posttoday
เอเชีย เสี่ยง "ฟองสบู่หนี้" ศก.โตเร็วแต่ไร้วินัย

เอเชีย เสี่ยง "ฟองสบู่หนี้" ศก.โตเร็วแต่ไร้วินัย

24 ธันวาคม 2555

ถือเป็นข่าวดีก่อนที่จะถึงวันขึ้นปีใหม่ เมื่อธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์)

ถือเป็นข่าวดีก่อนที่จะถึงวันขึ้นปีใหม่ เมื่อธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์)

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

ได้ออกรายงานคาดการณ์เมื่อสัปดาห์ก่อนว่าสถานการณ์เศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียปีนี้และปีหน้าจะสดใสและเติบโตได้อย่างร้อนแรงมากขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิม อีกทั้งจะดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงปี 2014 โดยกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียตะวันออกจะขยายตัวได้ถึง 7.5% ในปีนี้ และจะพุ่งไปแตะที่ 7.9% ในปีหน้า จากคาดการณ์เดิมที่ 7.2% และ 7.6%

เวิลด์แบงก์ให้เหตุผลว่า เกิดจากการบริโภคจากตลาดภายในที่แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งจะมีส่วนสำคัญต่อการช่วยให้ภูมิภาคนี้กลับมาเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง แม้ว่าสภาพเศรษฐกิจโลกโดยรวมจะยังไม่สดใสก็ตาม

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าอนาคตอันแสนสดใสของเศรษฐกิจเอเชียจะกลายเป็นที่กล่าวขวัญถึงอย่างมากในตอนนี้ ซึ่งก็ไม่เว้นแม้แต่หน่วยข่าวกรองสหรัฐที่ออกมายกย่องว่าในอีก 18 ปีข้างหน้า เอเชียจะก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเบอร์ 1 ของโลก ทว่าในอีกด้านหนึ่งเอเชียกลับเผชิญภัยมืดที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วและไม่อาจละเลยได้เลย นั่นคือ วิกฤตหนี้ในภาคครัวเรือนและหนี้ของภาคเอกชนที่กำลังเพิ่มสูงขึ้นในอัตราที่รวดเร็วอย่างที่สุด ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและสินเชื่อที่มีต้นทุนต่ำและเข้าถึงได้ง่ายเกินไป

ข้อมูลจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ระบุว่า สัดส่วนสินเชื่อต่อจีดีพีของเอเชียเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นไปถึงระดับ 104% ขณะที่ในเดือน ธ.ค. 2007 อยู่ที่ 82% ซึ่งตัวเลขสัดส่วนสินเชื่อต่อจีดีพีที่เพิ่มสูงเกินกว่าระดับ 100% นี้ถือเป็นระดับที่สูงกว่าในช่วงที่เกิดวิกฤตการเงินในช่วงปลายทศวรรษ 90 ที่เกิดขึ้นในทวีปเอเชีย

อีกทั้งยังเป็นภาวะการก่อหนี้ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วสวนทางกับสถานการณ์ของกลุ่มยูโรโซนที่อัตราส่วนสินเชื่อต่อจีดีพีที่เริ่มชะลอตัวลงจาก 131% เมื่อเดือน ธ.ค. 2007 ลงมาอยู่ที่ 123% เมื่อเดือน มิ.ย.ปีนี้ ขณะที่ในช่วงเวลาเดียวกันสหรัฐก็ลดลงจาก 63% ลงมาอยู่ที่ 62%

เหตุผลสำคัญที่ทำให้การเข้าถึงแหล่งสินเชื่อทำได้ง่ายและกลายเป็นปัญหาหนี้สินที่เริ่มพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ เป็นผลมาจากการที่เหล่าธนาคารกลางประเทศยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น พร้อมใจกันใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเข้มข้นผ่านการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบและตรึงอัตราดอกเบี้ยต่ำอย่างไม่เคยเกิดมาก่อนในประวัติศาสตร์ เพื่อหวังกระตุ้นการเติบโตเศรษฐกิจที่ซบเซาติดต่อกันในช่วงระยะหลายเดือนที่ผ่านมา

ปัญหาที่กำลังเริ่มก่อร่างอย่างชัดเจนนี้เอง จึงไม่แปลกที่เหล่าบรรดาองค์กรทางเศรษฐกิจไปจนถึงนักวิเคราะห์ชั้นนำจะออกมาสั่นระฆังเตือนให้เหล่าบรรดารัฐบาลในเอเชียเร่งหาทางรับมือหลายต่อหลายครั้งในช่วงระยะ 23 เดือนหลังที่ผ่านมา

เช่น คำเตือนจากธนาคารโลกที่ระบุเมื่อช่วงปลายเดือน ต.ค. ว่าเอเชียต้องรีบตื่นตัวต่อปัญหาการหลั่งไหลเข้ามาของเงินทุนจากนอกภูมิภาค และยังจะต้องป้องกันความเสี่ยงจากภาวะฟองสบู่ที่เกิดจากการเก็งกำไรในประเทศให้ดี

และสัปดาห์ที่แล้ว เวิลด์แบงก์ก็เพิ่งเตือนว่าการเติบโตของสินเชื่อที่มากเกินไป กำลังสร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจในเอเชียอย่างมาก โดยเฉพาะกระแสการหลั่งไหลของทุนจากนอกภูมิภาคที่ทะลักเข้ามา หลังจากการประกาศใช้นโยบายอัดฉีดเศรษฐกิจของ 3 ประเทศยักษ์ใหญ่อย่าง สหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น

