posttoday
รัฐบาล "มัดมือชก" มาตราการเยียวยาค่าแรง

รัฐบาล "มัดมือชก" มาตราการเยียวยาค่าแรง

24 ธันวาคม 2555

งวดเข้ามาแล้วทุกทีกับการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ ที่ผลบังคับใช้วันที่ 1 ม.ค. 2556

งวดเข้ามาแล้วทุกทีกับการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ ที่ผลบังคับใช้วันที่ 1 ม.ค. 2556

โดย...จตุพล สันตะกิจ

นโยบายที่ทำให้พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย แต่กลับผลักภาระให้ผู้ประกอบการทั้งหลาย โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกว่า 2.9 ล้านราย ที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ในการจ้างงานของประเทศให้แบกรับชะตากรรมโดยลำพัง

ทว่าในการประชุมร่วมระหว่างภาครัฐและตัวแทนภาคเอกชนเกี่ยวกับมาตรการของรัฐบาลในการเยียวยาผลกระทบจากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ที่มี กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.ที่ผ่านมา กลับยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนในการเยียวยาผู้ประกอบการ

ทั้งๆ ที่เหลือเวลาในการออกมาตรการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบแค่ไม่ถึง 5 วันแล้ว

ยิ่งเมื่อพิจารณาจากคำชี้แจงของกิตติรัตน์ก็พอมองเห็นร่องรอยว่า การเจรจาหาแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการยังอยู่บนหนทางที่มืดมน

กิตติรัตน์ ระบุว่า รัฐบาลได้พิจารณามาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั้งสิ้น 23 มาตรการ ประกอบด้วย การต่ออายุมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เคยมีมติให้ความเห็นชอบไปแล้วเป็นเวลา 1 ปี

เช่น การนำส่วนต่างของค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นจากอัตราค่าจ้างขั้นต่ำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายก่อนหักภาษีได้ 2 เท่า การนำค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมพัฒนาฝีมือแรงงานมาหักลดหย่อนภาษีได้ 3 เท่า สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และสินเชื่อเพื่อพัฒนาผลิตภาพการผลิต เป็นต้น

ส่วน 4 มาตรการใหม่ที่ภาครัฐและเอกชนให้ความเห็นชอบร่วมกัน เช่น การลดค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ลดค่าธรรมเนียมห้องพักที่เรียกเก็บสำหรับโรงแรมหรือที่พักแรมที่เป็นเอสเอ็มอี การตั้งคลินิกพัฒนาฝีมือแรงงานเคลื่อนที่ และการให้ส่วนราชการเพิ่มค่าใช้จ่ายในการจัดประชุมสัมมนาของส่วนราชการ เพื่อให้การใช้จ่ายเงินของภาครัฐกระจายไปสู่ภาคเอกชนเพิ่มขึ้นนั้นไม่มีปัญหา

แต่ใน 8 มาตรการสำคัญที่เป็นข้อเรียกร้องของตัวแทนเอกชนที่พุ่งเป้าไปที่เยียวยาเอสเอ็มอีโดยตรงที่สุด แต่เป็นประเด็นที่กิตติรัตน์เห็นต่างกับตัวแทนเอกชน และบางข้อเรียกร้องกิตติรัตน์บอกว่ารัฐบาลยอมรับไม่ได้

ไล่ตั้งแต่การที่เอกชนให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณชดเชยส่วนต่างการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำให้เอกชนเป็นเวลา 3 ปี โดยปีแรกหรือปี 2556 เอกชนเสนอให้รัฐบาลชดเชยค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นในอัตรา 75% ส่วนที่เหลือเอกชนจ่าย ก่อนที่รัฐบาลจะทยอยลดสัดส่วนการชดเชยลงในปีถัดไป และให้นายจ้างจ่ายค่าแรงทั้ง 100% ในปี 2559

แนวทางที่ว่านี้ ทำให้รัฐบาลมีภาระไม่น้อยกว่า 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่รัฐบาลไม่ยอมควักออกจากกระเป๋าแน่นอน โดยเฉพาะในยามที่รัฐบาลมีแต่รายจ่ายท่วมหัวจากสารพัดนโยบายประชานิยม

“เราจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดูรายละเอียดว่ามีความเป็นไปหรือไม่ และจะเสนอให้ ครม.พิจารณาโดยเร็วที่สุด” กิตติรัตน์ กล่าว

ขณะเดียวกัน กิตติรัตน์ยังใช้เวทีนี้ไล่ต้อนตัวแทนเอกชนให้ต้อง “ถอน” ข้อเสนอเกี่ยวกับการลดภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเหลือ 5% เป็นเวลา 3 ปี โดยให้เหตุผลว่าระบบการจัดเก็บภาษีบังคับใช้กับทุกคนทุกกลุ่ม และมาตรฐานสากลของระบบภาษี ไม่สามารถยกเว้นภาษีเฉพาะกลุ่มได้

