
เพื่อไทยจี้ปชป.ยุติล้มประชามติ
รองโฆษก พท. แจงกรอบการหารือการทำประชามติของคณะทำงานฯ 24 ธ.ค.นี้ วอน ปชป. ยุติการล้มทำประชามติ -กล่าวหาแก้ รธน.เพื่อทักษิณ
รองโฆษก พท. แจงกรอบการหารือการทำประชามติของคณะทำงานฯ 24 ธ.ค.นี้ วอน ปชป. ยุติการล้มทำประชามติ -กล่าวหาแก้ รธน.เพื่อทักษิณ
ร.ท.หญิงสุณิสา เลิศภควัต รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงความเคลื่อนไหวการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยยืนยันว่าไม่มีการหมกเม็ดประเด็นการแก้ไข เพื่อช่วยเหลือพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพราะกระบวนการแก้ไขต้องตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมายกร่าง และผ่านการพิจารณาจากรัฐสภา ที่สำคัญกระบวนการทั้งหมดจะต้องผ่านการมีส่วนร่วมจากประชาชนโดยทางพรรคเพื่อไทยขอเรียกร้องให้พรรคประชาธิปัตย์เลิกโยงการแก้ไขรัฐธรรมนูญกับร่างพระราชบัญญัติปรองดองแห่งชาติ ทั้งที่ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 26 ธันวาคมนี้ ทางประธานสภาผู้แทนราษฎรยืนยันแล้วว่าจะไม่มีการพิจารณาวาระดังกล่าว โดยจะมีการเลื่อนร่างกฎหมายที่สำคัญขึ้นมาพิจารณาก่อน
อย่างไรก็ตามทางพรรคเพื่อไทยได้ตั้งข้อสังเกตว่า การที่พรรคประชาธิปัตย์พยายามโยง 2 ประเด็นเข้าด้วยกัน เพื่อต้องการให้ประชาชนเกิดความสับสน และต้องการล้มประชามติ โดยไม่ฟังเสียงของ กกต.ที่ระบุว่า การรณรงค์ไม่ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์ลงประชามติเข้าข่ายกระทำขัดกฎหมาย อาจจะมีโทษถึงขั้นยุบพรรคการเมืองได้ ทั้งนี้ ยืนยันว่า ทางพรรคเพื่อไทยพร้อมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างของสมาชิกพรรค ทั้งแบบฉบับหรือรายมาตรา และเชื่อว่าจะไม่เป็นปัญหาสร้างความขัดแย้งภายในพรรคแน่นอน
รองโฆษกพรรคเพื่อไทยเปิดเผยว่าในวันที่ 24 ธ.ค. เวลา 15.00 น.คณะทำงานดำเนินการศึกษาการออกเสียงประชามติ ที่จะประชุมหารือนัดแรกที่ทำเนียบรัฐบาล ในเบื้องต้นจะมีการหารือ 4 เรื่อง ได้แก่ 1.จะหารือเกี่ยวกับการทำประชาเสวนาและการรณรงค์ออกเสียงประชามติว่าจะดำเนินการควบคู่กันไปได้หรือไม่ หรือมีข้อกฎหมายใดจะต้องดำเนินการแก้ไข 2.จะมีการหารือหน่วยงานรัฐ อาทิ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม และเชิญคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มาหารือในการดำเนินการออกเสียงประชามติ รวมถึงการตั้งคำถามในการออกแบบสอบถามประชามติ 3.จะหารือเรื่องความรับผิดชอบในการตั้งคำถามการออกแบบประชามติว่าจะเป็นหน่วยงานหรืออองค์กรใดเป็นผู้ดำเนินการ และ 4.กรอบเวลาในการออกเสียงประชามติว่าควรจะเป็นช่วงใด เพราะรัฐบาลต้องออกพระราชกฤษฎีกา และหลังการประกาศพระราชกฤษฎีกามีเวลาภายใน 120 วัน จึงต้องหารือกับองค์กรที่เกี่ยวข้องว่ารัฐบาลจะสามารถให้ลงประชามติได้เมื่อใด







