
“เงา” ที่แกนนำเสื้อแดงมองไม่เห็น
ชัยชนะซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่ถูกปลุกขวัญมวลชน เกิดขึ้นท่ามกลางคำถามจากหลายฝ่ายว่าแม้แต่ผู้ชุมนุมในเมื่อไม่สามารถบรรลุเป้าหมายนั่นหรือคือชัยชนะ ล้วนเป็นความจริงอีกด้านที่แกนนำคนเสื้อแดงมองไม่เห็น
ชัยชนะซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่ถูกปลุกขวัญมวลชน เกิดขึ้นท่ามกลางคำถามจากหลายฝ่ายว่าแม้แต่ผู้ชุมนุมในเมื่อไม่สามารถบรรลุเป้าหมายนั่นหรือคือชัยชนะ ล้วนเป็นความจริงอีกด้านที่แกนนำคนเสื้อแดงมองไม่เห็น
โดย...ทีมข่าวการเมือง
ต้องยอมรับว่าหากใครได้ติดตามการชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)อย่างใกล้ชิด จะพบว่าหนึ่งคำประกาศที่แกนนำนปช.จะต้องปราศรัยบอก ผู้ชุมนุมเสมอทุกวัน โดยเฉพาะวันที่มีการเคลื่อนพล ครั้งใหญ่หรือวันที่มีเหตุการณ์สัญคือ “พี่น้องพี่น้องวันนี้เราชนะแล้ว” แท้จริงแล้วคนเสื้อแดงชนะจริงหรือไม่ หรือ ว่าแพ้แต่มองไม่เห็นเงาตัวเอง
เริ่มจากการเจรจานัด ประวัติศาสตร์ที่ก่อนหน้านี้แกนนำคนเสื้อแดงไม่ว่าจะเป็น วีระ มุสิกพงษ์ จตุพร พรหมพันธุ์ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เหวง โตจิราการ หรือแม้แต่แดงตัวพ่อคนไกลอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เองได้ประกาศและย้ำหนักหนาว่า “รัฐบาลต้องยุบสถานเดียวไม่มีการเจรจาเด็ดขาด หรือต้องยุบสภาก่อนค่อยเจรจา”
แต่ภาพที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม เพราะนอกจากการกดดันที่ผ่านมาจะไม่ได้เป็นไปตามคาดหวังแล้ว แม้แต่จะมีการระดมคนที่เรียกว่าเกือบปิดกรุงฯ ถึง 2 ครั้งใหญ่ ทั้งในวันที่ 20 มี.ค. ที่มีการจัดคาราวานทัวร์กรุงฯ และ 27 มี.ค.ที่มีการจัดยุทธการ “ปลดแอกรัฐทหาร” ซึ่งทั้งสองงานนี้มีมวลชนร่วมขบวนกว่าแสนคน แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรรัฐบาลได้ แม้ ว่าจะประกาศว่าถ้าไม่ได้รับการสนใจจะพังประตูกรมทหารราบที่ 11 เพื่อขอเข้าไปเจรจา แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนอง มิหนำซ้ำกลับถูกตีแสกหน้าว่าถ้าเขามาจริงจะเจอ “กฎอัยการศึก” แน่ ทำให้แกนนำนปช.ถึงกลับไปไม่เป็น และประกาศระงับการเคลื่อนพลของทัพใหญ่ไปกรมทหารราบที่ 11 โดยไม่มีกำหนดและประกาศให้ถอนมวลชนที่ล่วงหน้าไปแล้วกลับผ่านฟ้าลีลาศแทบไม่ทัน ตามคำประกาศของนายอภิสิทธิ์ ที่ระบุว่า จะเจรจาได้ต่อเมื่อไม่มีบรรยากาศการกดดัน
