
ความเห็นต่ออาจารย์นิธิเรื่อง "จำนำข้าว"
เมื่อสมัยที่ผมเป็นผู้อำนวยการสถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อเกือบ 30 ปีมาแล้ว อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ เป็นนักประวัติศาสตร์ไทยผู้หนึ่งซึ่งมีคุณูปการต่อสถาบันไทยคดีศึกษาเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อสมัยที่ผมเป็นผู้อำนวยการสถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อเกือบ 30 ปีมาแล้ว อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ เป็นนักประวัติศาสตร์ไทยผู้หนึ่งซึ่งมีคุณูปการต่อสถาบันไทยคดีศึกษาเป็นอย่างยิ่ง
ผมจำได้ว่าเราได้มีส่วนช่วยเผยแพร่งานชิ้นเอกของท่านในเรื่องพระเจ้ากรุงธนบุรี และงานด้านประวัติศาสตร์ไทยอื่นๆ อาทิ สภาพการเมืองการปกครองในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นต้น ผมเองในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ แต่ไปทำงานเป็นผู้อำนวยการในองค์กรวิชาการทางด้านประวัติศาสตร์รู้สึกขัดเขินอยู่บ้างในระยะแรก แต่ก็มิได้เป็นปัญหาอะไร เพราะผมชื่นชมในงานทางด้านประวัติศาสตร์ของนักประวัติศาสตร์ไทย (อย่างเช่น อาจารย์นิธิ และนักวิจัยทางด้านงานประวัติศาสตร์ของสถาบันไทยคดีศึกษาของผม) ทำให้เวลาที่ผมทำงานอยู่ที่ไทยคดีเป็นช่วงเวลาที่ผมมีความสุขมากที่สุดช่วงหนึ่งของการอยู่ที่ธรรมศาสตร์
แต่พอผมมาเห็นอาจารย์นิธิ แสดงจุดยืนทางเศรษฐศาสตร์ เขียนบทความสนับสนุนโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาลปัจจุบัน ผมรู้สึกตกใจมากถึงความกล้าหาญของอาจารย์ที่ออกมาชนกับแนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์อิสระส่วนใหญ่ของประเทศในเรื่องจำนำข้าว
ผมจำได้ว่าเมื่อตอนผมเป็นผู้อำนวยการสถาบันไทยคดีศึกษา ผมมีผลการศึกษาของผมเองที่จะยืนยันได้ว่าการอ่านชื่อที่ถูกต้องของ Sir John Bowring คือ เซอร์ จอห์น “โบริ่ง” ไม่ใช่ เซอร์ จอห์น “เบาริ่ง” เหมือนกับที่นักประวัติศาสตร์ไทยทุกคนอ่าน (รวมทั้งอาจารย์นิธิด้วย) แต่ผมก็เจียมเนื้อเจียมตัว ไม่อยากออกไปท้าทายนักประวัติศาสตร์ไทยในพื้นที่ที่ไม่ใช่ความเชี่ยวชาญของผม
แต่ในฐานะที่ผมเป็นคนหนึ่งที่มีส่วนค่อนข้างมากในการรณรงค์ต่อต้านนโยบายการรับจำนำข้าว จึงอยากจะถือโอกาสนี้แสดงความเห็นต่อมุมมองของอาจารย์นิธิ ให้ได้รับทราบถึงแนวคิดหรือหลักปรัชญาในการทำงานทางด้านเศรษฐศาสตร์ที่มองว่า ทำไมแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องจำนำข้าวของอาจารย์นิธิจึงไม่ถูกต้อง
ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด ประวัติศาสตร์นั้นเปลี่ยนไม่ได้ แต่นักประวัติศาสตร์อาจจะอธิบายเหตุการณ์รวมไปถึงสาเหตุของเหตุการณ์ดังกล่าวแตกต่างกันออกไปได้ ซึ่งผิดกับนักเศรษฐศาสตร์ซึ่งมิได้มองแต่เพียงว่า ประวัติศาสตร์นั้นอาจเปลี่ยนแปลงได้เท่านั้น นักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่าประวัติศาสตร์ (หรืออนาคต) นั้นอาจถูกสร้างขึ้นได้ด้วยซ้ำ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่า เราจะสร้างประวัติศาสตร์(หรืออนาคต) ด้วยข้อสมมติอะไร? ภายใต้เงื่อนไขอะไร?