“หลายประเทศอยู่บนความเสี่ยงสูง เพราะกำลังประสบกับการขยายตัวของสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่มีการขยายตัวของจีดีพีสูง แต่มีการกำกับดูแลภาคการเงินอ่อนแอ” เวิลด์แบงก์ ระบุ

ขณะที่ ไอเอ็มเอฟเตือนว่าการก่อตัวขึ้นของสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกำลังเป็นสัญญาณของการก่อเกิดวิกฤตหนี้ในเอเชีย โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นจากตัวเลขสัดส่วนสินเชื่อต่อจีดีพีของภูมิภาคที่เพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 5% ต่อปี ไม่เพียงเท่านั้นราคาสินทรัพย์ต่างๆ ก็เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 15% ซึ่งหากตัวเลขเพิ่มไปถึง 20% เมื่อไร โอกาสที่จะเกิดวิกฤตหนี้ในเอเชียภายในระยะเวลา 2 ปี ก็มีโอกาสเป็นไปได้

“ผมเชื่อว่าเอเชียอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเกิดวงจรวิกฤตหนี้ครั้งใหญ่ โดยสามารถเห็นได้จากการก่อหนี้ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ทุกคนควรจับตาดูให้ดี” เฟรเดอริก นูแมน หัวหน้านักวิจัยร่วมเศรษฐกิจเอเชียของธนาคารเอชเอสบีซี ให้ความเห็นผ่านทางหนังสือพิมพ์วอลสตรีต เจอร์นัล

นอกจากนี้ นูแมน กล่าวต่อว่าถ้าระดับการก่อหนี้ยังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในอัตรานี้ต่อไป วิกฤตหนี้ก็จะแสดงผลออกให้เห็นภายในระยะ 23 ปีต่อจากนี้ และประเทศที่อยู่ในกลุ่มความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาดังกล่าวคือ กลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเป็นไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์

คำเตือนในข้างต้นไม่ใช่คำกล่าวอ้างที่เลื่อนลอยไปจากความเป็นจริงเลยแม้แต่น้อย เพราะหากเห็นตัวเลขการก่อหนี้ต่อจีดีพีเป็นรายประเทศ ของธนาคารเอชเอสบีซีเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา จะพบสิ่งที่น่าตกใจ โดยระดับหนี้ที่สำรวจเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมีสัดส่วนการเพิ่มขึ้นในอัตราที่รวดเร็วจากปลายปี 2007 หรือเมื่อ 5 ปีก่อนมาก

เช่น ฮ่องกง เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 275% จากเดิมอยู่ที่ 183% ขณะที่สิงคโปร์เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 137% จากที่ 87% มาเลเซียเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 117% จากเดิมที่ 96% และไทยเพิ่มขึ้นที่ 98% จากเดิมที่ 74%

ทั้งนี้ ปัญหาการก่อตัวของหนี้ในภาคบริษัทเอกชนและครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นในบางประเทศนั้น ยังเป็นผลที่เกิดจากการแห่ขนเงินไปลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะในสิงคโปร์และฮ่องกง ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ทางไอเอ็มเอฟได้ออกมาเร่งให้ฮ่องกงเร่งแก้ปัญหาฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์โดยด่วน หลังจากที่ราคาที่อยู่อาศัยพุ่งขึ้น ซึ่งในปีนี้พุ่งขึ้นไปมากกว่า 20% แล้ว

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในปัจจุบันรัฐบาลหลายประเทศเอเชียจะเริ่มตระหนักและหันมาสดับตรับฟังคำเตือนเหล่านี้ รวมถึงเร่งออกมาตรการป้องกันมากขึ้น อาทิ ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย และไต้หวัน ที่ออกมาตรการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น โดยเฉพาะภาคสินเชื่อซื้อบ้านในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ได้ทำให้เหล่านักวิเคราะห์คลายความกังวลไปได้เลย

เพราะว่ายังมีปัญหาอื่นๆ ที่ต้องกังวลอยู่อีกมาก โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการที่รัฐบาลหลายประเทศมองเห็นแก่ประโยชน์ในระยะสั้นด้วยการใช้การเติบโตของภาคสินเชื่อดังกล่าวที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาใช้เป็นทางลัดเพื่อเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และในขณะเดียวกันก็ใช้มาตรการและเครื่องมือทางการเงินจำนวนมากออกมาใช้กระตุ้นอีกแรง เพื่อหวังที่จะชดเชยภาคการส่งออกที่ลดลงนั้น เป็นการบั่นทอนและเพิ่มความเสี่ยงต่อความมั่นคงและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาวของทวีปเอเชียอย่างมาก

“ตอนนี้เอเชียยืนอยู่บนความเสี่ยง เพราะเอเชียมีการขยายตัวของภาคสินเชื่อและการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย เพื่อหวังชดเชยภาคการส่งออกของประเทศที่ชะลอตัวลงมากจนเกินไป” แดเนียล มาร์ติน นักเศรษฐศาสตร์ภูมิภาคเอเชีย ของสถาบันวิจัยแคปปิตอลอีโคโนมิก กล่าว

ฉะนั้น ปัญหาที่เพิ่มขึ้นจึงนับเป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่เข้ามาให้รัฐบาลในเอเชียต้องเร่งหาวิธีจัดการโดยด่วน

ถ้าไม่อยากเห็นฟองสบู่แตกกันซ้ำอีกครั้ง...

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท