
ท้องถิ่น-ท่องเที่ยวหนุนงดขายเหล้าบนทางเท้า
ผู้บริหารท้องถิ่น-สมาพันธ์ท่องเที่ยว เข็นรัฐบาลออกกฎหมายห้ามขายเหล้าทางเท้าชูเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวมีคุณภาพ
ผู้บริหารท้องถิ่น-สมาพันธ์ท่องเที่ยว เข็นรัฐบาลออกกฎหมายห้ามขายเหล้าทางเท้าชูเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวมีคุณภาพ
นายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.) เชียงใหม่ กล่าวกล่าวถึงกรณีที่ นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รมว.สาธารณสุข ระบุว่าไม่สามารถประชุมคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ เพื่อพิจารณาประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องกำหนดสถานที่ หรือบริเวณห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนทางได้ และมีแนวโน้มว่ากฎหมายตัวนี้จะไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากเกรงว่าจะซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่นๆ ว่า ในภาพรวมหากสามารถบังคับใช้กฎหมายนี้ได้จะเป็นเรื่องดี ในการป้องปรามไม่ให้มีการขายหรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนทางสาธารณะได้ง่าย และไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้งผู้มีรายได้น้อย หรือไปซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่นแต่อย่างใด ซึ่งทราบกันดีว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยของปัญหาสังคม หากมีการควบคุม ปัญหาดังกล่าวจะลดลงได้ ยกตัวอย่าง จากจังหวัดเชียงใหม่ถือเป็นเมืองท่องเที่ยว ที่มีร้านขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นจำนวนมากหากนำกฎหมายฉบับนี้เข้ามาบังคับใช้จะควบคุมได้มาก
นายสุรพล เธียรสูตร นายกเทศมนตรีเมืองน่าน กล่าวว่า การที่พื้นที่ทางเท้าหรือริมทาง กลายเป็นสถานที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีผลต่อสังคมมาก เพราะเป็นการเพิ่มขึ้นของนักดื่มหน้าใหม่ และง่ายต่อการชวนกันมานั่งดื่ม จากนั้นปัญหาอื่นๆก็ตามมาเป็นลูกโซ่ ทั้งเรื่อง อุบัติเหตุ สุขภาพ อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เรามีกฎหมายห้ามขายในวัด โรงเรียน ชัดเจน แต่บนทางเท้าไม่มี ซึ่งหากเร่งบังคับใช้หลังจากนี้ก็เชื่อว่าจะส่งผลดี ช่วยสังคมลดปริมาณอุบัติเหตุ และรัฐมนตรีสาธารณสุขควรเปิดรับฟังความคิดเห็นพูดคุยร่วมกับภาคเครือข่ายประชาสังคมด้วย
“เรื่องนี้เป็นประเด็นใหญ่ ต้องทำความเข้าใจกับสังคมว่ากฎหมายนี้มีประโยชน์อย่างไรบ้าง ซึ่งร่างกฎหมายเห็นได้ชัดเจนว่ามีการพยายามยื้อกันอยู่ เรื่องจึงติดขัด รัฐมนตรีสาธารณสุข อาจถูกกดดัน ทำให้ต้องชะลอ หรือต้องนำเนื้อหาไปปรับปรุง การระบุว่า สามารถใช้กฎหมายที่มีอยู่แล้ว หรือเกรงว่าจะซ้ำซ้อน กำกวม กับกฎหมายตัวอื่น กฎหมายห้ามขายเหล้าบนทางนั้นหากมีผลออกมา ก็จะไม่เป็นกฎหมายที่ซ้ำซ้อน เพราะหากจะพูดถึง พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียกร้อยของบ้านเมือง พ.ศ.2535 บริเวณฟุตบาทเอง ก็มีจุดผ่อนผัน ประเด็นสำคัญคือ เราต้องคุมเข้มทั้งสองจุดนั้นไม่ให้มีการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งสามารถที่จะทำได้ และจะยิ่งรัดกุมมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่มาระบุว่า การออกกฎหมายนี้จะซ้ำซ้อน กำกวม เพราะเป็นกฎหมายคนละตัวกัน” นายสุรพล กล่าว
