posttoday
ภาวะเศรษฐกิจฉบับย่อ

ภาวะเศรษฐกิจฉบับย่อ

25 ธันวาคม 2555

ผมไม่ทราบว่า ท่านผู้อ่านมีความรู้สึกเหมือนผมไหมว่า ทำไมเดี๋ยวนี้ เวลาปีหนึ่งๆ ถึงผ่านไปเร็วเหลือเกิน เพราะความรู้สึกเหมือนกับเพิ่มดูเขาฉลองปีใหม่กันไปหยกๆ อีกไม่กี่วันก็จะฉลองปีใหม่กันอีกแล้ว อีกไม่นานคงเกิดความสับสนว่า เขากำลังฉลองปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง หรือปีเก่าที่กำลังจะผ่านไป

ผมไม่ทราบว่า ท่านผู้อ่านมีความรู้สึกเหมือนผมไหมว่า ทำไมเดี๋ยวนี้ เวลาปีหนึ่งๆ ถึงผ่านไปเร็วเหลือเกิน เพราะความรู้สึกเหมือนกับเพิ่มดูเขาฉลองปีใหม่กันไปหยกๆ อีกไม่กี่วันก็จะฉลองปีใหม่กันอีกแล้ว อีกไม่นานคงเกิดความสับสนว่า เขากำลังฉลองปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง หรือปีเก่าที่กำลังจะผ่านไป

ผมลองวิเคราะห์ดูแล้ว มีหลักฐานพอเชื่อได้ว่า คนเราพออายุมากขึ้น โควตาอายุที่เหลืออยู่ชักน้อยลง เลยทำให้รู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วผิดปกติกว่าตอนที่ยังเป็นหนุ่มเป็นสาวอยู่

อย่างไรก็ตาม บทความนี้น่าจะเป็นบทความสุดท้ายสำหรับปี พ.ศ. 2555 ที่กำลังจะสิ้นสุดลงตามกาลเวลา เพราะโลกไม่แตกอย่างที่ว่ากัน จึงขออนุญาตส่งความสุขและความปรารถนาดีไปยังท่านผู้อ่านทุกๆ ท่าน โดยเฉพาะท่านที่ทนติดตามอ่านคอลัมน์นี้ครับ

ปี 2555 ที่กำลังจะผ่านไป ต้องถือว่าเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ดีพอสมควร คือคาดกันว่าจะขยายตัวระหว่าง 5.3-5.8% เพราะผลจากการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐและการลงทุนของภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้น ชดเชยความเสียหายจากภัยน้ำท่วมในปี 2554 ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ในระดับที่ประมาณ 33.5% ภาวะราคาน้ำมันทรงๆ ตัวอยู่ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว

ส่วนอัตราดอกเบี้ยนโยบายคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 2.75% มีช่องว่างที่จะปรับลดลงอีกปีหน้า ถ้าเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเท่าที่ควร ส่วนการจ้างงานโดยทั่วไป ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่สำหรับหลายประเทศที่กำลังได้รับผลกระทบจากการที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ยังเป็นไปตามปกติ ถึงแม้จะมีความเป็นห่วงว่า ถ้ามีการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศ คือ อีก 70 จังหวัดที่เหลืออยู่ จะทำให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจำเป็นต้องลดการจ้างงานลง

สรุป คือ ภาวะเศรษฐกิจของไทยในปีนี้ น่าจะพอฟื้นตัวจากวิกฤตน้ำท่วมปีก่อนหน้านี้ แต่รัฐบาลคงต้องดูแลปัญหาที่แฝงตัวอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทย ทั้งปัญหาหนี้สาธารณะ และหนี้ครัวเรือนจากการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งว่าไปแล้ว มีความจำเป็นต้องทำเพื่อให้เศรษฐกิจเติบโต แต่ที่สำคัญคือ จะทำอย่างไรให้เกิดความสมดุล หรือความพอเหมาะ พอดี ระหว่างการดำเนินมาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และการรักษาวินัยการคลังให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมในปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง

ผมเชื่อว่า รัฐบาลตระหนักถึงเรื่องที่ว่านี้ดีและคงไม่หน้ามืดตามัวจนมองไม่เห็นความเสี่ยงนี้ แต่เมื่อดำเนินการจริงแล้ว ผลออกมาอย่างไร คงอยู่ที่การชั่งน้ำหนักผลกระทบทางเศรษฐกิจ กับผลกระทบทางการเมืองว่า รัฐบาลจะให้น้ำหนักด้านใดมากน้อยกว่ากันจนเกิดความพอเหมาะพอสมหรือไม่ ซึ่งฝ่ายข้าราชการประจำคงช่วยให้ข้อมูลและความเห็นที่เป็นกลางได้ดี อยู่ที่รัฐบาลจะเชื่อหรือยอมฟังหรือไม่ เมื่อให้การบริหารเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงสูงเช่นในปัจจุบันมีประสิทธิภาพสูงสุด และเกิดความสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจและการรักษาวินัยการคลัง

เรื่องนี้พูดง่ายแต่ทำยากครับ เพราะเขาว่ากันว่าอำนาจทำให้คนตาบอด (Power Corrupt ; Absolute Power Corrupts Absolutely) กล่าวคือ ด้านการบริหารเศรษฐกิจจะผิดพลาด คงไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความไม่รู้ ไม่ทราบ หรือมองไม่เห็น แต่เกิดขึ้นเพราะคนที่มีอำนาจ ไม่อยากจะรู้ ไม่อยากจะทราบ หรือไม่อยากจะมองเห็น เพราะอำนาจบังตามากกว่า ก็ขอภาวนาว่าเหตุการณ์ที่ว่าอย่าได้เกิดขึ้นกับประเทศนี้เลย ถ้าขอพรปีใหม่จากใครได้ จะขอแค่นี้แหละครับ ก็พอใจแล้ว