ทันทีที่สิ้นเสียง ของนายกฯอภิสิทธิ์ และ สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี แกนนำนปช.ทั้ง 4 คนถึงกลับรีบออกมาแถลงข่าวรับข้อ เสนอเรื่องการเจรจาโดยปราศจากเงื่อนไข ที่ไหน เมื่อไหร่ ถ่าย ทอดสดหรือไม่ ได้ทั้งนั้นไป กันแค่ 4 คนมือเปล่าอีกต่างหาก ที่มากไปกว่านั้นแทบไม่น่าเชื่อว่าภาพที่เกิดขึ้นหลังเวทีเสื้อแดงนปช. คือการที่แกนนำทั้ง 4 คนจดจ่อกับการรับโทรศัพท์ รวมถึงการแถลงจากฝั่งรัฐบาล เรียกว่าแทบจะเอาหูแนบโทรทัศน์ช่องหอยม่วงที่แกนนำชอบ เรียกด้วยซ้ำว่ารัฐบาลจะเอาอย่างไร จะให้ไปเจรจาที่ไหน ทั้ง ที่ก่อนหน้านั้นย้ำคำเดียวว่า “ต้องยุบสภา”
จนเป็นที่มาของการยื่นคำขาดตอนบ่ายโมงวานนี้ (28 มี.ค.) ว่า จะให้เวลารัฐบาล 20 นาทีเท่านั้น ถ้าไม่มีความชัดเจนเรื่องเวลา สถานที่ จะเคลื่อนทัพใหญ่ไปที่ กรมทหารราบที่ 11 ทันที จนรัฐบาลประกาศนัดเวลา 16.00 น. แกนนำคนเสื้อแดงต่างรอคอยเวลา นั้นอย่างจดจ่อ และทันทีที่การเจรจาเสร็จสิ้น แม้ว่าแกนนำคนเสื้อแดงทั้ง 3 คน “วีระ –จตุพร-เหวง” จะไม่สามารถกดดันให้รัฐบาลประกาศ “ยุบสภา” ตามที่ประกาศกับมวลชนไว้ว่าจะต้องทำให้รัฐบาลยุบสภาให้ได้ แต่เมื่อกลับมาถึงเวที แกนนำทั้งหมดรวมถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ ประกาศชัยชนะบนเวทีอีกครั้งว่า “สามารถเสนอข้อเรียกร้องผ่านสื่อสาธารณะ” ได้ ทั้งที่คำว่าชัยชนะน่าจะหมายถึงการที่รัฐบาล “ยุบสภา” แต่นี่กลับกลายเป็นว่า “แค่ได้ออกทีวี” ก็ชนะแล้ว
ไม่นับรวมถึงอีกหลายเหตุการณ์ ที่แกนนำคนเสื้อแดงจะประกาศว่า”ประสบชัยชนะ” ไม่ว่าจะเป็นการให้ผู้ชุมนุมสละเลือดตัวเองเพื่อไปราดที่ทำเนียบรัฐบาล ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงบ้านนายอภิสิทธิ์ ที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในและต่างประเทศว่า เป็นแนวทางต่อสู้ที่ไร้ซึ้งยุทธศาสตร์ เพราะออกแนวไสยศาสตร์ไม่มีผลต่อการคงอยู่รัฐบาลเลยด้วยซ้ำ แม้กระทั่งพราหมณ์ ศักดิ์รพี พรหมชาติ ที่ทำพิธีดังกล่าว ออกมายอมรับว่าพิธีกรรมสาดเลือดที่เกิดขึ้นเป็นเดรัจฉานวิชาและเป็นพิธีกรรม ที่อัปมงคลที่สุด ผู้ทำและผู้กระทำจะได้รับหายนะ แต่ หลังจากเสร็จพิธีดังกล่าวแกนนำคนเสื้อแดงก็ขึ้นเวทีประกาศว่า “เราชนะแล้วพ่อแม่พี่น้อง” อย่างหน้าชื่นตาบาน ทั้งที่รัฐบาลก็ไม่ยุบสภา แถมผู้ชุมนุมต้องเจ็บตัวเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคอีกต่างหาก
