
ข้าวไทยหืดจับยากจะได้ขึ้นแชมป์ส่งออก
โรงสีเตือน ข้าวไทยหมดทางไทยขึ้นที่ 1 ส่งออก แนะหันเจาะตลาดคุณภาพ ระบุนโยบายจำนำข้าวทำข้าวไทยถึงทางตัน
โรงสีเตือน ข้าวไทยหมดทางไทยขึ้นที่ 1 ส่งออก แนะหันเจาะตลาดคุณภาพ ระบุนโยบายจำนำข้าวทำข้าวไทยถึงทางตัน
นายปราโมทย์ วานิชานนท์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าวในงานสัมมนาสถานภาพการค้าข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว ในงานการประชุมวิชาการข้าวแห่งชาติ ครั้งที่ 2 ว่า อุตสาหกรรมข้าวไทยตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำมีอุปสรรคมากจากการเพิ่มขึ้นของต้นทุน ทั้งเรื่องแรงงาน การใช้ปุ๋ยและสารเคมี เรื่องการขนส่ง ทำให้การแข่งขันกับประเทศคู่แข่ง ทั้งเวียดนามและพม่าทำได้ยาก ส่งผลให้เป็นเรื่องยากที่ไทยจะกลับขึ้นไปเป็นประเทศที่ส่งออกข้าวอันดับ 1 ของโลก ดังนั้นแนวทางต่อไปจึงควรมุ่งเน้นพัฒนาคุณภาพเป็นหลัก เน้นตลาดที่มีราคาสูง ซึ่งเป็นจุดเด่นของข้าวหอมมะลิและข้าวขาวของไทยอยู่แล้ว
หากพิจารณาถึงตัวเลขส่งออกข้าวไทย พบว่ามีการผลิตและส่งออกมูลค่าประมาณ 2 แสนล้านบาท แต่มีการใช้เงินอุดหนุนเป็นเงินมากกว่า 1.1 แสนล้านบาท แสดงให้เห็นว่าเป็นอุตสาหกรรมที่ไม่ประสบความสำเร็จในเชิงธุรกิจ ซึ่งเงินอุดหนุนดังกล่าวมาจากนโยบายการรับจำนำหรือประกันราคาข้าวของรัฐบาล หากยังมีนโยบายเช่นนี้จะเป็นการทำลายระบบ และอุตสาหกรรมข้าวไทยจะถึงทางตัน ยิ่งส่งออกมากเท่าไหร่ มีแต่ยิ่งขาดทุนมากขึ้น
นายสุเมธ เหล่าโมราพร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซี.พี. อินเตอร์เทรด ผู้ส่งออกข้าว กล่าวว่า นโยบายจำนำข้าวยังส่งผลต่อคุณภาพของข้าว เนื่องจากเกษตรกรชาวนาจะเร่งปลูกและผลิตข้าวเกินกว่าความต้องการของตลาด เพื่อขายให้รัฐบาลตามนโยบายนี้ เพราะได้ราคาดีและมีการกำหนดมาตรฐานไว้ต่ำ ไม่ได้เน้นคุณภาพของข้าว และการที่รัฐบาลต้องเก็บข้าวไว้มากกว่า 10 ล้านตัน ทำให้ยากต่อการควบคุมคุณภาพในระยะยาว ประกอบกับการมีปัญหาเรื่องเซอร์เวเยอร์ เมื่อนำข้าวออกจำหน่ายและมีการสีข้าว ก็จะได้ข้าวที่คุณภาพลดลงไปอีก ซึ่งไม่เป็นผลดี
“ในระยะสั้นยังถือว่าสามารถรักษาคุณภาพและตลาดไว้ได้ แต่ในระยะยาวถ้าไม่สามารถคุมคุณภาพได้ อาจจะสามารถขายแบบจีทูจีได้ แต่ก็ได้ในราคาต่ำ สุดท้ายตลาดทั่วโลกจะเลือกข้าวจากพม่าและเวียดนามที่มีราคาต่ำกว่า ดังนั้นต้องเร่งพัฒนามาตรฐานให้เร็วที่สุด” นายสุเมธ กล่าว
นอกจากนี้ ในการสัมมนายังได้เสนอให้มีการจัดตั้งกองทุนข้าว เพื่อทำการวิจัยและพัฒนาทั้งด้านการผลิตและการตลาดให้ดีขึ้น เช่น การพัฒนาพันธุ์ข้าวเฉพาะทาง เช่น ข้าวเพื่อผลิตเส้นหมี่ น้ำมันรำข้าวซึ่งที่ผ่านมาเอกชนต้องดำเนินการเองทั้งหมด ต่อไปภาครัฐต้องเข้ามามีบทบาทมากขึ้น และยังต้องมีการวิจัยตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ แทนที่จะหวังขายข้าวไทยในตลาดโลกราคาสูง ต้องหันกลับมาพัฒนาข้าวให้มีความโดดเด่นเฉพาะทางมากขึ้น แล้วระดับราคาจะเพิ่มขึ้นเอง







