
ร่างพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ
ปัจจุบันประเทศไทยมีความจำเป็นต้องจัดทำโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะ แต่ปรากฏว่าภาครัฐยังไม่สามารถดำเนินการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะให้เพียงพอกับความต้องการของประชาชนได้ การให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนกับภาครัฐโดยการมีส่วนร่วมในการดำเนินโครงการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะ จึงเป็นแนวทางหนึ่งที่ทำให้การดำเนินการดังกล่าวประสบความสำเร็จได้
ปัจจุบันประเทศไทยมีความจำเป็นต้องจัดทำโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะ แต่ปรากฏว่าภาครัฐยังไม่สามารถดำเนินการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะให้เพียงพอกับความต้องการของประชาชนได้ การให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนกับภาครัฐโดยการมีส่วนร่วมในการดำเนินโครงการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะ จึงเป็นแนวทางหนึ่งที่ทำให้การดำเนินการดังกล่าวประสบความสำเร็จได้
ประเทศไทยจึงมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐปี พ.ศ. 2535 ขึ้น เพื่อกำกับดูแลภาคเอกชนที่เข้ามาร่วมทำงานกับภาครัฐและร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ซึ่งเป็นการลดภาระทางการเงินและความเสี่ยงในการลงทุนของภาครัฐ แต่พระราชบัญญัติดังกล่าวยังมีความบกพร่องหลายประการ เช่น ความล่าช้าของโครงการ เพราะต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ โดยใช้เวลาไม่น้อยกว่า 18 เดือน ความซ้ำซ้อนของโครงการเนื่องจากไม่มีแผนยุทธศาสตร์และแผนแม่บทในการพัฒนาโครงการเชิงบูรณาการ ไม่มีการกำหนดขั้นตอนและหลักเกณฑ์การดำเนินการในการแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาไว้ เป็นต้น จึงมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องหรือความไม่เหมาะสมของบทบัญญัติดังกล่าว โดยการยกร่างพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐขึ้น
ร่างพระราชบัญญัตินี้มีความมุ่งหมายในการกำหนดนโยบายของรัฐที่ชัดเจนและแน่นอนในการให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ การกำหนดหลักเกณฑ์และขั้นตอนการให้เอกชนร่วมลงทุนให้ครบถ้วน โดยมีความโปร่งใสและสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและหลักวินัยการเงิน การคลัง การส่งเสริมและสนับสนุนการให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ รวมทั้งให้มีหน่วยงานรับผิดชอบในการทำหน้าที่กำหนดมาตรฐาน กำกับดูแล ส่งเสริม และสนับสนุนการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน ตลอดจนพัฒนาวินัยการเงินการคลังของประเทศในการให้เอกชนร่วมลงทุน เพื่อมิให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงทางการเงินและการคลังของประเทศในระยะยาว
ขณะนี้ร่างพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรทั้งสามวาระ และผ่านการพิจารณาในวาระที่ 1 ของวุฒิสภาแล้ว โดยมีสาระสำคัญคือ มีการกำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ซึ่งประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยคณะกรรมการดังกล่าวมีอำนาจหน้าที่ที่สำคัญ เช่น การจัดทำแผนยุทธศาสตร์เพื่อเสนอขอความเห็นชอบต่อคณะรัฐมนตรี การให้ความเห็นชอบหลักการโครงการที่จะให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนและการดำเนินโครงการตามที่กำหนด การพิจารณาเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางด้านการเงินหรือการคลังในการสนับสนุนให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐต่อคณะรัฐมนตรี เป็นต้น โดยกำหนดให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ รับผิดชอบงานธุรการของคณะกรรมการ ศึกษาวิเคราะห์โครงการ และเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ
คณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐต้องจัดทำแผนยุทธศาสตร์ เพื่อกำหนดนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐที่สอดคล้องกับบทบัญญัติว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งมีระยะเวลาดำเนินการตามแผนครั้งละ 5 ปี เมื่อจัดทำแผนยุทธศาสตร์แล้ว ต้องให้คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบและประกาศใช้แผนยุทธศาสตร์ในราชกิจจานุเบกษา โดยให้ยึดถือแผนยุทธศาสตร์เป็นหลักในการพิจารณาให้ความเห็นชอบโครงการ
สำหรับการเสนอโครงการที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป หรือมูลค่าที่กำหนดเพิ่มขึ้นโดยกฎกระทรวง ต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์และขั้นตอนที่กำหนดไว้ในร่างพระราชบัญญัตินี้ และให้หน่วยงานเจ้าของโครงการเสนอผลการศึกษาและวิเคราะห์โครงการต่อรัฐมนตรีกระทรวงเจ้าสังกัดเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับการเสนอเรื่องจากหน่วยงานเจ้าของโครงการ แล้วให้หน่วยงานเจ้าของโครงการเสนอสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจต่อไป ส่วนโครงการที่มีวงเงินมูลค่าต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท คณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐต้องจัดทำประกาศกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการให้เอกชนร่วมลงทุน เพื่อให้หน่วยงานของรัฐยึดถือปฏิบัติ โดยหน่วยงานเจ้าของโครงการต้องจัดส่งสำเนาสัญญาและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับโครงการต่อสำนักงานภายใน 30 วัน นับจากวันที่ลงนามในสัญญาหรือวันที่แก้ไขสัญญา
เมื่อคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐเห็นชอบกับหลักการของโครงการใดแล้ว ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการจัดทำร่างประกาศเชิญชวนเอกชนเข้าร่วมลงทุน ร่างขอบเขตของโครงการ และร่างสัญญาร่วมลงทุนที่สอดคล้องกับข้อกำหนดมาตรฐานของสัญญาร่วมลงทุนที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจประกาศกำหนด โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการและให้หน่วยงานเจ้าของโครงการแต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกขึ้น เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ
เมื่อมีการลงนามในสัญญาร่วมลงทุนแล้ว ให้รัฐมนตรีกระทรวงเจ้าสังกัดแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลทำหน้าที่ติดตามกำกับดูแลโครงการให้มีการดำเนินงานตามที่กำหนดในสัญญาร่วมลงทุน ในกรณีที่ปรากฏว่าหน่วยงานเจ้าของโครงการละเลยหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อผูกพันของสัญญาร่วมลงทุน ให้คณะกรรมการกำกับดูแลทำรายงานพร้อมด้วยความเห็นเสนอต่อรัฐมนตรีกระทรวงเจ้าสังกัด เพื่อสั่งการให้หน่วยงานเจ้าของโครงการดำเนินการตามสัญญาร่วมลงทุน
ในกรณีที่ต้องมีการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุน ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการเสนอเหตุผลและความจำเป็นในการแก้ไขต่อคณะกรรมการกำกับดูแล เพื่อพิจารณาและเสนอประเด็นที่ขอแก้ไข ผลกระทบจากการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนและรายละเอียดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องต่อคณะกรรมการกำกับดูแลพิจารณา หากคณะกรรมการกำกับดูแลเห็นด้วยกับการแก้ไขให้หน่วยงานเจ้าของโครงการส่งร่างสัญญาร่วมลงทุนให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจพิจารณาก่อนส่งความเห็นพร้อมทั้งร่างสัญญาร่วมลงทุนฉบับใหม่ที่สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจพิจารณาแล้วไปยังรัฐมนตรีกระทรวงเจ้าสังกัด เพื่อเสนอขอความเห็นชอบต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป
นอกจากนี้ ร่างพระราชบัญญัตินี้กำหนดว่า ก่อนสัญญาร่วมลงทุนจะสิ้นสุดลงอย่างน้อย 5 ปี ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการจัดทำแนวทางดำเนินกิจการของรัฐภายหลังจากสัญญาสิ้นสุด โดยเปรียบเทียบการดำเนินกิจการของรัฐกรณีที่หน่วยงานของรัฐดำเนินการเอง กรณีให้เอกชนร่วมลงทุน และกรณีให้เอกชนรายเดิมร่วมลงทุนเสนอต่อกระทรวงเจ้าสังกัด โดยให้คำนึงถึงประโยชน์ของรัฐและความต่อเนื่องในการดำเนินกิจการของรัฐ เพื่อเสนอให้รัฐมนตรีกระทรวงเจ้าสังกัดพิจารณาเสนอต่อคณะกรรมการ และให้คณะกรรมการพิจารณาเสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป
เห็นได้ว่า ร่างพระราชบัญญัตินี้ทำให้การดำเนินกิจการของรัฐในการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะ โดยการให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนเป็นไปอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ เนื่องจากมีการกำหนดยุทธศาสตร์ เพื่อกำหนดกิจการของรัฐที่จำเป็นและเหมาะสมต่อการให้เอกชนร่วมลงทุน และกำหนดให้หน่วยงานเจ้าของโครงการวิเคราะห์และเปรียบเทียบความคุ้มค่าและประสิทธิภาพระหว่างการลงทุนโดยรัฐ และการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน มีการกำหนดหลักเกณฑ์และขั้นตอนในการร่วมลงทุนอย่างเหมาะสม ตลอดจนมีการกำหนดหน่วยงานกลางเพื่อทำหน้าที่กำหนดมาตรฐาน กำกับดูแล ส่งเสริม และสนับสนุนการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน ซึ่งทำให้มีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบระเบียบมากยิ่งขึ้น อันทำให้ประชาชนและผู้รับบริการได้รับบริการอย่างเพียงพอและมีความเหมาะสมเป็นธรรม
การที่เอกชนเข้าร่วมลงทุนนี้จะส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศขับเคลื่อนไปโดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณของประเทศ ซึ่งเป็นภาระของรัฐบาลต่อไป