รวมทั้งการจัด คาราวานทัวร์กรุงฯ 58.8 กิโลเมตร ที่แกนนำคนเสื้อแดงอ้างว่าเพื่อ เป็นการขอบคุณกรุงเทพฯที่ให้การสนับสนุนการชุมนุมของคนเสื้อแดง ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วยุทธการดังกล่าวคือการจับเอา “คนกรุงเทพฯ”เป็นตัวประกัน ด้วยการทำให้การจราจร เป็นอัมพาตเพื่อให้คนกรุงเทพฯไม่เอารัฐบาลและกดดันให้รัฐบาลยุบสภา และยุทธศาสตร์ดังกล่าวก็ไม่ได้ผล
แม้ว่าจะไม่มีการต่อต้านแต่ก็ไม่มีเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภาแต่อย่างใด ตรงกันข้ามกลับมีการเสียงจากคนกรุงเทพฯว่า “คนเสื้อแดงชุมนุมได้ แต่อย่าล้ำเส้น เพราะ เริ่มจะหมดความอดทนแล้ว” แต่แกนนำคนเสื้อแดงก็ขึ้นเวทีประกาศชัยชนะอีกครั้ง ว่าคนกรุงเทพฯให้การต้อนรับคนเสื้อแดงเป็นอย่างดีทั้งสองข้างทาง ทั้งที่คนที่ให้การต้อนรับคนเสื้อแดงในวันนั้นส่วนใหญ่ เป็นคนจนเมืองที่อพยพจากภาคต่างๆมาทำงานในกรุงเทพฯ เท่านั้น หาใช่คนชั้นกลางในกรุงเทพฯที่แท้จริงไม่ อีกทั้งยังมีเสียงนินทาว่าคนที่ออกมาสนับสนุนคนเสื้อแดงในวันนั้นส่วนหนึ่ง มาจากการจัดตั้งของ ส.ส. ส.ก. สังกัด พรรคเพื่อไทยด้วยซ้ำ
นอกจากนี้ยังมีอีกหลายเหตุการณ์ที่แกนนำคน เสื้อแดงนำพาผู้ชุมนุมไปไม่ถึงเป้าหมายที่แท้จริงที่ต้องให้มีการยุบสภา แต่กลับมีการประกาศชัยชนะอยู่ร่ำไป ทั้งการยื่นคำขาดให้รัฐบาลยุบสภาเมื่อวันที่ 14 มี.ค. ด้วยการเคลื่อนไหวไปที่กรมทหารราบที่ 11 เพื่อฟังคำตอบในตอนเที่ยงของวันที่ 15 มี.ค. ที่พบกับคำตอบที่เป็นจริงในตอนนี้คือ รัฐบาลไม่ยุบสภา ทำให้คนเสื้อแดงต้องที่ไปถึงที่ นั่นเหนื่อยฟรีและต้องยกพลกลับสะพานผ่านฟ้าลีลาศมือเปล่า แต่แกนนำโดยเฉพาะวีระ ที่ประกาศว่า “เราได้รับชัยชนะ”เพราะอย่างน้อยก็ไปแสดงออกแล้วว่าเราต้องการให้รัฐบาลยุบสภา แม้ว่ารู้อยู่แล้วว่ารัฐบาลไม่มีทางยุบสภาก็ตาม
ชัยชนะซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่ถูกพ่นออกมาปลุกขวัญมวลชน จึงเกิดขึ้นท่ามกลางคำถามจากหลายฝ่ายว่าแม้แต่ผู้ชุมนุม ในเมื่อไม่สามารถบรรลุเป้าหมายนั่นหรือคือชัยชนะ ทั้งที่มันคือความพ่ายแพ้ตลอดศกเสียด้วยซ้ำ
ล้วนเป็นความจริงอีกด้านที่แกนนำคนเสื้อแดงมองไม่เห็น หรือเห็นแต่พยายามปกปิดความล้มเหลวซ่อนภายใน จึงไม่ต่างกับการมองไม่เห็นเงาของตัวเอง หลงทิศหลงทางโดยไม่รู้ว่ากำลังนำมวลชนไปต่อสู้ในยุทธศาสตร์ใด กำลังไร้ทิศทางหรือไม่
จริงอยู่การคิดเข้าข้างตัวเองของบรรดาแกนนำ ด้วยความพยายามแปรเปลี่ยนความหมายความพ่ายแพ้คือชัยชนะเสมอไป แต่สำหรับสังคมส่วนใหญ่ล้วนเข้าใจในทิศทางเดียวกันว่า ไม่มีชัยชนะเกิดขึ้นกับประเทศชาติแน่นอน ตราบใดที่ยังคงมีการสร้างความวุ่นวายให้บ้านเมืองอย่างไม่สิ้นสุด