เพราะฉะนั้นการที่อาจารย์นิธิบอกว่าโครงการรับจำนำข้าวที่ทำอยู่ในปัจจุบันเป็นการ “เปลี่ยนประเทศไทย” ก็อาจถือได้ว่าเป็นการวิเคราะห์ในเชิงเศรษฐศาสตร์ แต่ต้องเป็นการทำโดยการรับรู้อยู่ตลอดเวลาว่าการตัดสินใจ (หรือการเลือก) ในทางเศรษฐศาสตร์อย่างใดอย่างหนึ่งล้วนแล้วจะต้องเปรียบเทียบกับการตัดสินใจ (หรือการเลือก) อีกอย่างหนึ่ง (หรืออีกหลายอย่าง) อยู่ตลอดเวลา
ภาษาทางเศรษฐศาสตร์นั้นเราเรียกว่า การเลือกแต่ละอย่างมี “ต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost)” ผูกติดอยู่ตลอดเวลา คือ จะมีการเปรียบเทียบ “การได้อย่างเสียอย่าง (Trade off)” ระหว่างการเลือกหรือการตัดสินใจในแต่ละอย่างโดยตลอด
ไม่มีการตัดสินใจใดที่มีแต่ประโยชน์โดยไม่มีต้นทุน หรือมีแต่ต้นทุนโดยไม่มีประโยชน์
ความแตกต่างของการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ อยู่ที่ขนาด (Degree) ของผลประโยชน์และต้นทุน ช่วงเวลาหรือความช้าเร็วของการเกิดผล (Timing of Results) และลักษณะของผู้ได้ประโยชน์ และผู้เสียประโยชน์ (Gainers or Losers) ของความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นสำคัญ
จริงอยู่ นักเศรษฐศาสตร์แต่ละคนสามารถจะให้น้ำหนักในแต่จุด หรือแต่ละประเด็นข้างต้นนี้แตกต่างกันได้ ซึ่งจะทำให้ผลการวิเคราะห์ของนักเศรษฐศาสตร์แต่ละคนแตกต่างกันไปได้ แต่ในประชาคมทางวิชาการหรือทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Community) ในสาขาวิชาต่างๆ ในปัจจุบัน นักวิชาการแต่ละคนจะต้องแสดงเหตุผลของตนให้ประชาคมได้รับทราบด้วย และหากนักวิชาการคนไหนแสดงเหตุผลที่ใช้ไม่ได้ก็เท่ากับเป็นการประจานตัวเอง หรือเป็นการแสดงให้เห็นถึง “ความขี้เท่อ” ของตัวเองให้ประชาคมวิทยาศาสตร์หรือวิชาการได้รับรู้ และอาจถูกเพิกเฉย ไม่เป็นที่ยอมรับของประชาคมนั้นต่อไป
แต่ก็เป็นไปได้ว่า ในบางครั้ง คำอธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติหรือทางสังคมของนักวิชาการบางคนอาจจะสวนกระแส แต่ถ้าหากเป็นทฤษฎีใหม่ และมีความถูกต้องจริงๆ ก็อาจจะทนต่อการต้านทานได้ และอาจพัฒนาเป็น “กระบวนทัศน์ใหม่” (New Paradigm)” ของประชาคมวิชาการนั้นๆ ได้ในที่สุด
ที่อธิบายมาเสียยืดยาวนี้ก็เพื่อจะบอกว่า เป็นการยากที่นักเศรษฐศาสตร์ที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ทางสังคมจริงๆ (Economist Qua Social Scientist) จะยอมรับอะไรง่ายๆ หรือเชื่อจากความรู้สึก โดยไม่มีข้อมูลในเชิงประจักษ์รองรับ
เรื่องจำนำข้าวก็เช่นเดียวกัน คงไม่มีนักเศรษฐศาสตร์คนไหนที่จะปฏิเสธว่า ชาวนาไม่ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ แต่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่จะตั้งคำถามว่า ประโยชน์ที่ได้แก่ชาวนานี้ เกิดขึ้นภายใต้ต้นทุนของประเทศหรือของสังคมเท่าใด?
มีวิธีการอื่นใดที่จะทำให้ชาวนาได้รับประโยชน์อย่างที่เป็นอยู่โดยไม่สร้างความเสียหายหรือต้นทุนให้แก่ส่วนอื่นของสังคมได้หรือไม่?
ตรงนี้คือสิ่งที่แยกนักเศรษฐศาสตร์ “จริง” และนักเศรษฐศาสตร์ “ไม่จริง” ออกจากกัน เพราะนักเศรษฐศาสตร์จริงนั้นจะแยกแยะต้นทุน/ผลประโยชน์ของนโยบายและการเปลี่ยนแปลงเปรียบเทียบให้เห็นอย่างชัดเจน
ไม่ใช่พูดจากความเชื่อหรือความรู้สึก หรือการมีวาระซ่อนเร้นในเรืองอื่นแฝงอยู่ แล้วชี้ให้เห็นว่า การเลือกหรือการกำหนดนโยบายแต่ละอย่างมีความเสี่ยงในเรื่องอะไรบ้าง?
กล่าวโดยสรุปแล้ว ก็คือว่า ต้นทุนความเสี่ยงในการเกิดผลเสียจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกทุกเมล็ดของรัฐบาลปัจจุบันมีมากกว่าประโยชน์ที่จะตกอยู่กับชาวนาจำนวนหนึ่งอย่างมากมาย จนกระทั่งนักเศรษฐศาสตร์เหล่านี้ไม่อาจจะยอมรับได้
ในบทความนี้ เราคงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องพูดถึงว่า ความเสี่ยงต่อความสูญเสียของสังคมในภาพรวมนั้น คืออย่างไร เพราะพูดกันมามากแล้ว
ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ไทยคนหนึ่ง ผมเพียงอยากตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าเรื่องนี้ไม่สาหัสสากรรจ์จริงๆ หรือไม่เป็นเรื่องที่อาจนำไปสู่ความหายนะของระบบเศรษฐกิจไทยจริงๆ คงไม่มีนักเศรษฐศาสตร์ระดับปรมาจารย์เป็นร้อยๆ คน รวมตัวกันต่อสู้ทุกวิถีทาง รวมทั้งการต่อสู้ในทางกฎหมายด้วย (ซึ่งไม่เคยมีตัวอย่างมาก่อนเลยในอดีต)
และผมอยากจะส่งสัญญาณไปยังนักวิชาการในสาขาอื่นๆ ด้วยว่า นักเศรษฐศาสตร์มีวิธีคิดที่มีรูปแบบเฉพาะตัว มีทั้งจุดอ่อนและจุดแข็งในตัวของมันเอง การจะวิพากษ์วิจารณ์งานของนักเศรษฐศาสตร์ หรือการมีส่วนร่วมในการถกเถียงย่อมทำได้ แต่จะต้องเข้าใจถึงกรอบแนวคิดที่ถูกต้องของนักเศรษฐศาสตร์เสียก่อนด้วย







