
เลือกตั้งไม่ใช่ประชาธิปไตยเสมอไป
เห็นคัตเอาต์เขียนผิดๆ ของพวกแดงที่กลัวทหารจะทำการรัฐประหารติดตั้งอยู่ตามสี่แยกหลายๆ จังหวัด เพื่อเชียร์อัพหรือโน้มน้าวประชาชนว่ารัฐบาล (แดง) ที่ได้มาจากการเลือกตั้ง จะทำให้มีการปกครองแบบประชาธิปไตย ส่วนการรัฐประหารไม่ใช่ประชาธิปไตยแล้วก็อยากจะทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องประชาธิปไตยกันสักหน่อย เพราะถ้าปล่อยให้พวกแดงเลือกตั้ง (หรือเหลืองเลือกตั้งก็แล้วแต่) เขียนโน้มน้าวกันไปผิดๆ ก็จะทำให้หลายคน “หลงผิด” คิดว่าการเลือกตั้งคือประชาธิปไตย ไม่เลือกตั้งไม่ใช่ประชาธิปไตย อันจะเป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองหรือเอาการเลือกตั้ง เอาระบบรัฐสภามาหลอกประชาชนช่วยต่ออายุระบอบเผด็จการให้มีอายุยืนยาวต่อไป
เห็นคัตเอาต์เขียนผิดๆ ของพวกแดงที่กลัวทหารจะทำการรัฐประหารติดตั้งอยู่ตามสี่แยกหลายๆ จังหวัด เพื่อเชียร์อัพหรือโน้มน้าวประชาชนว่ารัฐบาล (แดง) ที่ได้มาจากการเลือกตั้ง จะทำให้มีการปกครองแบบประชาธิปไตย ส่วนการรัฐประหารไม่ใช่ประชาธิปไตยแล้วก็อยากจะทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องประชาธิปไตยกันสักหน่อย เพราะถ้าปล่อยให้พวกแดงเลือกตั้ง (หรือเหลืองเลือกตั้งก็แล้วแต่) เขียนโน้มน้าวกันไปผิดๆ ก็จะทำให้หลายคน “หลงผิด” คิดว่าการเลือกตั้งคือประชาธิปไตย ไม่เลือกตั้งไม่ใช่ประชาธิปไตย อันจะเป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองหรือเอาการเลือกตั้ง เอาระบบรัฐสภามาหลอกประชาชนช่วยต่ออายุระบอบเผด็จการให้มีอายุยืนยาวต่อไป
คำว่าประชาธิปไตยมีหัวใจอย่างเดียวคืออำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน (Sovereignty of The) ส่วนหลักอื่นๆ ไม่ว่ารัฐบาลจากการเลือกตั้ง (Elected Government) หลักความเสมอภาค (Equality) หลักนิติธรรม (Rule of Law) หลักเสรีภาพ (Freedom) ล้วนเป็นเรื่องรอง ส่วนคำว่าเผด็จการแปลได้อย่างเดียวก็คืออำนาจอธิปไตยเป็นของคนส่วนน้อย (บุคคลหรือคณะบุคคล) ไม่ว่าจะได้อำนาจการปกครองมาจากการเลือกตั้งหรือไม่ก็ตาม
จาก Concept ของคำดังกล่าว เมื่อเราเอามาจับระบอบ (Regime) ไทยทั้งในอดีตและปัจจุบันได้ว่า การปกครอง (Government หรือองค์กรอำนาจอธิปไตย อันได้แก่ รัฐสภา คณะรัฐมนตรี และกลไกต่างๆ ของรัฐ เช่น กองทัพและระบบราชการ) ของไทยทั้งในอดีตและปัจจุบัน “เป็นของ” “คนส่วนน้อย” (ที่เราเรียกว่า ระบอบทักษิณ หรือ Taksin Regime) หรือระบอบชวน ระบอบอภิสิทธิ์นั่นเอง หาใช่ระบอบประชาธิปไตยไม่
ผมเห็นอาจารย์ที่พอจะเข้าใจเรื่องนี้ก็มีเพียงไม่กี่คน หนึ่งในนั้นก็คือท่านอาจารย์ ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ แห่งนิด้า ท่านได้เขียนลงในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์วันที่ 22 ธ.ค. 2555 ในคอลัมน์ตรวจการบ้านเอาไว้ว่า
“ความจริงเผด็จการมีอยู่ 2 ด้าน คือ “เผด็จการทหาร” และ “เผด็จการทุน” เรามีปัญหาเรื่องเผด็จการทุนตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นไม้พิษมาตั้งแต่วันนั้น เพียงแต่เผด็จการทุนวันนั้นมันมีเสื้อคลุมประชาธิปไตยห่อหุ้มอยู่เท่านั้น...