ส่วนปี 2556 หลายฝ่ายคาดกันว่า เศรษฐกิจโลกจะเติบโตขึ้นใกล้เคียงกับปี 2555 อาจจะต่ำกว่าเล็กน้อยเพราะตัวเลขฐานสูงขึ้นกว่าเดิม โดยความเสี่ยงหลักๆ อยู่ที่ปัญหาหนี้สาธารณะ และความอ่อนแอทางการคลังที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่โต เช่น สหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น

นอกจากนั้น ยังมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบอันเกิดจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่ทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำลง เพราะนักลงทุนย้ายไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่า

สรุปคือ ถึงแม้เศรษฐกิจโลกจะยังคงเติบโตขึ้นเพราะผลจากการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในหลายๆ ประเทศ แต่ยังมีความเสี่ยงสูงเพราะการผันผวนของตลาดเงินและตลาดทุนระหว่างประเทศ ซึ่งจะทำให้ความต้องการสินค้าและบริการในตลาดไม่เติบโตเท่าที่ควร

ส่วนประเทศไทยเรา ภาวะเศรษฐกิจคงออกไปแนวเดียวกับเศรษฐกิจโลก ซึ่งทำให้ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำโดยถ้วนทั่วและเริ่มออกอาการให้เห็นแล้วตั้งแต่ปลายปี 2555 ทั้งราคาข้าว ราคาน้ำมัน ราคายางพารา ฯลฯ ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของไทย

นอกจากนั้น การที่มีการเคลื่อนย้ายเงินทุนเข้ามาในประเทศมาก จะทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น กระทบต่อยอดการส่งออกต่อเนื่องมาจากปีนี้ และทำให้ภาคอุตสาหกรรมการผลิตไม่ฟื้นตัวเต็มที่เท่าที่ควร ยกเว้นบางอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์

ว่าไปแล้ว เศรษฐกิจไทยคงต้องอาศัยการใช้จ่ายภาครัฐเป็นตัวกระตุ้นขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไป และเพื่อให้เกิดการใช้จ่ายภาคเอกชนเพิ่มขึ้น คาดกันว่า ธปท.จะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงไปอีกประมาณ 0.50% อยู่ที่ 2.25% เมื่อถึงสิ้นปี 2556 ส่วนเงินบาทคงหลีกเลี่ยงที่จะแข็งค่าขึ้นไม่ได้ โดยคาดกันว่าจะแข็งค่าขึ้นจากระดับ 30.6-31.6 บาทต่อเหรียญสหรัฐเป็นประมาณ 29.7531.0 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ทำให้อัตราเงินเฟ้อทรงๆ อยู่ที่ประมาณ 34% ดังนั้นจะปรับราคาขึ้นถ้าเศรษฐกิจโลกเติบโตขึ้นกว่าเดิม

ตัวเลขต่างๆ ที่พูดถึงส่วนมากมาจากการคาดการณ์ของสถาบันการเงิน และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง น่าจะพอเชื่อถือได้ ถ้าท่านผู้อ่านจำเป็นต้องใช้ตัวเลขเหล่านี้ในการวางแผนการใช้จ่ายหรือทำแผนธุรกิจ ซึ่งถ้าไม่คิดมาก จะสรุปง่ายๆ ก็ได้ว่าภาวะเศรษฐกิจปีหน้าคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากภาวะเศรษฐกิจปีนี้เท่าใดนัก คือ ยังพอเติบโตต่อไปได้ตราบใดที่รัฐบาลยังมีกำลังพอที่จะกู้เงินมาใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และไม่มีวิกฤตการทางเศรษฐกิจหรือการเมืองโดยไม่คาดคิด เพราะคงไม่มีใครจะคาดคิดได้ว่าจะเกิดหรือไม่เกิด แต่ถึงวิกฤตจะเกิดหรือไม่เกิดความเสี่ยงในการบริหารรายได้รายจ่ายทั้งของคนธรรมดาทั่วไปอย่างท่านอย่างผม หรือการบริหารธุรกิจโดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กยังมีอยู่ค่อนข้างสูง ทั้งความเสี่ยงที่อาจจะมาจากต่างประเทศ และความเสี่ยงในประเทศ ถ้าจะบริหารกระเป๋าอย่างอนุรักษ์นิยม ยึดแนวปลอดภัยไว้ก่อน ก็น่าจะสอดคล้องกับสภาวการณ์

แต่อย่างว่าแหละครับ สถานการณ์แบบนี้เอื้อต่อการเก็งกำไรอย่างยิ่ง เพราะยิ่งมีความผันผวนมากเท่าไร โอกาสที่จะเก็งกำไรก็ยิ่งสูงขึ้นเป็นธรรมดา ใครที่คิดว่าตัวเองมีพรสวรรค์ด้านนี้ และอยากลองเสี่ยงดูคงไม่มีใครห้าม เพราะถ้าเก็งกำไรถูกก็รวยเอาง่ายๆ ส่วนถ้าเก็งผิดจะเจ๊งก็เป็นเรื่องของท่านอีกเหมือนกัน คนอื่นไม่เกี่ยว ก็ขอให้ท่านประสบความสำเร็จในการเก็งกำไร เรื่องอย่างนี้เป็นสิทธิส่วนตัวของใครของมันครับ ห้ามหรือยุกันไม่ได้

ผมไม่ชอบอยู่อย่างเดียวคือ การเอาเงินของคนอื่นไปเก็งกำไร พอเจ๊งแล้วไม่รับผิดชอบ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท