุนงบประมาณด้านพลังงานให้น้อยลง รวมไปถึงการที่มีเงินทุนจากต่างประเทศไหลทะลักเข้ามาอย่างหนัก ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ประเทศยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจทั่วโลกปั๊มเงินออกมาเพื่อเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างหนัก
ดังนั้น เหล่าผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์จากหลายสำนักจึงออกมาเรียกร้องและพยายามเสนอแนะว่าให้ธนาคารกลางของทั้งสองประเทศที่กำลังมีแนวโน้มจะเผชิญความยากลำบากในการตัดสินใจเลือกใช้เครื่องมือนโยบายการเงิน โดยแนะว่าจะต้องใช้นโยบายการเงินให้สมดุลกันระหว่างการใช้นโยบายที่เข้มงวด เพื่อปล่อยให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้นบ้าง ขณะเดียวกันก็จะต้องกล้ามองข้ามปัญหาเงินเฟ้อบ้าง เพื่อให้มีช่องว่างในการขยายตัวทางเศรษฐกิจด้วย
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายเกี่ยวกับการเลือกใช้นโยบายการเงินให้มีประสิทธิภาพ เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ และสอดผสานกับกระตุ้นการเติบโตไปด้วยกันยังเป็นงานที่ท้าทายและยากลำบาก ที่ไม่ใช่แค่เพียงเฉพาะแต่ในอินเดียและอินโดนีเซียเท่านั้นที่ต้องเผชิญ แต่ยังรวมถึงฟิลิปปินส์ เวียดนาม และมาเลเซีย อีกด้วย
เห็นได้จากกรณีของธนาคารกลางเวียดนาม ที่ล่าสุดได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 6 ของปีนี้เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ย่ำแย่อย่างหนัก หลังการจีดีพีปีนี้โตได้ต่ำสุดในรอบ 13 ปี หรือที่ 5.03%
ทว่า ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ได้ออกโรงเตือนเวียดนามว่า หากรัฐบาลกรุงฮานอยยังงัดเอามาตรการผ่อนปรนทางการเงินออกมาใช้เพื่อกระตุ้นต่อไป ก็อาจจะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อปัญหาเงินเฟ้อมากขึ้นด้วยเช่นกัน โดยเงินเฟ้อเวียดนามเมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่ 7.08% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นที่รวดเร็วที่สุดในรอบ 6 เดือน
ขณะที่ทางฝั่งของฟิลิปปินส์ แม้ว่าทางฝั่งธนาคารกลางจะพยายามผสานเครื่องมือทางการเงินทั้งการปรับลดดอกเบี้ยลงไปแล้วถึง 4 ครั้งในปีนี้ ขณะเดียวกันก็ออกมาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้าออกมา
แต่ในท้ายที่สุดด้วยภาวะการขยายตัวเศรษฐกิจฟิลิปปินส์ที่เป็นไปอย่างร้อนแรง ก็ยังคงเป็นแม่เหล็กดึงดูดให้การไหลทะลักเข้ามาของเงินทุนต่างชาติเข้ามามากอยู่เหมือนเดิม จนทำให้ปัจจุบันค่าเงินเปโซ เมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา แข็งค่ามากสุดในรอบ 4 ปี หรือที่ 41 เปโซต่อ 1 เหรียญสหรัฐ
“การขาดหายไปของเครื่องมือทางการเงินเพื่อใช้จัดการกับสภาพคล่องที่ไหลเข้ามามากอย่างมีประสิทธิภาพ จะทำให้ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ ต้องเผชิญกับความท้าทายและยากลำบากมากขึ้นในปีหน้า โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับการขยายตัวของเศรษฐกิจที่มากกินกว่าศักยภาพที่มีอยู่จริง รวมถึงการเข้าถึงเงินกู้ที่ง่ายเกินไป และเรามีโอกาสที่จะได้เห็นราคาสินทรัพย์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงปัญหาเงินเฟ้อ” แอนนิดา มิทรา นักเศรษฐศาสตร์จากกลุ่มธนาคารออสเตรเลียแอนด์นิวซีแลนด์ (เอเอ็นซี) สาขาสิงคโปร์ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบลูมเบิร์ก
ขณะที่ทางฝั่งของมาเลเซีย แม้ว่าจะมีความเสี่ยงที่จะต้องเผชิญปัญหาความลำบากใจในการเลือกใช้เครื่องมือทางการเงินน้อยกว่าประเทศอื่นๆ เพราะในปีที่ผ่านมาการขยายตัวจีดีพีก็โตเกินกว่า 5% ขณะที่เงินเฟ้อก็อยู่ในระดับที่ต่ำ แต่ในปีหน้าก็มีความเสี่ยงไม่น้อยที่มาเลเซียจะต้องเผชิญปัญหาเงินเฟ้อมากขึ้น
เพราะนายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัค ซึ่งจะลงชิงชัยสู้ศึกเลือกตั้งทั่วไปในต้นปีหน้าได้ประกาศนโยบายหาเสียงออกมาแล้วว่าอาจจะนำนโยบายในการตัดลดงบประมาณการอุดหนุนพลังงานที่เก็บพับไว้เมื่อปลายปี 2010 กลับมาใช้อีกครั้ง นอกจากนี้ยังเป็นช่วงเวลาประจวบเหมาะที่มาเลเซีย จะมีการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำด้วยเช่นกัน
ฉะนั้น จึงเป็นที่น่าจับตาว่าต่อจากนี้ไป โดยเฉพาะในปีหน้าว่า เหล่าบรรดาแบงก์ชาติจะมีวิธีการจัดการกับปัญหาที่เข้ามาพร้อมๆกันทั้ง2ด้านอย่างไร