เช่นเดียวกับข้อเสนอออกบัตรลดราคาสินค้าให้ลูกจ้างที่ไม่มีความจำเป็นแล้ว เพราะกระทรวงพาณิชย์มีโครงการร้านค้าถูกใจอยู่แล้ว ซึ่งทำให้ลูกจ้างสามารถซื้อสินค้าราคาถูก และยังเป็นช่องทางให้ผู้ประกอบการจำหน่ายสินค้าได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย

หากพิจารณาถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นก็พอมองเห็นภาพชัดว่า การล้มหายตายจากของบรรดาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่โดนพิษจากนโยบาย “พ่อแม่รังแกฉัน” จะเกิดขึ้นทั่วทุกหัวระแหง

เสียงเตือนจาก ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ระบุชัดว่า การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในรอบแรกเมื่อเดือน เม.ย. 2555 ทำให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนเพิ่ม 40% และการปรับเพิ่มในปีหน้าต้นทุนจะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 22% ต้นทุนค่าแรงที่เพิ่มขึ้น 60% ในช่วง 2 ปี จะทำให้ธุรกิจเอสเอ็มอีจะทยอยปิดตัวลงอย่างเลี่ยงไม่ได้

เช่นเดียวกับเสียงร้องทักของ สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ที่เผยว่า ผลการศึกษาพบว่าการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท จะทำให้มีการเลิกจ้างแรงงานในระดับล่าง และกระทบต่อเศรษฐกิจในที่สุด โดยจะฉุดให้จีดีพีมีโอกาสลดลงกว่า 2%

หรือเอกชนบางส่วนที่บ่ายหน้าหาแหล่งลงทุนใหม่ที่มีค่าแรงถูกกว่าไทย เช่น พงษ์ศักดิ์ อัสสกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ออกมาเผยว่า ได้จัดคณะผู้นำทางธุรกิจรายใหญ่ 20 ราย เช่น เครือสหพัฒน์ กลุ่มมิตรผล บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ ธนาคารกสิกรไทย ฯลฯ ไปเยือนพม่า เพื่อพบกับประธานและผู้แทนระดับสูงของหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งพม่า เพื่อกระชับความสัมพันธ์และขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุน

พร้อมระบุว่า ได้ศึกษาลู่ทางย้ายฐานการลงทุนไปยังพม่าด้วย เพื่อหาทางลดผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาททั่วประเทศในปีหน้า เพราะพม่าน่าลงทุนมากที่สุดในอาเซียนขณะนี้ นอกจากจะมีทรัพยากรธรรมชาติมากแล้ว ค่าแรงยังถูกมากด้วย โดยค่าแรงขั้นต่ำเพียงวันละ 75120 บาท ส่วนอัตราค่าจ้างในระดับปริญญาตรี เดือนละ 3,0006,000 บาทเท่านั้น

ขณะเดียวกัน ยังได้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) ในการส่งออกสินค้าเข้าสู่ประเทศพัฒนาแล้ว โดยไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าด้วย

นั่นก็เท่ากับว่า นายจ้างที่เป็นเอสเอ็มอีขนาดย่อมเยา และสายป่านสั้น ไม่มีทางสยายปีกไปนอกประเทศได้แน่ และได้แต่รอวันล้มตายเท่านั้น

โดยเฉพาะการที่กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า การปรับขึ้นค่าแรงเป็นวันละ 300 บาททั่วประเทศ ซึ่งจะมีผลในวันที่ 1 ม.ค. 2556 ว่าจะไม่มีผลให้ผู้ประกอบการต้องขอปรับขึ้นราคาสินค้า เพราะจากการที่กระทรวงได้ศึกษาโครงสร้างค่าแรง พบว่าการขึ้นค่าแรงทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าของอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เพิ่มขึ้นเพียง 2.246.74% เท่านั้น

เท่ากับเป็นการตีกันไม่ให้เอสเอ็มอีปรับเพิ่มราคาสินค้า ยิ่งทำให้เอสเอ็มอีหลายรายต่างตกอยู่ในสถานะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

ปัญหาเหล่านี้เป็นสิ่งที่ภาคเอกชนตระหนักดี แต่รัฐบาลก็ยังไม่ขยับ

ทั้งๆ ที่เอกชนพยายามอย่างไม่หยุดยั้งที่จะนำเสนอข้อเรียกร้องในการเยียวยาเอสเอ็มอีไปถึงมือรัฐบาล โดยคณะกรรมการร่วม 3 สถาบันภาคเอกชน (กกร.) เสนอข้อเรียกร้องมาตรการเยียวยาผลกระทบจากการปรับเพิ่มค่าแรง 7 แนวทาง แต่ทั้งหมดล้วนเป็นข้อเสนอเดิมๆ ที่เคยเสนอให้กิตติรัตน์พิจารณาแล้วทั้งสิ้น