นายกเทศมนตรีเมืองน่าน กล่าวว่า เพื่อผลประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง ตนอยากให้นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ พิจารณาเรื่องนี้ให้รัดกุม รับฟังข้อมูลจากคนทำงาน และควรมานั่งควบคุมดูแลด้วยตัวเอง ไม่ควรมอบหมายให้ใครมาทำหน้าที่แทน และเป็นเรื่องที่เราต้องช่วยกันทั้งสังคม สื่อประเด็นออกไปสู่สาธารณะให้มากที่สุด อย่าให้เรื่องนี้ตกอยู่ในมือของคนที่มองไม่เห็นปัญหา แม้ปีใหม่นี้จะไม่ทันแต่ต้องคิดไปถึงช่วงเทศกาลสงกรานต์ หรือเทศกาลต่างๆ อย่างไรก็ตาม กระทรวงพัฒนาสังคมฯ และกระทรวงวัฒนธรรรม หนึ่งในกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติควรมีมุมมองเดียวกัน เพราะท้ายที่สุดแล้วมันจะส่งผลดีและเป็นประโยชน์กับสังคมโดยรวม
ขณะที่นายสุรพล กำพลานนท์วัฒน์ นายกสมาคมสมาพันธ์ธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดสงขลา กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของมุมมอง ถ้าคิดแต่เรื่องผลประโยชน์ของผู้ประกอบการจะไม่สามารถขับเคลื่อนได้เลย ทั้งๆ ที่เรื่องการออกกฎหมายห้ามขายเหล้าบนทางเป็นเรื่องที่ดี ในอดีตเราไม่เคยมีการรณรงค์ห้ามขายเหล้าในเทศกาล แต่เมื่อได้ทำก็เกิดสิ่งที่ดีขึ้น เมืองไทยมีวัฒนธรรมทีดีงาม บริเวณทางเท้าก็ถือเป็นจุดหนึ่งในสังคม ที่จะแสดงให้เห็นภาพลักษณ์
“ทุกวันนี้ภาคส่วนต่างๆ มีการรณรงค์ผลกระทบที่เกิดจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งในระดับผู้ใหญ่ก็ต้องยอมรับว่าทำเพื่อลูกหลานในวันข้างหน้า ต้องเห็นว่าอันไหนที่เป็นประโยชน์ต้องรีบทำ ทุกวันนี้งานหาดใหญ่ทุกงาน เรามีสโลแกนพ่วงท้าย ว่าไร้แอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นแนวคิดที่สำคัญมาก ที่ต้องรับผิดชอบกับสังคม และเป็นผลดีกับผู้ค้ารายย่อยด้วยซ้ำเพราะเขาขายอาหารได้มากกว่า กำไรดีกว่า ขายน้ำเมา คนรายได้น้อยไม่ควรเสียเงินกับน้ำเมา และไม่เมากลับไปทุบตีลูกเมียด้วย ต่างจากหลายปีที่ผ่านมา หาดใหญ่ เคยมีงานอีเวนต์ ลานเบียร์ ตามเทศกาลต่างๆ ซึ่งมีผลสะท้อน และผลกระทบรอบด้านชัดเจน และบริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็ไม่เคยออกมารับผิดชอบเลย” นายสุรพล กล่าว
นายสุรพล กล่าวอีกว่า เรื่องการออกกฎหมายห้ามขายเหล้าบนทางเท้านี้ ถ้าเรามัวแต่มานั่งรอผู้รับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรี หรือราชการ มันต้องใช้ระยะเวลายาวนานมาก กว่าจะมีผลบังคับใช้ เรื่องเร่งด่วนที่สุดในขณะที่เราต้องทำก็คือ ทั้งเครือข่าย บุคคล นักกิจกรรมทั่วประเทศ ที่ทำงานขับเคลื่อนเรื่องนี้ ต้องช่วยกันออกมาแสดงความคิดเห็น สะท้อนเสียงประเด็นนี้ ให้เร็วที่สุด ผู้ที่เกี่ยวข้องในวงการทั้งหมดควรใช้พลังสังคมเข้ามาช่วย หากพลังสังคมเข้มแข็ง นักการเมืองก็ต้องฟัง







