
ลดภาษีหัก ณ ที่จ่ายเมินกองทุนเอสเอ็มอี
“กิตติรัตน์” เมินตั้งกองทุนช่วยอุดค่าแรง แต่ชง ครม.ปีหน้าลดภาษีหัก ณ ที่จ่าย เพิ่มสภาพคล่อง 6.4 หมื่นล้าน
“กิตติรัตน์” เมินตั้งกองทุนช่วยอุดค่าแรง แต่ชง ครม.ปีหน้าลดภาษีหัก ณ ที่จ่าย เพิ่มสภาพคล่อง 6.4 หมื่นล้าน
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลังกล่าวว่า เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 8 ม.ค. 2556 ลดภาษีหัก ณ ที่จ่าย จาก 3% เหลือ 2% เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท และสอดคล้องกับการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือ 20% ในปี 2556
การลดภาษีหัก ณ ที่จ่าย จะช่วยให้ผู้ประกอบการทั้งระบบมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้น 6.4 หมื่นล้านบาท และไม่มีผลต่อภาระเงินคงคลัง เพราะเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้น ทำให้ความจำเป็นในการสำรองเงินคงคลังลดลง
ด้านข้อเสนอของเอกชนที่จะให้รัฐบาลตั้งกองทุนชดเชยส่วนต่างค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นนั้น นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า เป็นไปได้ยาก และยังไม่มีหน่วยงานรัฐแห่งใดเห็นด้วย แต่จะมีการนำข้อคิดเห็นของหน่วยงานต่างๆ เสนอให้ ครม.รับทราบ
นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รมว.แรงงาน ระบุว่า รัฐบาลช่วยเหลือเอกชนโดยการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือ 20% ในปี 2556 หากต้องจ่ายเงินสมทบการจ่ายค่าแรงขั้นต่ำอีกจะถือว่าเป็นการซ้ำซ้อน
นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สายงานแรงงาน กล่าวว่า การลดภาษีหัก ณที่จ่ายเหลือ 2% เป็นคนละส่วนกับมาตรการช่วยเหลือเรื่องค่าแรง เพราะกระทรวงการคลังต้องทำอยู่แล้ว หลังจากปรับโครงสร้างภาษีใหม่ เพียงแต่เอกชนเสนอให้พิจารณาเร็วขึ้น และขอให้ลดเหลือ 1.5% ด้วยซ้ำ ไม่ใช่เหลือ 2%
สำหรับการที่รัฐบาลไม่ตั้งกองทุนช่วยเหลือนั้น ส.อ.ท.จะทำหนังสือแจ้งสมาชิกว่า ได้เสนอมาตรการช่วยเหลือถึงรัฐบาลแล้ว แต่ไม่ได้รับการตอบสนอง และปีหน้าคงเห็นเอสเอ็มอีล้มหายตายจากไปหลายแห่ง
นายภูมินทร์ หะรินสุต รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เห็นด้วยกับการลดอัตราภาษีหักณ ที่จ่าย เพราะทำให้เอกชนมีเงินสดในมือมากขึ้น ขณะที่การนำเงินคลังมาตั้งกองทุนเพื่อชดเชยค่าแรง ในทางปฏิบัติทำได้ยาก เพราะต้องพิสูจน์ว่าได้รับผลกระทบจากค่าแรงจริง