เช่น การลดส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมทั้งนายจ้างและลูกจ้าง 5% เหลือ 2.5% ระยะเวลา 3 ปี ตั้งกองทุนชดเชยส่วนต่างค่าจ้างที่ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 300 บาท โดยขอให้รัฐบาลส่งสมทบเข้ากองทุน 75% นายจ้าง 25% ในปี 2556 ปี 2557 นายจ้าง 50% รัฐบาล 50% และปี 2558 นายจ้าง 75% รัฐบาล 25% ปีถัดไปนายจ้างรับภาระทั้งหมด

ปรับลดภาษีหัก ณ ที่จ่ายของธุรกิจรับเหมาช่วงจาก 3% เหลือ 0.1%

ขยายเวลาสินเชื่อเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตวงเงิน 2 หมื่นล้านบาท และให้เอสเอ็มอีขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มระยะเวลา 3 ปี เพราะการลดภาระภาษีดังกล่าวจะทำให้มีทุนหมุนเวียนเพิ่ม

จะเห็นได้ว่า ข้อเสนอทั้งหมดน่าจะถูก “ตีตก” เช่นที่ผ่านมา

และอาจหมายถึงหายนะที่รอเอสเอ็มอีอยู่ เช่นที่ วัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า การที่รัฐบาลจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างการปรับค่าจ้างขั้นต่ำให้เอสเอ็มอี เป็นมาตรการที่ช่วยเหลือเอสเอ็มอีได้มากที่สุด เพราะค่าจ้างขั้นต่ำที่ปรับขึ้นเป็นวันละ 300 บาท มีผลต่อต้นทุนผู้ประกอบการมาก และช่วยเหลือเอสเอ็มอีได้ 8090% ของเอสเอ็มอีทั่วประเทศ

แต่ถ้ารัฐบาลไม่สามารถดำเนินการได้ก็อาจมีผลต่อการดำเนินธุรกิจของเอสเอ็มอี และอาจทำให้เอสเอ็มอีปิดกิจการได้ประมาณ 1 ล้านราย และอาจทำให้เอสเอ็มอีที่ได้เข้าร่วมโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำตามมาตรการต่างๆ วงเงินประมาณ 1 แสนล้านบาทของรัฐที่มีมาก่อนหน้านี้ กลายเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ซึ่งจะกระเทือนถึงภาระของรัฐบาลอีกระลอก

“หากเอสเอ็มอีไม่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลจะทำให้เอสเอ็มอีขาดสภาพคล่อง และอาจมีผลต่อการชำระหนี้จนต้องปิดกิจการได้ และจะทำให้เอสเอ็มอีต้องถูกสถาบันการเงินยึดหลักทรัพย์ที่นำมาใช้ค้ำประกันเงินกู้ โดยหลังจากที่การปรับค่าจ้างขั้นต่ำไปแล้ว 6 เดือน จะเห็นชัดเจนว่ามีผู้ประกอบการที่รับต้นทุนค่าแรงที่เพิ่มขึ้นก้าวไม่ได้และต้องปิดตัว” วัลลภ ระบุ

แม้รัฐบาลจะเตรียมช่องที่เปิดทางไว้เพื่อไม่ให้ภาคเอกชนและนายจ้างมองรัฐบาลว่าไม่เหลียวแลเอกชนอยู่บ้าง นั่นคือการปรับลดเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมทั้งนายจ้างและลูกจ้าง แต่ดูเหมือนว่าน้อยมาก และรังแต่จะเกิดปัญหาตามมาในอนาคต

ถึงแม้กระทรวงแรงงานออกมารับลูกแล้ว โดย สมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ระบุว่า คณะทำงานพิจารณามาตรการบรรเทาผลกระทบจากการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจะเสนอบอร์ดประกันสังคมลดการจ่ายเงินสมทบประกันสังคมจาก 5% เหลือ 4% หรือลดลง 1% เพราะไม่ต้องการให้ความมั่นคงของฐานะกองทุนฯ

แต่หากพิจารณากันให้ดีจะพบว่ามาตรการนี้รัฐบาลไม่ต้องควักเงินแม้แต่แดงเดียว แต่อาศัยเงินจากกองทุนประกันสังคม ซึ่งเป็นเงินสะสมของลูกจ้าง 10 ล้านคนทั่วประเทศ

นั่นเป็นคำถามว่า การเลือกแนวทางนี้เพื่อเยียวยาผลกระทบจากนโยบายหาเสียงของรัฐบาลเป็นธรรมหรือไม่

สุดท้ายการเยียวยาบรรดาผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 2.4-2.9 ล้านราย และบรรดาผู้ประกอบการอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจะขึ้นอยู่กับรัฐบาลจะตัดสินใจว่าจะให้ หรือไม่ให้อะไร

ในเมื่อระยะเวลา 9 เดือนที่ผ่านมานับแต่ เม.ย.‌เป็นต้นมา รัฐบาลรู้ว่าผลกระทบจากรอบแรกคือ‌อะไร แต่สุดท้ายก็ไม่มีมาตรการอื่นใดมาเสริม‌สำหรับการขึ้นค่าแรง 300 บาททั่วทั้งแผ่นดิน ก็‌เสมือนเป็นการบอกเป็นนัยว่าสุดท้ายก็มัดมือชก

หรือผู้ประกอบการคิดว่า ในระยะเวลาที่เหลือ‌แค่ 5 วัน รัฐบาลจะยอมออกมาตรการอะไรมาเยียวยา

บอกได้คำเดียวว่า ยาก

นอกจาก 1.ลดอัตราเงินสมทบกองทุนประกัน‌สังคม จากเดิมที่เก็บจากนายจ้างและลูกจ้างฝ่ายละ ‌5% เหลือฝ่ายละ 4%

2.ขยายระยะเวลาการ‌ปล่อยสินเชื่อเพื่อพัฒนา‌ผลิตภาพการผลิต ของ‌ธนาคารเพื่อการพัฒนา‌วิสาหกิจขนาดกลาง‌และขนาดย่อมแห่ง‌ประเทศไทย วงเงินช่วย‌เหลือ 2 หมื่นล้านบาท ‌ระยะเวลาปล่อยกู้ 2 ปี ‌แบ่งเป็นปีแรก 7,500 ‌ล้านบาท และปีที่ 2 วง‌เงิน 12,500 ล้านบาท ‌โดยให้เพิ่มเป็น 3 ปี

ส่วนข้อเสนอว่า 1.ขอให้‌เพิ่มการลดหย่อนภาษีหัก ณ ที่‌จ่าย สำหรับการเหมาช่วงการ‌ผลิตจาก 3% เหลือ 0.1%

2.จัดงบประมาณของภาครัฐจ่ายชดเชยส่วนต่างของค่าจ้าง‌ให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มี‌ลูกจ้างต่ำกว่า 200 คน เป็นระยะ‌เวลา 3 ปี

3.การปรับลดค่าน้ำประปา ไฟฟ้า ‌ลง 50% เป็นเวลา 3 ปี

4.ให้เอสเอ็มอีขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มระยะ‌เวลา 3 ปี เพราะการลดภาระภาษีดังกล่าวจะ‌ทำให้มีทุนหมุนเวียนเพิ่ม

5.หักเงินสมทบกองทุนประกันสังคมเหลือ 2.5% ‌จากที่รัฐบาลลดให้แล้วเหลือ 4% จากทั้งหมด 5% นั้น

เลิกคิดกันได้...

เพราะสุดท้ายรัฐบาลจะพิจารณาแบบมัดมือชก‌ว่า ฉันจะต่อมาตรการเกิดที่เคยให้แก่ผู้ประกอบการ‌นำร่องใน 7 จังหวัด และอนุมัติเรื่องการจ่ายเงิน‌สมทบ ผนวกกับมาตรการที่ไม่กระเทือนต่อภาระ‌ของงบประมาณ

และแน่นอนว่า มาตรการที่รัฐบาลอนุมัติ เช่น ‌การลดค่าธรรมเนียมต่างๆ ให้ผู้ประกอบการ การตั้ง‌คลินิกช่วยเหลือเอสเอ็มอีและพัฒนาแรงงาน การ‌เพิ่มค่าสัมมนาของหน่วยงานราชการ การดูแลราคา‌สินค้าไม่ให้แพง ล้วนแล้วแต่ไม่สามารถช่วยบรรเทา‌ผลกระทบต่อธุรกิจเอสเอ็มอีได้มากนัก

เพราะหากคิดเป็นตัวเงิน มาตรการเหล่านี้‌สามารถลดต้นทุนได้ 3-4% แต่ต้นทุนเฉพาะค่าแรง ‌300 บาท ที่เพิ่มขึ้นทั่วประเทศนั้น ทำให้ต้นทุนเพิ่ม ‌82-85%

มาตรการที่เห็นผลมากที่สุดที่บรรดาผู้ประกอบ‌การต้องการ คือ การจ่ายส่วนต่างค่าจ้าง โดยกำหนด‌สัดส่วนค่าจ้างแรงงานต่อต้นทุนนั้น

เสนอได้ แต่คงไม่ได้รับการพิจารณา...เชื่อหรือไม่

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท