
เกษตรยั่งยืน...ต้นแบบทางรอดเกษตรกรไทย
“เกษตรยั่งยืน” อาจเป็นคำไม่คุ้นหูสำหรับคนในเมืองมากนัก แต่ในหมู่บ้านเล็กๆ ที่ ต.แม่ทา อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ ชาวบ้านที่นี่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี
“เกษตรยั่งยืน” อาจเป็นคำไม่คุ้นหูสำหรับคนในเมืองมากนัก แต่ในหมู่บ้านเล็กๆ ที่ ต.แม่ทา อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ ชาวบ้านที่นี่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี
โดย...วิรวินท์ ศรีโหมด
“เกษตรยั่งยืน” อาจเป็นคำไม่คุ้นหูสำหรับคนในเมืองมากนัก แต่ในหมู่บ้านเล็กๆ ที่ ต.แม่ทา อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ ชาวบ้านที่นี่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี
หมู่บ้านแม่ทาที่ตั้งอยู่ใน ต.แม่ทา บนพื้นที่ราบเชิงเขาแห่งนี้เต็มไปด้วยแปลงผักและฟาร์มโคนมของชาวบ้านที่หันมาทำการเกษตรครบวงจรตามวิถีชาวบ้าน ซึ่งทำให้คนในชุมชนมีความสุข ตามวิถีที่พอเพียง
นอกจากนี้ ผู้ใหญ่ในหมู่บ้านยังได้ปลูกฝังให้เยาวชนรุ่นหลังผูกพันกับวิถีการทำการเกษตรจนเข้าร่วมงานอนุรักษ์และพัฒนาท้องถิ่นให้มีความเจริญด้านเกษตรกรรมอย่างมั่นคง
ชุมชน ต.แม่ทา นี้เป็นชุมชนต้นแบบทางด้านการเกษตรแบบยั่งยืน เป็นศูนย์หลักที่เป็นต้นแบบให้ชุมชนต่างๆ ในภาคเหนือได้เข้ามาศึกษา เรียนรู้ ดูงานได้ โดยเมื่อวันที่ 13 ธ.ค.ที่ผ่านมา ชุมชนบ้านแม่ทาได้จัดพิธีลงนามความร่วมมือในโครงการเกษตรกรรมยั่งยืนร่วมกับ อบต. ในเขตภาคเหนือ เพื่อส่งเสริมให้ชุมชนในภาคเหนือได้หันกลับมาทำการเกษตรแบบยั่งยืน ให้คนในชุมชนไม่ต้องออกไปทำงานต่างถิ่น และหันกลับมาพัฒนาชุมชนของตนเอง
พัฒน์ อภัยมูล ปราชญ์ชาวบ้านแม่ทา เล่าว่า ได้ทำการเกษตรมาหลายสิบปี ในช่วงแรกได้ปลูกพืชเชิงเดี่ยว หรือปลูกพืชชนิดเดียวตลอดทั้งปี แต่สามารถเก็บผลผลิตได้เพียงปีละไม่กี่ครั้ง เป็นการเกษตรที่ยิ่งทำมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีรายจ่ายเพิ่มมากขึ้น ซึ่งสวนทางกับราคาขายผลผลิตที่ยังคงทรงตัวหรือบางช่วงราคาอาจตกต่ำ
จากนั้นจึงได้เริ่มหันมาทำเกษตรแบบยั่งยืนเมื่อปี 2529 หรือ 26 ปีที่แล้ว ด้วยการลองหันมาปลูกพืชตามฤดูกาลเสริมเข้าไปในสวนสลับกับพืชผล และเมื่อปลูกไปเรื่อยๆ ก็เริ่มมีเงินออมไว้เป็นทุน และนำเงินที่ได้ไปต่อยอดโดยการไปซื้อโคนมมาเลี้ยงจนเป็นการทำการเกษตรแบบครบวงจร
“ต่อมาก็ได้มีการสอนให้คนในชุมชนลองทำตาม จนชาวบ้านที่อดีตเคยปลูกพืชแบบเดี่ยวก็หันมาปลูกพืชตามฤดูกาล ปัจจุบันชาวบ้าน ต.แม่ทา ส่วนใหญ่เกือบ 90% หันมาทำเกษตรแบบตามฤดูกาล เพราะสามารถเก็บผลผลิตได้ตลอดทั้งปี ประกอบกับภูมิประเทศที่อยู่บนเขาจึงสามารถปลูกพืชเมืองหนาวได้ดี
เป็นการลดต้นทุนการนำเข้า ทั้งยังสามารถเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรได้อีกด้วย เนื่องจากพืชเมืองหนาวเป็นพืชที่สามารถปลูกได้ในพื้นที่จำกัด การที่ชาวบ้านสามารถปลูกพืชเมืองหนาวได้ทำให้ราคาผลผลิตมีราคาสูง ซึ่งนี่ถือเป็นข้อได้เปรียบ” พัฒน์ ระบุ
พัฒน์ เล่าอีกว่า สิ่งที่แฝงอยู่จากการทำการเกษตรยั่งยืนคือการสั่งสอนของคนรุ่นเก่าที่ส่งต่อความรู้ให้กับคนรุ่นหลัง เป็นการส่งต่อความรู้จากรุ่นสู่รุ่น กล่าวคือ ผู้เฒ่าผู้แก่ที่มีองค์ความรู้ทางด้านเกษตรอยู่แล้วจะปลูกฝังให้รุ่นลูกรู้จักการทำการเกษตรเพื่อให้มีความผูกพันกับการทำการเกษตร รักในอาชีพเกษตรกร และสั่งสอนให้ลูกหลานรุ่นต่อๆ ไปไม่ดูถูกอาชีพนี้
“ทำให้เด็กรุ่นหลังมีความหวงแหน อยากที่จะอนุรักษ์สิ่งต่างๆ ที่อยู่ในท้องถิ่น และร่วมกันพัฒนาท้องถิ่นให้สามารถดำรงความเป็นท้องถิ่นไว้ควบคู่ไปกับการก้าวตามความเปลี่ยนแปลงของโลกที่มีอยู่ในทุกๆ วัน” พัฒน์ กล่าว
ด้าน ยุทธศักดิ์ ยืนน้อย ผู้จัดตั้งกลุ่มกัลยาณมิตร ที่ประกอบไปด้วยกลุ่มคนรุ่นใหม่ในชุมชนที่มีความสนใจในการทำเกษตรยั่งยืน และผู้เปลี่ยนแปลงระบบการค้าจากแบบเดิมที่จะต้องขายผ่านพ่อค้าคนกลางมาเป็นการขายตรงระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภคโดยตรง เล่าถึงกระบวนการทางการตลาดรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า CSA หรือ Community Supported Agriculture ว่า ทางกลุ่มได้นำปัญหาด้านการจัดการตลาดมาวิเคราะห์ร่วมกันเพื่อหาช่องทางการตลาดรูปแบบใหม่ที่มีส่วนรับผิดชอบระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค
ทั้งนี้ เป็นการลดข้อจำกัดต่างๆ ของการทำการเกษตรอินทรีย์แบบเดิมในรุ่นบิดา มารดา
สมาชิกกลุ่มกัลยาณมิตรมีการวางแผนการทำเกษตรอินทรีย์ระบบ CSA คือการส่งผลผลิตไปยังผู้บริโภคโดยตรง โดยเริ่มจากผู้ผลิตที่เคยมาเยี่ยมชมการเกษตรที่ชุมชน และได้มีความสนใจที่จะนำผักไปรับประทาน จึงสั่งสินค้าทางการเกษตรให้เกษตรกรในพื้นที่จัดส่งให้ไปเป็นชุด
“หนึ่งชุดจะประกอบด้วยผักและผลผลิตทางการเกษตรที่มีอยู่ใน ต.แม่ทา โดยผู้บริโภคจะระบุชนิดของผลผลิตที่ต้องการ ซึ่งผักจะถูกบรรจุอยู่ในกล่องโฟมขนาดใหญ่ และจะใส่ถุงที่มีสารคงความสดของผักและผลไม้ที่ไม่มีผลต่อผักและผลไม้ที่บรรจุอยู่ หนึ่งกล่องราคา 200 บาท
นับเป็นราคาที่ถูกมากหากเทียบกับผักปลอดสารพิษตามห้างสรรพสินค้า ผักจากระบบเกษตรอินทรีย์จะไม่มีสารพิษตกค้างอยู่เลย เพราะขั้นตอนการผลิตจะไม่ใช้สารเคมี แต่จะใช้ปุ๋ยคอกจากธรรมชาติ จึงนับได้ว่ามีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคเป็นอย่างมาก” ยุทธศักดิ์ ระบุ
อภิศักดิ์ กำเพ็ญ เกษตรกรรุ่นใหม่ จากคณะสถาปัตยกรรม การออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ที่นำความรู้ที่ได้เรียนมาประยุกต์ใช้ในการทำการเกษตรแบบยั่งยืนในระบบ CSA เล่าว่า หลังจากที่จบการศึกษาก็ได้กลับมาที่ชุมชน และได้ทำการเกษตรแบบยั่งยืน เพราะอยากทำสิ่งใหม่ที่เกษตรกรรุ่นใหม่จะลงมาทำเพื่อพัฒนาชุมชน
อภิศักดิ์ อยากให้ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรมีความแปลกใหม่เท่าทันกับโลกในยุคปัจจุบัน จึงหันมาทำการเกษตรที่ให้ผู้บริโภคได้รู้จักกับเกษตรกรโดยตรง ได้เข้าใจถึงขั้นตอนการผลิตว่ามาจากไหน ใครเป็นผู้ปลูก ซึ่งระบบ CSA ก็ตอบโจทย์ในจุดนี้
อภิศักดิ์ตั้งใจว่าจะพัฒนาการตลาดระบบ CSA ควบคู่ไปกับภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งเขาเคยมีโอกาสเดินทางไปศึกษาดูงานที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และรู้ว่าเกษตรกรที่สหรัฐนิยมทำการค้าการเกษตรด้วยระบบ CSA
อภิศักดิ์ จึงนำความรู้ที่ได้รับกลับมาใช้ในท้องถิ่น และนำมาต่อยอดผสมผสานกับผักอินทรีย์ปลอดสารพิษ โดยเสนอให้ผู้บริโภคได้รู้จักขั้นตอนการผลิตว่าได้มาอย่างไร และผู้บริโภคสามารถมาเยี่ยมชมฟาร์มได้ตลอดเวลา เพื่อเป็นการทำความรู้จักกับผู้ผลิต
เกษตรกรรุ่นใหม่จึงเห็นว่า การทำการเกษตรวิธีนี้เป็นการสร้างพื้นฐานชีวิตของเกษตรกรให้มั่นคงโดยไม่ต้องกู้ยืมเงิน เพราะเกษตรกรในปัจจุบันมีความเสี่ยง เนื่องจากต้องนำเงินมาลงทุนทำการเกษตรก่อน แต่ระบบ CSA ผู้บริโภคต้องจ่ายเงินก่อนเพื่อสั่งสินค้าทางการเกษตร
“CSA เป็นระบบที่เกื้อกูลเหมือนระบบครอบครัวใหญ่ เป็นระบบที่ลดช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวย ทั้งยังทำให้เกษตรกรรุ่นใหม่ได้กลับมายังท้องถิ่นเพื่อทำงาน พัฒนา ช่วยเหลือชุมชนถิ่นเกิด และอยู่กับครอบครัวด้วย” อภิศักดิ์ ทิ้งท้าย