ผมเห็นด้วยกับอาจารย์ในประเด็นที่ว่าเผด็จการมีทั้งเผด็จการทหารและเผด็จการทุน แต่ระบอบทักษิณก็ไม่ใช่เผด็จการทุนฝ่ายเดียวนะครับ ระบอบชวน ระบอบอภิสิทธิ์ ระบอบชาติชาย ระบอบสฤษดิ์ ฯลฯ ก็เป็นเผด็จการทุนด้วย เพราะอำนาจอธิปไตยเป็นของคนส่วนน้อย (เป็นผู้แทนนายหน้าของทุน) ทั้งนั้น ส่วนจะเป็นทุนเก่าหรือทุนใหม่ก็รู้แก่ใจกันเอง
ปัญหาของชาติไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญเป็นหลักหรืออยู่ที่การเลือกตั้ง (ซึ่งเป็นวิธีการประชาธิปไตย) เป็นหลัก แต่อยู่ที่ว่าอำนาจอธิปไตยที่ได้มา “เป็นของใคร” ต่างหาก ถ้าอำนาจอธิปไตยเป็นของบุคคลหรือคณะบุคคลซึ่งเป็นคนส่วนน้อย (นายทุน ชนชั้นสูง) แล้วก็ย่อมสร้างปัญหาให้ชาติเสมอไป แต่ถ้าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนแล้วมีแต่คุณต่อชาติบ้านเมืองเสมอไปเช่นกัน
ปล.1 ไม่ว่าปรากฏการณ์ใดๆ เนื้อหาและรูปแบบต้องเป็นเอกภาพกัน จะแยกออกจากกันมิได้ ถ้าหลักการซึ่งเป็นเนื้อหากับรูปแบบแยกออกจากกันก็จะไม่มีสิ่งหรือปรากฏการณ์นั้นๆ การปกครองแบบประชาธิปไตย (Elected Government) ก็เช่นเดียวกัน ต้องมีทั้งระบบ (System) และระบอบ (Regime) ประกอบกันเป็นการปกครอง (Government) โดยระบอบเป็น “หลักการปกครอง ระบบเป็นรูปการปกครอง ระบอบเป็นเนื้อหา (Content) ระบบเป็นรูปแบบ (Form) ถ้าระบบ ระบอบแยกออกจากกัน หลักการปกครองกับรูปการปกครองแยกออกจากกันก็จะไม่มีการปกครองแบบประชาธิปไตย
ปล.2 การได้สิ่งถูกต้องทำลายสิ่งผิดลงฉันใด การที่เราจะได้ระบอบประชาธิปไตยเพื่อแก้ไขปัญหาก็ต้องทำลายระบอบเผด็จการ (ไม่ว่าเผด็จการทหารหรือเผด็จการทุน) ลงฉันนั้น
ปล.3 จตุพร เห็นว่าการเดินหน้าลงประชามติโดยที่ประชาชนไม่เข้าใจเหมือนการเดินหน้าลงเหว แต่ทักษิณไม่เห็นด้วยกับจตุพร จึงสั่งลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญ นี่คือความขัดแย้งทางทฤษฎีที่สำคัญที่จะนำมาสู่การแตกหัก







